Google วางแผนยุติการผลิต Pixel ในจีนภายในปี 2027
ดูเหมือนว่าพัฒนาการที่จะเปิดโอกาสให้เห็นการปรับลดอกเบี้ยนโยบายในการ ประชุม กนง. รอบ 10 เม.ย.67 มีมากขึ้น เริ่มจาก BOND YIELD 10 ปีที่ปรับลดลง ต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 2.493% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% สะทั้อนมุมมองความเชื่อของตลาดถึงทิศทางดอกเบี้ยขาลง ในส่วนของ กลไกในตลาดการเงินโลก พบว่าค่าเงิน USD อ่อนค่าลงโดยที่สาเหตุเพิ่มเติมเข้า มาล่าสุดนอกจากทิศทางดอกเบี้ยของ FED ที่รอปรับลดลงแล้ว คือท่าทีการเดิน นโยบายการเงินของญี่ปุ่นที่กำลังผ่านช่วงดอกเบี้ยติดลบ อีกทั้งความเสี่ยงที่จะ เข้าสู่TECHNICAL RECESSION ลดลงหลัง GDP 4Q66 เป็นบวก องค์ประกอบ ดังกล่าวทำให้เงินเยนแข็งค่า กดดัน USD เพิ่ม ส่วนเงินบาทเทียบกับ USD ก็แข็ง ค่าขึ้นเช่นกัน โดยเงินบาทที่แข็งค่าอาจเปิดทางให้ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยจบายได้ ง่ายขึ้น สภาพแวดล้อมดังกล่าวถือว่าเอื้อต่อตลาดหุ้นไทย
ภายใต้ปัจจัยบวกที่รออยู่ข้างหน้า เชื่อว่าจะทำให้DOWNSIDE ของ SET INDEX จำกัด และอยู่ในช่วงที่รอปรับตัวขึ้น วันนี้ประเมินกรอบ SET INDEX ช่วง 1376 – 1387 จุด หุ้น TOP PICK เลือก BJC, IVLและ JMART
ถ้า BOJ ยุติดอกเบี้ยติดลบ คาดเห็นเม็ดเงินกระเซ็นเข้าเอเชีย
วานนี้ทางญี่ปุ่นรายงาน GDP 4Q66 ซึ่งออกมาขยายตัว 0.4%YOY จากคาดว่าจะ หดตัว -0.4% และเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาสพบว่าขยายตัว 0.1%QOQ ดีกว่า 3Q66 ที่หดตัว -0.7% ส่งผลให้ญี่ปุ่นเลี่ยงความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้สำเร็จ ซึ่ง กลุ่มที่เติบโตเด่น คือ การลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ตัวเลข CPI (รายงาน 5 มี.ค.67) ก็ ทยอยเพิ่มขึ้น ล่าสุดเดือน ก.พ.67 +2.6%YOY เพิ่มขึ้นจากระดับ +1.6%YOY ใน เดือน ม.ค.67 ดังนั้นการประชุม BOJวันที่ 19 มี.ค.67 ที่จะถึงนี้จึงอาจเห็นการยกเลิก นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษ และอาจเห็นดอกเบี้ยนโยบายกลับมาเป็น บวก ด้วยประเด็นดังกล่าว จึงทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่า และ หนุนให้DOLLAR INDEX อ่อนค่าลง เนื่องจาก สัดส่วนตะกร้าเงินดอลลาร์ประกอบไปด้วยค่าเงินของประเทศ ต่างๆ ซึ่ง JPY มีสัดส่วนกว่า 14%
ดังนั้น หาก BOJ ดำเนินนโยบายทางการเงินเชิงรุกในอนาคต คาดทำให้ตลาดหุ้น ญี่ปุ่นปรับฐานแรง หลังจากที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในปีที่ผ่านมา และหนุนให้ตลาด หุ้นในโซนเอเชียอย่างจีน-ไทย มีโอกาสกลับมา OUTPERFORM อีกครั้ง ด้วยการ โยกย้าย FUND FLOW ต่างชาติ ที่ในปี 2023-2024 ซื้อสุทธิตลาดหุ้นญี่ปุ่นไปถึง 2.9 หมื่นล้านเหรียญฯ และ 2.6 หมื่นล้านเหรียญฯ ตามลำดับ บวกกับราคาดัชนีที่ยัง LAGGARD ตลาดหุ้นอื่นๆอยู่มาก กล่าวคือ ผลตอบแทนตลาดหุ้นปี 2023ของทั้งจีน และ ไทย ปรับตัวลง 13.6% และ 14.8% ตามลำดับ ซึ่งหากพิจารณาในเชิง VALUATION ทั้ง PE PBV และ EPS GROWTH ก็ถือว่าดูดีในเชิงเปรียบเทียบ
ถ้า BOJ ยุติดอกเบี้ยติดลบในการประชุม 19 มี.ค นี้ จะหนุนให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น และ ส่งผลให้ DOLLAR INDEX อ่อนค่าลงตามสัดส่วนตระกร้าดอลลาร์ ซึ่งฝ่ายวิจัยฯ คาดจะเห็นเม็ดเงินกระเซ็นเข้าตลาดหุ้นโซนเอเชียที่ LAGGARD ทั้งจีนและไทย เนื่องจาก VALUATION ดูดีในเชิงเปรียบเทียบ ส่วนวันนี้วางกรอบการเคลื่อนไหวของ SET INDEX 1376-1387 จุด
สัญญาณโหยหาการเร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย
GDP GROWTH ของไทยขยายตัวต่ำในช่วงที่ผ่านมา (โดยเฉพาะ 4Q66 โตพียง 1.7%YOY และหดตัว -0.6%QOQ) ส่งผลให้การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบาย การเงินและการคลังมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่แรงหนุนให้ กนง. ปรับลด ดอกเบี้ยในงวด 10 เม.ย. นี้ มีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้น สะท้อนจากหลายสัญญาณ อาทิ
1. BOND YIELD 10 ปีไทยลงมาต่ำกว่า POLICY RATE แล้ว โดย BOND YIELD 10 ปีของไทยล่าสุดวานนี้ยู่ที่ 2.49% ลงมาต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% เป็นครั้งแรก (ส่งผลให้ BOND YIELD 1 - 10 ปีต่ำกว่าดอกเบี้ย นโยบายทั้งหมด) บ่งบอกมุมมองตลาดการเงินที่คาดหวังว่า ดอกเบี้ยไทยเข้า ใกล้ขาลง
2. เงินบาทแข็งค่าขึ้น ราว 1.36%MTD หลังดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งถือเป็นปัจจัย บวกหนุนให้ FUND FLOW ชะลอการไหลออก และเชื่อว่าจะทำให้ กนง. พิจารณาตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น
3. อัตราดอกเบี้ยไทยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวตามอัตราดอกเบี้ยโลก ซึ่งจาก ข้อมูลในอดีต พบว่า แต่ละประเทศจะเน้นปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศนั้นๆ มากกว่าที่จะปรับไปใน ทิศทางเดียวกันตลอดเวลา อาทิ ช่วง ก.ค. 2553 - ส.ค. 2554 กนง. ขึ้นอัตรา ดอกเบี้ย เพราะอัตราเงินเฟ้อ ของไทยขยายตัวสูง จาก 2.8% ใน พ.ย. 2553 มาเป็น 4.3% ใน ส.ค. 2554 หากแต่สหรัฐยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะ เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นจาก SUBPRIME
นอกจากนี้"หนี้สาธารณะไทยต่อ GDP “ ในเดือน ม.ค. 67 พุ่งขึ้นราว 62.23% แม้จะ ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลัง แต่หากว่า GDP GROWTH ของไทยปรับ ลดลง ก็มีแนวโน้มที่ระดับหนี้สาธารณะจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นจึงคาดหวังว่า การเดินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังจะมีความเข้มขึ้นในช่วง 2Q67 หลัง การเบิกจ่ายงบประมาณได้รับการอนุมัติ
สรุป GDP GROWTH ของไทยขยายตัวต่ำในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้การกระตุ้น เศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและการคลังแบบเข้มข้น มีความจำ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
รอพัฒนาการต่างๆ ทยอยพัดเข้ามาสนับสนุนหุ้นไทย เห็นพัฒนาการต่างๆ ทยอยเข้ามาสนับสนุนหุ้นไทย ตามรายละเอียดในหัวข้อก่อน หน้า ทั้งทิศทางการกระตุ้นเศรษฐกิจ และทิศทาง FUND FLOW โดยมีข้อสรุปดังนี้
ทิศทางการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพตลาดหุ้น
- มีคาดหวังการลดดอกเบี้ยในช่วงเดือน เม.ย. มากขึ้น หลังจาก BOND YIELD ไทย 1 ปี – 10 ปี ปรับตัวลงมาต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายทั้งสิ้น ส่วน หนึ่งเกิดจากเริ่มเห็นปัญหาจากตราสารหนี้ หรือการขาดสภาพคล่องใน บริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น
- มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ สาธารณะต่อ GDP ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึง GDP4Q66 พลิกกลับมาติดลบ QOQ เป็นไตรมาสแรก พร้อมกับงบประมาณปี 2567 จะเริ่มเบิกจ่ายได้ใกล้ เข้ามาทุกที
- ตลาดหลักทรัพย์และกลต.เร่งออกเกณฑ์สร้างเถียรภาพให้ตลาดหุ้น ทั้งจาก ควบคุม SHORT SELL (คาดเริ่มใช้ช่วง 3Q67) และเพิ่มระยะเวลาในการซื้อ ขายหุ้นในช่วงบ่ายขึ้น 30 นาที(เริ่ม 25 มี.ค. 67)
ทิศทาง FUND FLOW ม่โอกาสไหลเข้ามากขึ้น
- หากญี่ปุ่นมีการลดการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย น่าจะกดดดันค่าเงิน ดอลลาร์อ่อนค่า และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ถือเป็นการจูงใจเล็กๆ ให้ต่างชาติ ลงทุนหุ้นไทยเพิ่ม เพราะจะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
- แรงกดดันจากการลดน้ำหนักหุ้นไทยของดัชนี MSCI น่าจะลดลง เพราะ ปัจจุบันตลาดหุ้นญี่ปุ่นขึ้นแรงจนถูกเพิ่มน้ำหนัก และมีสัดส่วนใน MSCI ASIA ถึง 39% หากตลาดหุ้นญี่ปุ่นย่อตัวก็จะถูกลดน้ำหนักตามมา และไปเพิ่ม น้ำหนักให้หุ้นประเทศอื่นๆ แทน อย่าง ตลาดหุ้นไทยที่ปัจจุบันมีสัดส่วนราว 1 –1.5% และจีน 18% เป็นต้น
- ต่างชาติน่าจะมีการ ROTATE กลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยบ้าง เพราะตลาดหุ้นไทย ปีที่แล้ว 2023 ย่อตัวลงแรง -15% ลงลึกเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย ใกล้ๆ กับ ตลาดหุ้นจีน และต่างกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ขึ้น 28%
ปัจจัยทั้งหมดเป็นพัฒนาการที่มีทิศทางที่ดีขึ้น น่าจะช่วยหนุนเศรษฐกิจและ FUND FLOW ค่อยๆ ทยอยเข้าหนุนตลาดหุ้นไทยในช่วงต่อจากนี้ พร้อมๆ กับช่วยพยุงให้ SET มี DOWNSIDE ที่จำกัดมากขึ้น กลยุทธ์ในการเลือกหุ้นช่วงนี้ยังคงแนะนำ
• หุ้นอิงเศรษฐกิจจีน ที่มีแนวโน้มฟื้นชัดขึ้น คือ กลุ่ม ETRON (KCE, HANA), PKG (SCGP), PETRO (PTTGC, IVL), AGRI (STA, NER)
• หุ้นอิงนโยบายการเงิน,การคลัง ที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในอนาคต อาทิ การลด ดอกเบี้ย, การลดการกดค่าไฟฟ้า, งบประมาณเบิกจ่ายปี 67 ใกล้เข้ามา, การกระตุ้นการท่องเที่ยวต่อเนื่อง ดีต่อกลุ่ม FIN (SAWAD, TIDLOR), โรงไฟฟ้า (BGRIM, GPSC, GULF), CONS (CK, STEC), TOURISM (CENTEL, ERW)
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








