สหรัฐฯ อนุญาตให้ซื้อน้ำมันรัสเซียที่อยู่ในทะเลแล้ว ท่ามกลางสงครามอิหร่าน
ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ก.ย.65 ออกมาที่ 8.2%YoY สูงกว่าคาดที่ 8.1% แต่ ยังต่ำกว่าเดือน ส.ค.65 ซึ่งอยู่ที่ 8.3% ภาวะดังกล่าวทำให้Fed ส่งสัญญาณการ ปรับขึ้นดอกเบี้ยแรงต่อโดยล่าสุด Fed Watch Tool แสดงผลสำรวจว่าเสียงส่วน ใหญ่คาดว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ทั้งในรอบการประชุมเดือน พ.ย. และ ธ.ค.65 ส่งผลทำให้Bond Yield ปรับขึ้น โดย 2 ปี ปรับขึ้นแรงกว่า 10 ปี ส่งผล ให้ Inverted Yield Curve กว้างมากขึ้น สะท้อนความกลัวเรื่อง Recession ใน อนาคต สำหรับการแถลงเปิดประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ของ ปธน.สี จิ้นผิง ยังยืนยันการเดินหน้าใช้นโยบาย Covid เป็น 0 ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อ Sentimentการลงทุนในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว และเดินทาง ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนถือเป็น กลุ่มเป้าหมายสำคัญ ปัจจัยแวดล้อมวันนี้มีน้ำหนักค่อนไปทางลบ
SET Index ผันผวนในทิศทางลงกรอบ 1550 – 1570 จุด พอร์ตจำลองให้Cut Loss หุ้น AOT (BK:AOT) น้ำหนัก 10% ให้นำเงินเข้าซื้อ ASK 5% และ HMPRO 5% โดย ยังคงถือเงินสดสำรองที่ 20% Top Pick เลือก ASK, BBL และ HMPRO
เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ก.ย.65 สูงกว่าคาด แต่จะไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ใน เดือน ต.ค.65
อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ก.ย. 65 อยู่ที่ 8.2% (สูงกว่าที่คาด 8.1%) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ พื้นฐาน(Core CPI) อยู่ที่ 6.6% (สูงกว่าที่คาด 6.5%)
ขณะที่ FOMC Minutes วันที่ 21-22 ก.ย. ที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าคณะกรรมการของ FED มี แนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป และอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับสูงจะคงอยู่ต่อไป จนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลง บวกกับให้มุมมองว่า เศรษฐกิจจำเป็นต้องชะลอตัวลงเพื่อให้ อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลงมาสู่ระดับที่คาดหมายไว้พร้อมปรับลดประมาณการ GDP Growth ลง โดยคาดว่า GDP Growth สหรัฐฯ จะเติบโตเพียง 0.2%YoY ในปี 2022(ประมาณการ ก่อนหน้านี้+1.7%YoY) และขยายตัวเพียง 1.2%YoY ในปี 2023(ประมาณการก่อนหน้านี้ +1.7%YoY)
ั้ง 2 ประเด็นดังกล่าวทำให้นักลงทุนโยกย้ายเม็ดเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ ปลอดภัย โดยสังเกตจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ 2 วันที่ผ่านมาผันผวนอย่างหนัก ขณะที่ Dollar Index พุ่งทะลุ 113 จุด และ Bond Yield สหรัฐ 10 ปี ดีดตัวกลับไปแตะระดับ 4% หรือ อยู่ระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี (ตั้งแต่เกิดวิกฤต Subprime) ส่วน Bond Yield สหรัฐ 2 ปี ดีดตัว เข้าใกล้ระดับ 4.5% เช่นกัน
ขณะที่FED Watch Tool ให้ความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ในการ ประชุมครั้งหน้า (พ.ย.65) เพิ่มขึ้นอีก 0.75% หลังจากเมื่อ 22 ก.ย. 65 Fed ประกาศขึ้น อัตราดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 3.25%
• การสำรวจเมื่อ วันที่ 22 ก.ย. 65 (หลัง Fed ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 3.25%) การประชุมครั้งหน้า (พ.ย.65) มีโอกาสสูงถึง 63.5% ที่ FED จะขึ้น ดอกเบี้ย 0.75% และมองอัตราดอกเบี้ยปลายปีที่ระดับ 4.50%
• การสำรวจล่าสุด วันที่ 16 ต.ค. 65 (หลังประกาศเงินเฟ้อ) มีโอกาสสูงถึง 97% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยครั้งหน้า 0.75% และมีโอกาสราว 70% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% ในการประชุมเดือน ธ.ค.65 ทำให้คาดว่าดอกเบี้ยปลายปี 65 พุ่งสูงระดับ 4.75%
ในมุมมองของ ASPS Research เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค.65 ของสหรัฐฯ มีแนวโน้ม ที่จะไม่ทำจุดสูงสุดใหม่จาก 2 ปัจจัยสนับสนุน ดังนี้
1. ฐาน CPI สหรัฐฯเดือน ต.ค.64 อยู่ระดับสูง หนุนให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ปีนี้ ต้องเพิ่มขึ้นกว่า 0.87%MoM (สูงกว่า 2 เท่าของเดือน ก.ย.65) เงินเฟ้อจึงจะ สูงขึ้นได้
2. ราคาน้ำมันดิบที่ไม่ได้ปรับขึ้นแรงเช่นเดือนที่ผ่านมา โดยหากพิจารณาราคา น้ำมันดิบ Brent จะเห็นได้ว่า เดือน ก.ย.65 ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย +18%YoY ขณะที่เดือน ต.ค.65 ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย (Mtd) +8%YoY เท่านั้น
สรุป ประเด็นอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯเดือน ก.ย.65 ที่สูงกว่าคาด + FOMC Minutes ที่มี มุมมองขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Sentiment ตลาดหุ้นช่วงสั้นดูผันผวน อย่างไร ก็ตาม ฝ่ายวิจัยฯคาดว่าเงินเฟ้อสหรัฐมีโอกาสสูงที่จะผ่านพีคในเดือนต่อไป ดังนั้นหา จังหวะที่ตลาดหุ้นผันผวน หรือ SET Index ย่อตัวลงมา ถือเป็นโอกาสในการเข้าสะสม แนวรับแรก 1550 จุด แนวรับถัดไป 1520 จุด
จีนยังให้น้ำหนัก ZERO COVID เป็น SENTIMENT ลบ หุ้นท่องเที่ยวและ ส่งออก
จีนเริ่มการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ตั้งแต่วันที่ 16-22 ต.ค. 2565 โดยในการเปิดประชุมที่ผ่านมาได้รับทราบแนวคิดของว่าที่ประธานาธิบดีจีนสมัยที่ 3 อย่าง นายสี จิ้นผิง ซึ่งประกาศดำเนินนโยบายโควิดเป็นศูนย์ (Zero Covid) ต่อ ถือเป็น Sentiment ลบ ต่อหุ้นท่องเที่ยวและหุ้นส่งออกในช่วงสั้น ดังนี้
ธุรกิจท่องเที่ยวไทยอาจจะไม่ได้รับปัจจัยบวกตามที่คาดการณ์ จากที่เคยคาดหวังหลังการ ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และทำให้จีน เปิดประเทศมากขึ้นอาจล่าช้าออกไป ถือเป็น Sentiment เชิงลบต่อหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว ช่วงสั้นๆ เนื่องจากในภาวะปกติช่วง Pre-Covid มีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยต่อปีสูงถึง 12 ล้านคน จากทั้งหมด 40 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 28% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อย่างไรก็ตามในมุม Valuation ไม่ได้กระทบมาก เนื่องจากฝ่ายวิจัยฯ ตั้งสมมุติฐาน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทยในปีหน้าเพียง 20 ล้านคนเท่านั้น (ครึ่งหนึ่งของภาวะปกติ และ แทบจะไม่ได้รวมนักท่องเที่ยวจีนเข้าไปเลย) ดังนั้นหากหุ้นท่องเที่ยว อย่าง AOT ERW CENTEL MINT ย่อตัวจน Upside เปิดกว้างถือเป็นจัหวะเข้าสะสม เพื่อหวังผลในระยะ กลางยาว
ธุรกิจส่งออกมีความเสี่ยงจากการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ซึ่งอาจทำให้การบริโภคลดลง และนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลดลง กดดันเศรษฐกิจช่วงที่เหลือปี 2565 ถึงปี 2566 บวกกับจีนยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน รวมทั้งมีความเสี่ยงที่สงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ส่งออกไทยด้วยเช่นกัน เนื่องจากไทยมีสัดส่วนปริมาณการค้ากับประเทศจีนสูงสุดกว่า 22% ของปริมาณการค้าทั่วโลก ถือเป็น Sentiment ลบอย่าง HANA KCE DELTA ในช่วง สั้นๆ
สรุป สถานการณ์ดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้ว่าจะส่งผลเชิงลบต่อหุ้นท่องเที่ยวและหุ้นส่งออก ของไทย โดยธุรกิจท่องเที่ยวอาจจะไม่ได้รับปัจจัยบวกตามที่คาดการณ์ และธุรกิจการ ส่งออกยังเจอปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจจีนมีโอกาสชะลอลง
ผลกระทบจากน้ำท่วมปี 65 คาดไม่กระทบหนักเท่าปี 54 เน้นหุ้นค้าปลีก , ซ่อมแซมบ้าน
ปัญหาน้ำท่วมที่ขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่องในปี 2565 จนเข้าสู่จังหวัดพื้นที่อุตสาหกรรม อย่าง อยุธยา สระบุรี และนครสวรรค์ ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่าส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจไทยดังเช่นปี 2554 โดยล่าสุด ม.หอการค้าไทยได้ออกมาปรับประมาณการมูลค่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็น 1.2-2 หมื่นล้านบาท (เดิมคาดไว้ที่ 5 พัน-1หมื่น ล้านบาท) จนอาจฉุดให้ GDP ในภาพรวมของประเทศลดลงราว 0.1-0.15% อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากน้ำท่วมในปีนี้จะน้อยกว่าปี 2554 (GDP 4Q64 หดตัวกว่า 9%YoY) เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันไม่น่าจะรุนแรง เมื่อเทียบกับปี 2554 โดยมีรายละเอียดสนับสนุน ดังนี้
• ปริมาณน้ำฝนสะสมเดือน ม.ค.- 15 ต.ค. ในปี 65 (1,724.9 มม.) แม้จะสูงกว่าปกติ ที่ 1,434.1 มม. เนื่องจากฤดูฝนเริ่มต้นเร็วกว่าปกติ บวกกับปรากฏการณ์ลานีญา แต่ ปริมาณฝนสะสมก็ยังต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี54 (1,751.6 มม.)
• อิทธิพลจากพายุในปี65 มี 3 ลูก (ได้แก่ พายุมู่หลาน, หมาอ๊อน, โนรู) ขณะที่ปี 54 ไทยได้รับอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมจากพายุที่เคลื่อนตัวมาจากทะเลจีน ใต้รวม 5 ลูก (ได้แก่ พายุนกเต็น, ไหหม่า, ไห่ถ่าง, สาด, นาลแก)
• ปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ณ วันที่ 15 ต.ค. ในปี 65 ยังไม่เต็มความจุ ที่ระดับน้ำกักเก็บ อยู่ที่ 83% ขณะที่ในปี 54 มีปริมาตรน้ำในอ่างสูงถึง 94% ของ ระดับน้ำกักเก็บทั้งหมด และตลอดทั้งปีมีปริมาณน้ำสะสมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ บวกกับบางพิ้นที่ไม่สามารถระบายน้ำได้ เนื่องจากท้ายเขื่อนมีน้ำท่วม
• พื้นที่น้ำท่วมขังทั่วประเทศในเดือน ก.ย. ปี 65 (จำนวน 5.33 ล้านไร่) เมื่อ เปรียบเทียบกับปี 54 (จำนวน 15.99 ล้านไร่) พบว่ายังห่างกันอยู่ราว 10 ล้านไร่ หรือ 3 เท่าตัว
ผลต่อตลาดหุ้น : ช่วงที่เกิดวิกฤตน้ำท่วมในปี 2565 พบว่า ภายในระยะเวลา 2 เดือน ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงราว 5% ทั้งนี้สถานการณ์น้ำท่วมอาจจะสร้าง Sentiment เชิงลบ ต่อ SET Index และหุ้นที่ได้รับผลกระทบ อาทิ หุ้นที่มีโรงงานหรือกิจการส่วนใหญ่อยู่ใน พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม อาทิ กลุ่มนิคม, กลุ่มอิเล็กฯ, กลุ่มยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งนักลงทุนต้องคอย ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงพอร์ตช่วงสั้นได้ทันเวลา
แต่ในทางตรงข้าม คาดจะบวกกับ หุ้นปลอดภัยได้กระแสการรักษาโรคจากเหตุน้ำท่วม อย่าง กลุ่มโรงพยาบาล แนะนำ BDMS, BH, BCH เป็นทั้งหุ้นผันผวนต่ำเหมาะกับการหลบ ความผันผวนของตลาด บวกกับปริมาณผู้ป่วยที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นจากภัยน้ำท่วม หุ้นที่ จำหน่ายสินค้าจำเป็นเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค อย่าง กลุ่มค้าปลีกหรืออาหาร แนะนำ CPALL (BK:CPALL), BJC, CRC, TU ได้แรงหนุนจากความต้องการสินค้าจำเป็นในการยังชีพมากขึ้น หุ้นที่เกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้านเรือนและสถานที่ หลังน้ำท่วม แนะนำ TASCO (ซ่อมแซมถนน), HMPRO, GLOBAL, DCC, DRT (ซ่อมแซมบ้านเรือน)
สรุปภาพรวมวันนี้ SET Index ถูกปกคลุมด้วยปัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐานที่ค่อนไปทาง ลบ ทำให้น่าจะเห็นการผันผวนในทิศทางลง กระบ 1550 – 1570 จุด ส่วนหุ้นที่เลือก เป็น Top Pick วันนี้ ได้แก่ ASK, BBL และ HMPRO
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities
