คงมุมมองเดิมว่า ราคาทองคำอาจอยู่ในช่วงการพักฐานได้

เผยแพร่ 17/03/2025 08:56

Economic Highlight

ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ เฟด BOE และ BOJ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน และประเด็นการเมืองเยอรมนี

FX Highlight

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น หนุนโดยการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ของราคาทองคำ ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ส่วนเงินดอลลาร์ก็ย่อตัวลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ Stagflation 
  • สำหรับสัปดาห์นี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง เฟด BOE และ BOJ พร้อมจับตาพัฒนาการการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงประเด็นการเมืองเยอรมนี
  • โดยในส่วนของผลการประชุมเฟด นั้น แม้ผู้เล่นในตลาดจะคาดว่า เฟดอาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมครั้งนี้ ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาว่า เฟดจะมีการปรับเปลี่ยนคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ อย่างไรบ้าง
  • ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 60% ที่จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปีนี้ หรือ 75bps ทำให้ หากเฟดย้ำจุดยืนเดิมไม่รีบลดดอกเบี้ย และ Dot Plot ใหม่ ก็สะท้อนแนวโน้มการทยอยลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ และราว 2 ครั้ง ในปีหน้า ไม่ต่างจาก Dot Plot ก่อนหน้า บรรดาผู้เล่นในตลาดก็อาจทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดบ้าง หนุนให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นได้ 
  • เช่นเดียวกันกับ ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOE จะคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่อาจลดดอกเบี้ย ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ต้องจับตาว่า BOE จะส่งสัญญาณต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยอย่างไร เพราะหาก BOE แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้น ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง อย่าง สงครามการค้า ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส BOE เดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม กดดันให้ เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อ่อนค่าลงได้ 
  • ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ จะคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ไปจนกว่าจะถึงการประชุมเดือนกันยายน ทำให้ หาก BOJ ส่งสัญญาณว่า อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ก็มีโอกาสหนุนให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) แข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เรามองว่า โอกาสเกิดกรณีดังกล่าวมีน้อยในการประชุมครั้งนี้ เพราะเงินเยนญี่ปุ่นได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องมาพอสมควร ทำให้ BOJ อาจระมัดระวังมากขึ้นในการสื่อสารต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบาย
  • แม้ว่า เงินดอลลาร์จะเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับลดความเชื่อมั่นต่อธีม US Exceptionalism ทว่า เงินดอลลาร์ อาจพอได้แรงหนุนจากความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ 
  • นอกจากนี้ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ อย่าง การเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูงก็อาจหนุนเงินดอลลาร์ได้ หากการเจรจาไม่มีความคืบหน้าและสถานการณ์สงครามกลับมาร้อนแรงขึ้น 
  • นอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น เรามองว่า ควรจับตา ประเด็นการเมืองเยอรมนี ที่จะมีการลงมติเพื่อปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การกู้เงินของรัฐบาล (Debt Brake) โดยประเด็นดังกล่าว ได้ช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินยูโร (EUR) มาพอสมควร ทำให้ต้องระวังความเสี่ยงที่สุดท้ายรัฐบาลเยอรมนีอาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การกู้เงินได้ตามที่ตลาดคาดหวัง
  • สำหรับ ปัจจัยอื่นๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้นั้น ยังคงประกอบด้วย ทิศทางราคาทองคำ รวมถึงฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในตลาดทุนไทย
  • ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หรือ แกว่งตัว Sideways จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน 
  • สัญญาณจาก RSI และ Stochastic ใน Time Frame รายวัน สำหรับ USDTHB สะท้อนว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทยังมีกำลังอยู่ 
  • ส่วนสัญญาณจาก RSI Stochastic และ MACD ใน Time Frame H4 โดยรวมให้ภาพไม่ต่างกับ Time Frame รายวัน ทว่า สัญญาณ จาก RSI และ Stochastic ชี้ว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็เริ่มชะลอลงบ้าง แถวโซนแนวรับ 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ 
  • ส่วนสัญญาณจาก RSI Stochastic และ MACD ใน Time Frame H1 สะท้อนว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงบ้าง จากโซนแนวรับ 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ โดย RSI อาจเกิด Bullish Divergence 
  • โดยรวมเรามองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ท่ามกลางความผันผวนที่อาจสูงกว่าปกติ ในสัปดาห์แห่งการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเงินบาทยังมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 34.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับสำคัญจะอยู่ในช่วง 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.30 บาทต่อดอลลาร์)

Gold Highlight

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ เหนือความคาดหมายของเรา ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Stagflation 
  • นอกจากนี้ หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following การที่ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซน 2,925 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ชัดเจน ชี้ว่าราคาทองคำได้กลับมาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อีกครั้ง 
  • ทว่า แรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดยังคงมีอยู่สูง ดังจะเห็นได้จากการที่ราคาทองคำย่อตัวลงจากโซน 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างต่อเนื่อง สู่โซน 2,980-2,990 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • เรายังคงมุมมองเดิมว่า ราคาทองคำอาจอยู่ในช่วงการพักฐานได้ หากตลาดไม่ได้รับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายทำกำไรทองคำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นมากในปีนี้  
  • ทั้งนี้ ในระยะสั้น ควรติดตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) อย่างการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน และประเด็นแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 ที่ความไม่แน่นอนของปัจจัยดังกล่าวอาจพอช่วยหนุนราคาทองคำได้  
  • นอกจากนี้ บรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาทองคำ โดยต้องรอลุ้นว่า ผลการประชุมเฟดล่าสุด จะทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดอย่างไร 
  • ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำจะยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ตราบใดที่ราคาทองคำยังทรงตัวเหนือโซน 2,925 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ 
  • สัญญาณของทั้ง RSI และ  MACD ใน Time Frame รายวัน สะท้อนว่า โมเมนตัมขาขึ้นของราคาทองคำมีกำลังมากขึ้น ทว่า Stochastic กลับชี้ว่า ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลดลง หรือ อย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways เช่นเดียวกันกับสัญญาณ Bearish Divergence บน RSI  
  • ในส่วน Time Frame H4 สัญญาณจากทั้ง RSI, Stochastic และ MACD ต่างสะท้อนภาพไม่ต่างกับ Time Frame รายวัน โดยราคาทองคำอาจแกว่งตัว Sideways หลังเผชิญแรงขายทำกำไรพอสมควรแถวโซน 3,000 ดอลลลาร์ต่อออนซ์ 
  • ขณะที่ RSI และ MACD ใน Time Frame H1 สะท้อนว่า ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลดลงต่อ ทว่า Stochastic ชี้ว่า การปรับตัวลดลงของราคาทองคำอาจชะลอลงได้บ้างแถวแนวรับแรก 2,980 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 
  • โดยรวม เราประเมินว่า ราคาทองคำอาจแกว่งตัว Sideways จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม  โดยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ว่า ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงหลุดโซน 2,925 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างชัดเจน หรือ ไม่ เพราะภาพดังกล่าวจะชี้ว่า ราคาทองคำเสี่ยงเข้าสู่ช่วงการพักฐาน 

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย