ราคา Bitcoin วันนี้: ลดลงที่ $76k หลังจากแตะระดับต่ำสุดในรอบ 15 เดือนจากการเทขายครั้งใหญ่
Economic Highlight
ควรรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ โดยเฉพาะยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) และอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) พร้อมรอติดตามถ้อยแถลงจากบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของเฟด
**ราคาทองคำ = Spot Gold price (XAUUSD)
FX Highlight
- สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าเงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้น หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทยอยออกมาดีกว่าคาด ทว่าเงินบาทกลับไม่ได้อ่อนค่าไปมากนัก หนุนโดยโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำ แรงขายเงินดอลลาร์จากบรรดาผู้ส่งออก และจังหวะซื้อสินทรัพย์ไทยโดยนักลงทุนต่างชาติ
- เราคงมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้น ได้ชะลอลง (โดยเฉพาะแถวโซน 34 บาทต่อดอลลาร์) เปิดโอกาสให้เงินบาททยอยอ่อนค่าลงได้ หากเผชิญปัจจัยกดดันเพิ่มเติม
- โดยเราประเมินว่า หนึ่งในปัจจัยที่อาจกดดันเงินบาทได้ คือ การปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานในเดือนสิงหาคม
- เราคาดว่า หากยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เพิ่มขึ้น 1.6 แสนตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ก็ลดลงสู่ระดับ 4.2% ตามที่บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ หรืออาจออกมาดีกว่าคาด ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างคลายกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น และปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการเร่งลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งอาจหนุนให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น กดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้
- อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงข้อมูลอื่นๆ เช่น ดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ออกมาแย่กว่าคาดชัดเจน อาทิ ยอดการจ้างงานเพิ่มขึ้นต่ำกว่า หรือ ใกล้ 1 แสนต่ำแหน่ง อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4% หรือสูงกว่า และดัชนี ISM PMI ต่ำกว่า 50 จุด ก็อาจยิ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลงหนัก หรือ เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession)
- ความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงชะลอตัวหนัก จะทำให้ผู้เล่นในตลาดคงคาดหวังว่า เฟดต้องเร่งลดดอกเบี้ย ซึ่งอาจกดดันเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พร้อมกับหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ได้ และหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท
- อนึ่ง เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้หรือไม่นั้น อาจต้องจับตาบรรยากาศในตลาดการเงิน ว่าจะกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) กดดันให้บรรดานักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นหรือไม่
- จะเห็นได้ว่า เงินบาทในสัปดาห์นี้ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวได้ทั้งอ่อนค่าลงและแข็งค่าขึ้นบ้าง (Two-Way Volatility) ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ควรรอลุ้นข้อมูลการจ้างงานเป็นหลัก)
- นอกจากแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เรามองว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจยูโรโซน และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ ECB และกระทบต่อทิศทางเงินยูโร (EUR) ได้
- ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ควรจับตานั้น เรายังคงมองว่า โฟลว์ธุรกรรมสินค้าโภคภัณฑ์ อย่าง ทองคำ ได้ส่งผลต่อทิศทางเงินบาทพอสมควร นอกจากนี้ ควรติดตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางราคาทองคำและราคาน้ำมันดิบได้
- พร้อมกันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีน อย่าง ดัชนี Caixin PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ซึ่งในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีนมากขึ้น หลังล่าสุดทางการจีนออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ เพิ่มเติม ซึ่งหากข้อมูลเศรษฐกิจจีนออกมาดีกว่าคาดด้วย ก็จะช่วยหนุนภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน และอาจทำให้เงินหยวนจีน (CNY) แข็งค่าขึ้นต่อได้บ้าง
- สัญญาณจาก RSI MACD และ Stochastic ใน Time Frame รายวัน สำหรับ USDTHB เริ่มสะท้อนว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทนั้นแผ่วลง และเงินบาทมีโอกาสที่จะทยอยอ่อนค่าลงได้บ้าง สอดคล้องกับ สัญญาณ RSI Bullish Divergence รวมถึงสัญญาณจาก MACD และ Stochastic ที่สะท้อนถึงโอกาสการอ่อนค่าลงของเงินบาทที่เพิ่มมากขึ้น
- ส่วนสัญญาณจาก Time Frame H1 และ H4 ทั้ง RSI Stochastic และ MACD สะท้อนว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยอ่อนค่าลง ไม่ต่างจาก Time Frame รายวัน โดยเฉพาะสัญญาณ RSI Bullish Divergence ที่เกิดขึ้นในทั้ง Time Frame H1 และ H4
- โดยรวมเราคงมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าของเงินบาทจะชะลอลงและมีโอกาสที่เงินบาทจะเริ่มทยอยอ่อนค่าลงได้บ้าง ทั้งนี้ เงินบาทดูยังมีแนวต้านแรกแถว 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวรับนั้น หลังเงินบาทได้แข็งค่าหลุดโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ จะมีโซน 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวรับแรก และหากเงินบาทยังแข็งค่าต่อได้ ก็อาจติดโซนแนวรับสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
Gold Highlight
- ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ sideways ตามที่เราประเมินไว้ในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองทองคำที่ชัดเจน
- เราประเมินว่า ราคาทองคำก็เสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนได้ทั้งสองทิศทาง (Two-Way Volatility) ไม่ต่างกับเงินบาท ซึ่งต้องรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ว่าจะส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดอย่างไร
- หากผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อว่า เฟดไม่จำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ย -100bps ในปีนี้ และ -125bps เป็นอย่างน้อยในปีนี้ ก็อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เข้าสู่ช่วงปรับฐาน (Correction) ในระยะสั้น
- ในทางกลับกัน หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด สร้างความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้ง อาจหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ได้
- นอกเหนือจากแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด เรามองว่า ควรจับตาพัฒนาการสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางด้วยเช่นกัน
- โดยหากผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มเติม อาจลดความน่าสนใจในการถือครองทองคำ กดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้นได้จริง อย่างที่เรากังวลนั้น ก็อาจหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อได้
- ในเชิงเทคนิคัล สัญญาณจาก RSI Stochastic และ MACD Time Frame รายวัน ชี้ว่า โมเมนตัมขาขึ้นของราคาทองคำได้ชะลอลงมากขึ้น ทำให้ราคาทองคำมีความเสี่ยงที่จะทยอยปรับตัวลดลง
- ส่วนในภาพTime Frame H4 และ H1 สัญญาณจากทั้ง RSI Stochastic และ MACD สะท้อนภาพโมเมนตัมขาขึ้นที่ชะลอลงชัดเจน ไม่ต่างกับภาพใน Time Frame รายวัน
- โดยรวม ราคาทองคำยังมีโซนแนวต้านแถวจุดสูงสุดของปีนี้ หรือโซน 2,530 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่โซนแนวรับแรกจะอยู่แถว 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และจะมีโซนแนวรับถัดไปแถว 2,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์
