ดอลลาร์อ่อนค่าส่งผลต่อทองคำและบิทคอยน์อย่างไร?
ลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ พร้อมจับตา ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims)
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้น ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังเงินยูโร (EUR) แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากความหวังการเดินหน้าเพิ่มงบประมาณทางทหารของบรรดาประเทศฝั่งยุโรป และการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากว่าที่รัฐบาลใหม่ของเยอรมนี
- ควรรอลุ้นอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ และ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอสมควร
- เงินดอลลาร์อาจถูกกดดันเพิ่มเติมได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด หรือบรรดาสกุลเงินหลัก อย่าง เงินยูโร (EUR) และเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ยังคงทยอยแข็งค่าขึ้นต่อ ทว่า ความกังวลแนวโน้มนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ก็อาจพอช่วยหนุนเงินดอลลาร์ได้บ้าง ในส่วนของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทมีแนวโน้มแกว่งตัว Sideways แต่เสี่ยงผันผวนสูง (หากประเมินจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้) โดยต้องจับตาทิศทางเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ และเงินหยวนจีน ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ อาจพอได้ลุ้นเห็นแรงซื้อหุ้นไทยกลับมาบ้าง หากดัชนี SET สามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซน 1,215 จุด
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
33.45-34.00 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า เฟดมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง หรือ 75bps ในปีนี้ และเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง หรือ 25bps ในปีหน้า (Fully Priced-In) ทั้งนี้ เรามองว่า อีกหนึ่งข้อมูลที่สำคัญและต้องจับตามองในระยะถัดไป คือ ข้อมูลตลาดแรงงาน อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ที่อาจสะท้อนผลกระทบจากการปรับลดดการจ้างงานของภาครัฐ โดย DOGE และอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลความเสี่ยงการเกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอลงชัดเจน ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อสูง) ในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้า พร้อมทั้งรอติดตามพัฒนาการของการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
- ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB หลัง ECB ได้เดินหน้าลดดอกเบี้ยในสัปดาห์ก่อนหน้า อีกทั้ง ตลาดได้รับรู้โอกาสที่เศรษฐกิจยุโรปจะกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น จากความหวังว่า บรรดารัฐบาลในฝั่งยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มงบประมาณด้านการทหารและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมุมมองดังกล่าวของผู้เล่นในตลาด รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งยุโรปส่วนใหญ่ที่ออกมาสดใส ได้หนุนการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินยูโร (EUR) ในช่วงนี้ อนึ่ง ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 91% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง หรือ 50bps สู่ระดับ 2.00% ในปีนี้
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อย่าง อัตราการเติบโตของค่าจ้าง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 45% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง หรือ 50bps ในปีนี้
- ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนกุมภาพันธ์ ที่อาจมีแนวโน้มทยอยปรับตัวสูงขึ้น ตามการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย ทว่าความเสี่ยงสงครามการค้าก็อาจกดดันความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ สำหรับ แนวโน้มเงินบาท นั้น หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะต้องกลับมาอ่อนค่าทะลุโซน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน ถึงจะกลับมาสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง ทำให้เรามองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อน บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ (หากประเมินจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่จะทยอยรับรู้) ทั้งนี้ เงินบาทยังมีโซนแนวต้านแรกแถว 33.80 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญแถว 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับสำคัญจะอยู่ในช่วง 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.30 บาทต่อดอลลาร์) อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า แนวโน้มเงินบาทจะขึ้นกับทิศทางราคาทองคำด้วยเช่นกัน โดยหากราคาทองคำยังอยู่ในช่วงของการปรับฐาน ก็อาจเป็นเรื่องยากที่จะเห็นเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นชัดเจนอีกครั้ง (เช่น กลับไปแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์)

