Morgan Stanley: ช่วง 11 วันของ ’LNG cliff’ ของไต้หวันคุกคามอุปทานชิปทั่วโลก
SET INDEX มีโอกาสยกตัวขึ้นต่อ หลังจากที่แรงกดดันจากสปัจจัยลบ จากทั้ง เงิน เฟ้อสูง การปรับตัวขึ้นแรงของดอกเบี้ย และ ความกังวลเรื่อง Recession ในบ้าน เราลดระดับความรุนแรงลง อีกทั้งบางส่วนได้ถูกสะท้อนเข้ามาที่ราคาหุ้นแล้ว ขณะที่แรงหนุนตลาดเริ่มปรากฎให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาณการ ฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย โดยกระทรวงการคลังยังเชื่อมั่นว่าปี 2565 GDP Growth น่าจะทำได้ที่ 3.3% ซึ่งก็หมายความว่า 2H65 ต้องเติบโตสูงกว่า 3.6% YoY ทั้งนี้ ได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยช่วยปลายปี 2565 ไม่ ว่าจะเป็น ช้อปดีมีคืน คนละครึ่งเฟส 6 และ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังเห็นภาพการกลับมาลงทุนทั้งภาครัฐและเอกขน สภาวะแวดล้อม ดังกล่าว น่าจะทำให้เห็น Fund Flow ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้อีกครั้ง
SET Index มีโอกาสดีดตัวกลับได้ต่อ ประเมินกรอบวันนี้ที่ 1576 –1600 จุด พอร์ต จำลองให้นำเงินสดสำรองที่เหลือ 10% เข้า ซื้อ SCGP น้ำหนัก 10% Top Pick วันนี้เลือก CBG, HMPRO และ SCGP
ราคาน้ำมันยังปรับตัวลงต่อเนื่อง คาดกำไรไตรมาส 3 กลุ่มน้ำมันหดตัว
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลงต่อเนื่องราว 1.5%-2% มาอยู่ที่ 90 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ จากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอ ตัวในหลายประเทศจนส่งผลกระทบให้ Demand หดตัวลง แม้ว่าจะมีการตึงตัวในฝั่ง Supply ก็ตาม
ขณะที่ล่าสุด ฝ่ายบริหารของ ปธน. โจ ไบเดน ได้หารือกับกลุ่มบริษัทพลังงานในสหรัฐฯ เพื่อหาแนวทางลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงอีกในสัปดาห์นี้ โดยเตรียมปล่อยน้ำมันออกจาก คลังสำรอง SPR สหรัฐเพิ่มอีก 10-15 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตามหลังการเลือกตั้งกลาง สมัย (Midterm Election) พ.ย. 65 ก็มีแผนจะซื้อน้ำมันกลับเก็บเข้าคลัง เนื่องจากก่อน หน้านี้ในเดือนมี.ค 65 สหรัฐได้ประกาศขายน้ำมันกว่า 180 ล้านบาร์เรล ซึ่งนับเป็นการ ขายน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา (ทำให้น้ำมันในคลังสำรองลดลงมาก)
โดยสภาวะปัจจุบันที่ราคาน้ำมันดิบยังผันผวนทั้งจากฝั่ง Demand และ Supply เช่นนี้ ฝ่ายวิจัยจึงคงสมมติฐานราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอ้างอิงดูไบในปี 2565, 2566 และตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไปที่ 100, 90 และ 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล ตามลำดับ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน ฝ่ายวิจัยฯได้มีทำ Earning Preview ออกมา 2 บริษัท คือ PTTEP และ TOP ซึ่งมี รายละเอียดทางพื้นฐาน ดังนี้
PTTEP (FV @ 178.00) แนวโน้มกำไรสุทธิ 3Q65 ลดลงเล็กน้อย 2.9%qoq มาอยู่ราว 2.0 หมื่นล้านบาท กดดดันจากราคาขายน้ำมันดิบที่ลดลง และต้นทุนต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น ขึ้นมาอยู่ราว 30.5 จาก 28.8 เหรียญฯต่อบาร์เรล สำหรับทิศทางกำไรปกติ 4Q65 ลุ้นทรง ตัว QoQ โดยคาดปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจะถูกหักล้างกับต้นทุนต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น และราคา ขายเฉลี่ยปิโตรเลียมที่ลดลง โดยมีมูลค่าพื้นฐานปี 2566 ที่ 178 บาทต่อหุ้น
TOP (FV @ 63.00) แนวโน้มผลการดำเนินงาน 3Q65 คาดจะพลิกกลับเป็นขาดทุนสุทธิ 227 ล้านบาท จากงวดก่อนที่เป็นกำไรสุทธิ 2.5 หมื่นล้านบาท ถูกกดดันจากทั้งกำไรปกติที่ ลดลง 66.8%qoq ตามค่าการกลั่นที่ลดลงมีนัยฯเหลือเพียง 6.9 จาก 25.1 เหรียญฯต่อ บาร์เรล ส่วนทิศทางกำไรปกติ 4Q65 คาดจะเห็นการฟื้นตัวได้ QoQ ตามค่าการกลั่นที่มี แนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามช่วงฤดูกาลซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว โดยมีมูลค่าพื้นฐานปี 2566 ที่ 63 บาทต่อหุ้น
ตลาดหุ้นเอเชียยังเป็นเป้าหมายการลงทุนของต่างชาติ
ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในเอเชียยังสดใส สวนทางกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยสะท้อนได้จากข้อมูลประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของ IMF ล่าสุด เศรษฐกิจในฝั่งเอเชียยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง
รวมถึงหากดูข้อมูลผ่าน Google (NASDAQ:GOOGL) Mobility Trend ล่าสุด พบว่า ประเทศในฝั่งเอเชียส่วน ใหญ่มีการออกมาจับจ่ายใช้สอยเหนือกว่าตอน Pre-Covid แล้ว
ขณะที่ GDP ไทย ล่าสุด IMF คาดการณ์ว่าปีนี้โต 2.8% และเติบโตต่อปีหน้า 3.7% (ใกล้เคียงกับหลายๆสำนักฯ) สวนทางกับหลายๆประเทศพัฒนาแล้วที่กำลังเข้าสู่ Recession
ประเด็นดังกล่าวคาดหวัง Fund Flow หรือเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสย้ายมาในฝั่งเอเชีย รวมถึงไทยเพิ่มขึ้น ถือเป็นจังหวะในการสะสมหุ้น โดเฉพาะหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจในประเทศ
ภาครัฐเตรียมออกแพคเกจใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโค้งสุดท้ายของปี
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่ภาวะ Recession หลายประเทศ (อาทิ สหรัฐ ยุโรป) มี ความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัว แต่เศรฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยในการประชุม ครม. ครั้งล่าสุดวานนี้ ภาครัฐเตรียมดำเนินมาตรการต่างๆ โดยตั้งงบประมาณวงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยในช่วงที่เหลือของป
ทั้งนี้หากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 65 ขยายตัวราว 3% ตามการคาดการณ์ สภาพัฒน์ ในช่วง 2H65 น่าจะเห็นการเติบโตของ GDP ในอัตรา 3.6% YoY ซึ่งถือว่าดีกว่า 1H65 อย่างชัดเจน
สำหรับมาตรการที่ภาครัฐเตรียมดำเนินการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของไทย ช่วงปลายปี 65 มีรายละเอียดดังนี้
มาตรการที่ผ่านมติเห็นชอบจากครม.แล้ว
• มาตรการช่วยเหลือลดราคาก๊าซ LPG ซึ่งช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย (แนะนำหุ้นกลุ่ม ค้า/อาหาร TU CBG CPALL (BK:CPALL))
• มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงแก้ปัญหา จราจร เพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สร้าง สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา-สะพานเชื่อมเกาะลันตา (แนะนำหุ้นกลุ่ม โครงสร้างพื้นฐาน CK CKP)
• มาตรการยกเว้นใบรับรองแพทย์และใบอนุญาตทำงานสำหรับ LTR Visa หวัง ดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย(แนะนำหุ้นกลุ่มเดินทาง AOT (BK:AOT) )
มาตรการที่กำลังรอการพิจารณาจาก ครม
• มาตรการเยียวยาน้ำท่วม เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี, สินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ, จ่ายเงินเยียวยาคาดไม่ต่ำกว่าครัวเรือนละ 3,000 บาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการ สำรวจจำนวนครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม (แนะนำหุ้นเกี่ยวกับ การซ่อมแซมหลังน้ำท่วม HMPRO GLOBAL)
• มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยคาดว่ายังคงเป็นมาตรการใน ลักษณะเดิมที่เคยดำเนินการมาแล้ว เช่น คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ช้อปดีมีคืน หนุนกำลังซื้อประชาชนเพิ่มขึ้นดีต่อหุ้นค้าปลีก (แนะนำหุ้นกลุ่มค้าปลีก/อาหาร CBG CPN CRC HMPRO)
สรุป ภาครัฐเตรียมออกมาตรการต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เหลือ ของปี คาดเศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวปลายปีนี้ และปีหน้าคาดจะเห็นภาครัฐลด มาตรการเยียวยาประชาชน และเพิ่มมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อรองรับการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจไทย
คาดช่วง 4Q65 กิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยเดินหน้าโดดเด่น
ปัจจุบันกิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยต่างๆ ส่วนใหญ่ยืนเหนือระดับ Pre-Covid และมี แนวโน้มเพิ่มขึ้นได้ดีต่อเนื่อง สะท้อนได้จากข้อมูล Google Mobility Trend ดังนี้
1. ปัจจุบันตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษกิจเกือบทุกประเภทกลับมายืนเหนือระดับ Pre-Covid อาทิ การออกไปจับจ่ายใช้สอย +3%, การออกไปสถานที่สาธารณะ +3%, มีเพียงการจราจรเท่านั้นที่ติดลบน้อยลงเหลือ -15.9% จากจะดับ PreCovid
2. ปัจจุบันระดับตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษกิจเหนือกว่าตอนเริ่มต้นของงวด 4Q21 มาก ส่วนหนึ่งเกิดจากฐานกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วง 4Q21 ประเทศไทยอยู่ใน ระดับที่ต่ำ เนื่องจากการฉีดวัคซีนยังไม่ครอบคลุม และยังต้องรับมือกับ Covid สายพันธ์Delta และ Omicron ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ 4Q22 มีโอกาสสูง กว่ามาก และจากข้อมูล Google Mobility Trend พบว่า การออกไปจับจ่ายใช้ สอยเพิ่มขึ้นจาก -13.1% เป็น +3%, การออกไปสถานที่สาธารณะจาก -38.3% เป็น +3%, และการจราจรเพิ่มขึ้นจาก -50.6% เป็น -15.9%
3. ไตรมาสที่ 4 เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวเฉลิมฉลอง หนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ฟื้นขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งยังสอดคล้องกับข้อมูล Google Mobility Trend ที่กิจกรรม ทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ฟื้นขึ้นต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
สรุปคือ การทยอยเปิดประเทศ, การเข้าสู่ฤดูกาลจับจ่ายใช้สอย, บวกกับฐานกิจกรรม ทางเศรษฐกิจที่ต่ำในปีที่แล้ว เป็นตัวช่วยหนุนให้หุ้นอิงการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำกัด น่าลงทุนมากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยฯ แนะนำ CRC CPN CBG HMPRO ASK เป็นต้น
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities
