การหยุดชะงักของน้ำมันจะส่งผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างไร
Nutrition SC บริษัทอายุ 42 ปี ถ้านับจริงๆ คือ รุ่นที่ 3 เริ่มตั้งแต่อากงขายสินค้าที่วงเวียน 22 ต่อยอดมาที่รุ่นพ่อแม่สร้างโรงงาน และล่าสุดรุ่นลูกต่อยอดนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์
NTSC ทำธุรกิจนำเข้า ผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบ แต่งสี กลิ่น รส ทดแทนความหวาน ทำให้อาหารอร่อย ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ พูดง่ายๆ คือ คล้าย RBF มากที่สุด และมีบางส่วนคล้ายๆ NRF, WINNER
ถ้าเปรียบเทียบขนาดแบบคร่าวๆ RBF รายได้ 3,000-3,500 ล้านบาท กำไร 400-500 ล้านบาท GPM 35-40% NPM 12-13%
ส่วน NTSC รายได้ 1,000 ล้านบาท กำไร 100 ล้านบาท GPM 22-23% NPM 9-10%
เราจะเห็นว่าสเกลต่างกัน และมาร์จิ้นต่างกันพอสมควร
ประเด็นที่น่าสนใจของ NTSC คือ
1. มีความชำนาญ มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรม ทำมา 42 ปี โครงสร้างผู้ถือหุ้นเรียบง่ายมาก พ่อแม่ลูกถือหุ้นรวมกัน 75% ไม่มีคนอื่นเลย ทั้ง 3 ท่านเป็นดอกเตอร์ทั้งหมด ดร.พัชร์ CEO จบสายตรง Microbiology & Immunology จากที่แคนาดาเลย นั่นแปลว่า หุ้น IPO เบาหวิว 25 ล้านหุ้นเท่านั้น และขายบุคคลทั่วไปแค่ 18.75 ล้านหุ้น
2. ลูกค้าเยอะ 2,000 ราย แต่ไม่ได้ผูกขาดมากนัก เพราะลูกค้า 20 รายแรก มีสัดส่วนยอดขาย 34% สินค้าที่ขายมีมากกว่า 1,500 skus โดยจัดกลุ่มง่ายๆ คือ Food Ingredients วัตถุดิบ สารปรุงแต่งสำหรับอาหารคน สัดส่วน 90% และ Feed Ingredients วัตถุดิบ สารปรุงแต่งสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง 10% แน่นอนว่า Feed คือ Growth Driver
3. ยอดขายและกำไรแนวโน้มเติบโต แต่ปีล่าสุดโดนกดดันจากค่าเสื่อมคลังสินค้าใหม่
-
ปี 2562 ยอดขาย 852 ล้านบาท กำไรสุทธิ 93ล้านบาท
-
ปี 2563 ยอดขาย 997 ล้านบาท กำไรสุทธิ 91 ล้านบาท
-
ปี 2564 ยอดขาย 1,037 ล้านบาท กำไรสุทธิ 99 ล้านบาท
9M ปี 2564 ยอดขาย 778 ล้านบาท กำไรสุทธิ 73 ล้านบาท
9M ปี 2565 ยอดขาย 796 ล้านบาท กำไรสุทธิ 63 ล้านบาท
แนวโน้มรายได้ กำไรดี ช่วง COVID ก็ขายดีนะ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ได้ประโยชน์ NTSC ขายสินค้า เช่น ผงแต่งกลิ่น รส เพิ่มน้ำหนักได้มากขึ้น กำไรก็ขยับขึ้นตาม แต่ก็เจอปัญหาเดียวกับ RBF คือ ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น
บริษัทแก้ปัญหาโดยการสต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้น ตอนนี้มีระยะเวลาในการขาย 134 วัน ตีไป 4 เดือนครึ่ง ข้อดี คือล๊อกราคาและมีของขายให้ลูกค้า แต่ก็ต้องติดตามราคาวัตถุดิบให้ดี ไม่งั้นถ้าเมื่อไหร่ราคาลง แล้วลดสต๊อกไม่ทัน จะกลายเป็นต้นทุนแพงทันที
4. งบ 9 เดือน กำไรลดเยอะกว่าปีก่อนหน้า นอกจากเรื่องต้นทุนกดดันแล้ว ยังมีคลังสินค้าที่บริษัทสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาขนาด 2,253 ตารางเมตร เอาไว้เก็บวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป ทำให้ค่าเสื่อมเพิ่มขึ้นมาเยอะ และมีค่า pallet วางสินค้า ค่าระบบ IT รวมถึงจ้างพนักงานขายเพิ่มมาอีก 5 คน
5. เงิน IPO ได้มา 600 กว่าล้านบาท เอาไปคืนหนี้ก็ 400 ล้านบาทแล้ว เพราะก่อนเข้าตลาดกู้มาจ่ายปันผล เลยเอาเงินส่วนนี้ไปคืน ที่เหลือเอาไปลงทุนโครงการผลิตสารกระตุ้นความน่ากินสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง และเอาไปลงทุนเครื่องจักผลิตสินค้า OEM สำหรับอาหารคน
6. ราคา IPO 26.25 บาท P/E 30 เท่า
โดยสรุป บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมมานาน เป็นเบื้องหลังให้กับโรงงานอาหาร โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ ร้านอาหาร เครื่องดื่มต่างๆ และช่วงหลังมาโตจาก Feed Ingredient เยอะ ถ้าให้เดา คือ Q4 รายได้มีโอกาสชะลอ เพราะเราเห็น outlook บริษัท Pet Food ในตลาดก็ออกมาบอกกันหมดว่า รายได้จะชะลอ ในส่วนของกำไรก็น่าจะโดนกดดันจากค่าเสื่อมต่อเนื่อง
แต่ถ้ามองภาพปีนี้หรืออนาคต ถ้าการท่องเที่ยวดี การบริโภคดี แม้ว่าส่งออกชะลอตัว บวกกับเทรนด์ Pet Humanization ยังเติบโต รายได้ของ NTSC ก็น่าจะโตตามกันมาได้ ถ้าโตได้ไว ก็จะมาช่วยลดภาระค่าเสื่อม ค่าคนที่เพิ่มขึ้นมาได้ แต่ถ้าจะให้โตมากๆ กว่านี้ คงต้องอยู่ที่ความเก่งของบริษัทในการหาลูกค้าเพิ่ม ขยายช่องทางการขาย หรือทำ M&A คงต้องติดตามดูกัน
ใครสนใจลองทำการบ้านกันดูครับ ลองเทียบ RBF ดูก็จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น อย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนลงทุน วิตามินหุ้นเพียงให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่แนะนำการลงทุนแต่อย่างใด
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Stock Vitamins - วิตามินหุ้น
