OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ “ลด” ดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.00%
ท่ามกลางความกังวลเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาด
- Bank of Thailand Benchmark Interest Rate
Actual: 2.00% Previous: 2.25%
KTBGM: 2.25% Consensus: 2.25%
- กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ให้ “ลด” ดอกเบี้ยนโยบาย สู่ระดับ 2.00% โดยคณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดดอกเบี้ย หลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าคาด จากภาคการผลิตที่เผชิญปัจจัยกดดันรอบด้าน และเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านต่ำที่ชัดเจนขึ้น ขณะที่ กรรมการ 1 ท่าน เห็นควรให้คงดอกเบี้ย โดยให้น้ำหนักต่อการรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (Policy Space) เพื่อรับมือความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นในอนาคต เป็นสำคัญ
- กนง. ประเมิน เศรษฐกิจไทยในปี 2025 ขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากการระบายสินค้าคงคลังที่สูง แม้อุปสงค์ในประเทศ การท่องเที่ยว และการส่งออกสินค้าขยายตัวดี นอกจากนี้ ภาคการผลิตที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่รุนแรงขึ้น ก็จะเป็นปัจจัยที่กดดันแนวโน้มเศรษฐกิจเพิ่มเติม ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงขอบล่างของกรอบเป้าหมาย แต่ยังไม่ได้มีสัญญาณของภาวะเงินฝืด นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย
- ด้านภาวะการเงินยังตึงตัว โดยสินเชื่อ SMEs โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ขยายตัวลดลง ส่วนหนึ่ง จากครัวเรือนที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และมีภาระหนี้สูง ซึ่งการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ กนง. มองว่าจะช่วยลดความตึงตัวของภาวะการเงิน โดยไม่กระทบต่อความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว
- เราปรับมุมมองใหม่ว่า กนง. อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกได้ 1-2 ครั้ง สู่ระดับ 1.50%-1.75% หากเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
- การประชุมครั้งถัดไป: 30 เมษายน 2568
กนง. มีมติ “ไม่เป็นเอกฉันท์” ให้ “ลด” ดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2.00% ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้ต่ำกว่าคาด และรองรับความเสี่ยงด้านต่ำที่ชัดเจนขึ้น ขณะที่กรรมการ 1 ท่าน เห็นควรให้คงดอกเบี้ย เพื่อรักษา Policy Space
- กนง. ปรับมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจใหม่ โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าคาด จากภาคการผลิตอุตสาหกรรม ที่ถูกกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ รวมทั้งมีความเสี่ยงสูงขึ้นจาก นโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งนี้ เศรษฐกิจยังคงได้แรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว ส่วนการส่งออกยังพอขยายตัวได้จากสินค้าเทคฯ และเกษตรแปรรูปเป็นหลัก อนึ่ง กนง. จะติดตามพัฒนาการของภาคการผลิต โดยเฉพาะ SMEs ที่เผชิญปัจจัยกดดันรอบด้าน อย่างใกล้ชิด
- กนง. ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกรอบล่างของเป้าหมาย แต่ไม่ได้สะท้อนถึงแนวโน้มภาวะเงินฝืด ทว่าอัตราเงินเฟ้ออาจเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบและมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังทรงตัวในกรอบเป้าหมาย
- ภาวะการเงินยังคงตึงตัว โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่อง ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ขยายตัวลดลง ซึ่งจากพัฒนาการของเศรษฐกิจดังกล่าว คณะกรรมการ กนง. ส่วนใหญ่จึงเห็นชอบให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และยังมองว่าการลดดอกเบี้ยดังกล่าวช่วยลดความตึงตัวของภาวะการเงิน แต่ไม่กระทบต่อความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว ขณะที่ กรรมการ 1 ท่าน เห็นควรให้คงดอกเบี้ย โดยให้น้ำหนักต่อการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space)
เราปรับมุมมองใหม่ ว่า กนง. ลดดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง เมื่อเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าชัดเจน
- เรายอมรับว่า ผลการประชุม กนง. ครั้งนี้ ผิดไปจากที่เราคาดการณ์ไว้มาก (เราประเมินว่า กนง. อาจลดดอกเบี้ย “เร็วสุด” ในการประชุมเดือนมิถุนายน) อย่างไรก็ดี เหตุผลของ กนง. ในการลดดอกเบี้ยก็พอเข้าใจได้ เนื่องจากภาคการผลิตอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคเอกชนโดยเฉพาะในส่วน SMEs ก็ยังไม่ได้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นชัดเจน ซึ่งการตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” ในครั้งนี้ของ กนง. สะท้อนว่า กนง. ให้ความสำคัญต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจและเสถียรภาพระบบการเงินเป็นหลัก ซึ่งตราบใดที่อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มอยู่ในกรอบเป้าหมาย (แม้จะใกล้กรอบล่างก็ตาม) ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย เราคงมองว่า ประเด็นเงินเฟ้อจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจนโยบายการเงิน ดังนั้น หากเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันด้านต่ำเพิ่มเติมจากนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 ซึ่งมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเผชิญผลกระทบทางตรง จาก การขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ในช่วงเดือนเมษายน หรือผลกระทบทางอ้อม หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อย่าง จีน (และมีโอกาสขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับประเทศอื่นๆ) เราประเมินว่า กนง. ก็มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 25-50bps สู่ระดับ 1.50%-1.75% ได้ในปีนี้ เพื่อให้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น รองรับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านต่ำจากนโยบายกีดกันทางการค้าดังกล่าว ขณะเดียวกัน เรามองว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมไม่เกิน 50bps จากระดับ Neutral Rate ของไทยจากการประเมินของเรา แถว 2.00%-2.50% จะไม่ได้ขัดขวางกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้
- อนึ่ง เราจะจับตาพัฒนาการของภาคการผลิตของไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ กนง. นอกจากนี้ เราจะยังคงติดตามการส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายอย่างใกล้ชิด ในงานสัมนา Monetary Policy Forum วันที่ 14 พฤษภาคม 2025 แม้ว่า การส่งสัญญาณของ กนง. ล่าสุด ในงานสัมนา Monetary Policy Forum วันที่ 6 มกราคม 2025 จะทำให้เรามั่นใจและประเมินว่า กนง. ไม่น่าจะรีบลดดอกเบี้ย จนกว่าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ก็ตาม
- แม้ว่าปัจจุบัน ผู้เล่นในตลาดจะเชื่อว่า กนง. ยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2025 จนถึงระดับ 1.75% แต่เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะทยอยเพิ่มโอกาสที่ กนง. อาจลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เมื่อประเด็นนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจกลับมาได้ในช่วงเดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ อาจทยอยขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) หรือมาตรการ Non-Tariff อื่นๆ กับไทยโดยตรง รวมถึงบรรดาประเทศต่างๆ อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้อำนาจของสภาคองเกรสในการปรับขึ้นภาษีกับทุกสินค้าทั่วโลก เมื่อเสียงในสภาผู้แทนฯ ของพรรครีพับลิกันกลับมาที่ระดับ 220 เสียงอีกครั้ง หลังการเลือกตั้งซ่อมที่น่าจะสิ้นเสร็จในช่วงเดือนพฤษภาคม โดยภาพดังกล่าวมีโอกาสที่จะกดดันให้บอนด์ยีลด์ไทยและอัตราดอกเบี้ย THOR ปรับตัวลดลงต่อได้บ้าง จากระดับปัจจุบัน ซึ่งในระยะสั้น อาจเห็นการปรับสถานะขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่อาจเข้ามาเก็งกำไรผลการประชุม กนง. ในวันนี้ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจใช้จังหวะที่บอนด์ยีลด์/อัตราดอกเบี้ย THOR ปรับตัวสูงขึ้น ในการทยอยเข้าซื้อ หรือ ดำเนินกลยุทธ์ปิดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ในส่วนของแนวโน้มเงินบาทนั้น จะเห็นได้ว่า แม้ผลการประชุม กนง. จะเซอร์ไพรส์ตลาดชัดเจน ทว่า เงินบาทกลับไม่ได้อ่อนค่าลงชัดเจนอย่างต่อเนื่อง และกลับมาแกว่งตัวแถวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม อย่างไรก็ดี เนื่องจากเราคงมองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงสู่โซน 35-36 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ทำให้ เราคงแนะนำให้ผู้เล่นในตลาดโดยเฉพาะฝั่งผู้นำเข้าและผู้มีภาระจ่ายสกุลเงินต่างประเทศ ใช้จังหวะทยอย “Buy on Dip” รวมถึงใช้ความได้เปรียบของความผันผวนเงินบาทที่สูงกว่าช่วงปกติ ในการดำเนินกลยุทธ์ Options เพิ่มเติม ส่วนฝั่งผู้ส่งออก หรือ ผู้ที่มีรายรับเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ก็อาจรอจังหวะเงินบาททยอยอ่อนค่าลงได้

