ราคา Bitcoin วันนี้: อ่อนแอที่ $75k หลังทําจุดต่ําสุดในรอบ 15 เดือน
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังถ้อยแถลงของประธานเฟดล่าสุด ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงเชื่อว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยราว 100bps ในปีนี้ และราว 125bps ในปีหน้า
- ควรจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และ ECB รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น เพื่อประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ECB และ BOJ
- การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์อาจชะลอลง หลังตลาดได้รับรู้แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดไปมากแล้ว ทว่า เงินดอลลาร์ก็อาจไม่ได้แรงหนุนเพิ่มเติม หากตลาดไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ทั้งนี้ ควรจับตาสถานการณ์การเมืองฝรั่งเศส และบรรยากาศในตลาดการเงินหลังรับรู้ผลประกอบการของ Nvidia ซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าของเงินบาทอาจชะลอลง หลังระดับเงินบาท ณ ปัจจุบัน ได้รับรู้ปัจจัยสนับสนุนการแข็งค่าไปมากแล้ว ทั้งนี้ ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งทองคำและน้ำมันดิบ ซึ่งมีผลกับทิศทางเงินบาท
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
33.75-34.40 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคม ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย Conference Board ในเดือนสิงหาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด หลังล่าสุด ในงานสัมนาประจำปีของเฟดที่เมือง Jackson Hole ประธานเฟดได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เฟดมีโอกาสเริ่มทยอยลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ และแม้ว่าประธานเฟดจะไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เฟดจะมีโอกาสเร่งลดดอกเบี้ยราว -50bps ในแต่ละการประชุมหรือไม่ ทว่าผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า เฟดมีโอกาสไม่น้อยกว่า 30% ในแต่ละการประชุมที่เหลือของปีนี้ ในการลดดอกเบี้ยถึง -50bps และโดยรวมผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ถึง -100bps ในปีนี้ และราว -125bps ในปีหน้า อนึ่ง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดอย่างชัดเจนอีกครั้ง หลังรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม ที่จะประกาศในวันศุกร์ที่ 6 กันยายน ทำให้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ อาจยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟดมากนัก อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากประเด็นแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานผลประกอบการของบริษัทเทคฯ ใหญ่ อย่าง Nvidia ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
- ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซนในเดือนสิงหาคม รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามประเด็นการเมืองฝรั่งเศส ทั้งการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี โดยเราประเมินว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองฝรั่งเศส อาจเป็นปัจจัยที่กดดันภาพตลาดทุนฝรั่งเศส และส่งผลให้เงินยูโร (EUR) เสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราผลกำไรของภาคอุตสาหกรรมของจีน (Industrial Profits) และรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ของจีน ในเดือนสิงหาคม (รายงานในช่วงวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม) ซึ่งจะสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตและการบริการของบรรดาบริษัทขนาดใหญ่เป็นหลัก นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกรกฎาคม และอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ในเดือนสิงหาคม
- ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะติดตามรายงานยอดการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนกรกฎาคม โดยนักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่า ยอดการส่งออก (Exports) อาจขยายตัวราว +5.9%y/y ขณะที่ยอดการนำเข้า (Imports) อาจโตราว 1.5%y/y ทำให้โดยรวมดุลการค้าอาจขาดดุลเล็กน้อย

