นักยุทธศาสตร์มองว่าเป็นแรงกระแทกระยะสั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงตลาดที่ยั่งยืน
Economic Highlight
ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของประธานเฟดต่อสภาคองเกรส พร้อมกันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการเลือกตั้งสภาฝรั่งเศสรอบสองและรอติดตามประเด็นการเมืองในประเทศไทย
**ราคาทองคำ = Spot Gold price (XAUUSD)
FX Highlight
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจมากขึ้นว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้งในปีนี้
- นอกจากนี้ การรีบาวด์ขึ้นของสกุลเงินฝั่งยุโรป ทั้งเงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) จากความกังวลสถานการณ์การเมืองที่คลี่คลายลงบ้าง ก็มีส่วนกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
- ในช่วงต้นสัปดาห์อาจต้องจับตาสถานการณ์การเมืองฝรั่งเศส หลังตลาดรับรู้ผลการเลือกตั้งสภารอบสอง ซึ่งหากผลการเลือกตั้งสะท้อนว่า พรรคขวาจัด National Rally อาจได้เสียงข้างมาก เกินกึ่งหนึ่งของสภา (289 ที่นั่งขึ้นไป) ซึ่งมากกว่าที่ตลาดกำลังคาดการณ์อยู่ ก็อาจทำให้เงินยูโร (EUR) ผันผวนอ่อนค่าลงได้ หนุนให้เงินดอลลาร์อาจรีบาวด์ขึ้นบ้างในช่วงต้นสัปดาห์
- นอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าวก็ควรต้องรอติดตามประเด็นการเมืองในประเทศไทย ซึ่งจะมีการพิจารณาคดีนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน โดยศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 กรกฎาคม ทำให้ตลาดการเงินไทยอาจมีความผันผวนมากขึ้นได้บ้างในช่วงดังกล่าว
- ทั้งนี้ เงินดอลลาร์อาจย่อตัวลงบ้าง หากอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนมิถุนายน ชะลอลงตามคาดหรือมากกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งจะยิ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดมั่นใจมากขึ้นว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้งในปีนี้ เริ่มตั้งแต่การประชุมเดือนกันยายน
- อนึ่ง ควรจับตาทิศทางเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ยังมีโอกาสทยอยผันผวนอ่อนค่าต่อได้ ตราบใดที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หรือ ข้อมูลเศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับออกมาแย่กว่าคาด สะท้อนการชะลอลงของเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งนี้ ต้องระวังการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น หากเงินเยนผันผวนอ่อนค่าเร็วและแรง
- เรามองว่า ยังคงต้องติดตามโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งทองคำและน้ำมันดิบ รวมถึง ทิศทางเงินหยวนจีน (CNY) ที่อาจมีผลกระทบต่อเงินบาทได้พอสมควรในช่วงนี้
- โดยในส่วนแนวโน้มค่าเงินหยวน (CNY) นั้น หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีน อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และยอดการค้าระหว่างประเทศ ออกมาแย่กว่าคาด ก็อาจยิ่งกดดันเงินหยวน รวมถึงบรรดาสกุลเงินเอเชียได้
- และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจผันผวนไปตามความกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย ทว่าแรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติอาจชะลอลงมากขึ้น และมีโอกาสลุ้นเห็นการกลับมาซื้อสินทรัพย์ไทยสุทธิ หากบรรยากาศในตลาดการเงินเปิดรับความเสี่ยง
- ในเชิงเทคนิคัล สัญญาณจาก RSI, MACD และ Stochastic ใน Time Frame รายวัน สะท้อนว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น ทำให้เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ sideways down หรือ อย่างน้อยก็อาจแกว่งตัว sideways ซึ่งภาพดังกล่าวก็ไม่ต่างกับสัญญาณจาก Time Frame H1 และ H4 มากนัก
- ทว่าใน Time Frame H1 และ H4 อาจสะท้อนว่า โมเมนตัมการแข็งค่าอาจชะลอลงบ้างแถวแนวรับ 36.40-36.50 บาทต่อดอลลาร์
- เงินบาทมีโซนแนวต้านแรกแถว 36.85 บาทต่อดอลลาร์ แนวต้านถัดไป 37.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนแนวรับแรกจะอยู่แถว 36.40-36.50 บาทต่อดอลลาร์ (แถวเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน) และแนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 36.25 บาทต่อดอลลาร์
Gold Highlight
- ราคาทองคำพลิกกลับมาปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ มากกว่าที่เราประเมินไว้ หนุนโดยการปรับตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด
- แม้ว่าโมเมนตัมขาขึ้นของราคาทองคำได้มีกำลังมากขึ้น แต่เรามองว่า ในระยะสั้น หากไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็คาดหวังโอกาสที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้งในปีนี้ ไปมากแล้ว (จาก CME FedWatch tool ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสถึง 95%)
- ส่วนปัจจัยที่เคยหนุนราคาทองคำอย่างการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ก็อาจมีจังหวะรีบาวด์แข็งค่าขึ้นได้บ้าง หลังตลาดรับรู้ผลการเลือกตั้งสภาฝรั่งเศส
- เราประเมินว่า หากราคาทองคำจะสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ชัดเจน อาจต้องอาศัยปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แย่ลงชัดเจนต่อเนื่อง ทำให้ตลาดเริ่มคาดหวังการลดดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้งในปีนี้ของเฟด หรือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องร้อนแรงมากขึ้นจากปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด
- ทั้งนี้ ในสัปดาห์นี้ ราคาทองคำอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ชะลอลงมากกว่าคาด และถ้อยแถลงของประธานเฟด รวมถึงบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดท่านอื่นๆ ไม่ได้มีโทนที่ Hawkish ไปมากนัก
- เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มราคาทองคำและต่างก็รอจังหวะที่ราคาทองคำย่อตัวลงในการทยอยเข้าซื้อ ทั้งนี้ หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ราว 20-30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็อาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรทองคำออกมาบ้าง
- ในเชิงเทคนิคัล สัญญาณจาก RSI, Stochastic และ MACD (Time Frame รายวัน และ H4) ต่างชี้ว่า ราคาทองคำยังมีโมเมนตัมการปรับตัวขึ้นอยู่ ทว่า Time Frame H1 อาจส่งสัญญาณ RSI Bearish Divergence สะท้อนว่า ราคาทองคำอาจย่อตัวลงได้บ้างในระยะสั้น ทำให้เราประเมินว่า ราคาทองคำอาจแกว่งตัว sideways Up หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัวในกรอบ sideways
- โดยเรามองว่า ราคาทองคำอาจมีแนวรับแรกแถว 2,325 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (แถวเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน) ส่วนแนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 2,290-2,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนแนวต้านจะอยู่ในช่วง 2,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์
