OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
จับตาดัชนี PMI ของบรรดาเศรษฐกิจหลัก และอัตราเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ พร้อมติดตามสถานการณ์การเมืองไทย
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทพลิกอ่อนค่าลง ตามการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ อีกทั้งราคาทองคำก็เผชิญแรงขายต่อเนื่องในช่วงท้ายสัปดาห์
- ควรจับตารายงานดัชนี PMI จากฝั่งสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และควรระวัง ความเสี่ยงการเมืองของไทย จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
- เงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนบ้าง จากความกังวลแนวโน้มนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และแรงขายทำกำไรบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินยูโร (EUR) ที่แข็งค่าพอสมควรในช่วงที่ผ่านมา ทว่าเงินดอลลาร์อาจเผชิญแรงกดดันได้ หากผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในส่วนของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยต้องจับตาทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำที่อาจอยู่ในช่วงพักฐาน (อาจกดดันเงินบาท) ขณะที่ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนตลาดหุ้นไทย ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ซึ่งต้องจับตาสถานการณ์การเมืองของไทย หลังการอภิปรายไม่ไว้ว่างใจนายกฯ ที่จะถึงนี้
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
33.50-34.25 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – แม้ว่าไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนกุมภาพันธ์ ทว่าหลังจากที่เฟดได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจล่าสุดในการประชุม FOMC เดือนมีนาคม ซึ่งเฟดได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะช่วยสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P Global (Manufacturing & Services PMIs) เดือนมีนาคม รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย Conference Board (Consumer Confidence) ในเดือนมีนาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด หลังล่าสุด คาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ยังคงสะท้อนว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีหน้า ทว่า Dot Plot ใหม่ก็ดูมีความ “Hawkish” มากขึ้น สะท้อนจากจำนวนเจ้าหน้าที่เฟดหลายท่านเปลี่ยนใจสนับสนุนให้เฟดชะลอการปรับลดดอกเบี้ย (ลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ หรือ คงดอกเบี้ยทั้งปี)
- ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) เดือนมีนาคม ของยูโรโซนและอังกฤษ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีและยูโรโซน (IFO Business Climate) เดือนมีนาคม รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดคาดว่า ECB อาจลดดอกเบี้ย ได้อีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ เช่นเดียวกันกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยของ BOE
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นผ่าน รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) เดือนมีนาคม รวมถึงรายงานอัตราเงินเฟ้อของกรุงโตเกียว (Tokyo CPI) เดือนมีนาคม ซึ่งอาจยังคงสะท้อนว่าอัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดโอกาสให้ BOJ ทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสราว 34% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
- ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาประเด็นการเมือง ซึ่งจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ (No-Confidence Motion) นายกฯ โดยต้องจับตาเสถียรภาพทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลหลังการอภิปรายครั้งนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลการผลิต ทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนกุมภาพันธ์ สำหรับ แนวโน้มเงินบาท นั้น หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following แม้เงินบาทจะทยอยอ่อนค่าลงบ้างในช่วงท้ายสัปดาห์ก่อน ทว่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หรือ แกว่งตัว Sideways จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เงินบาทยังมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 34.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับสำคัญจะอยู่ในช่วง 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.30 บาทต่อดอลลาร์)

