สรุปข่าวและการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญเมื่อคืนนี้

เผยแพร่ 16/09/2022 19:44

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังคงดีดตัวขึ้นในวันนี้ ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 0.75% ในการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อนโยบายการเงินของเฟด ยังคงปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 3.8% ในวันนี้ และอยู่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีและ 30 ปี

การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นดีดตัวสูงกว่าระยะยาว ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย ท่ามกลางการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด

ณ เวลา 18.19 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี อยู่ที่ระดับ 3.823% หลังพุ่งแตะระดับ 3.834% เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 3.449% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 3.499%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้น หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้เฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 74% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 3.00-3.25% ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. และให้น้ำหนัก 26% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00%

หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในเดือนก.ย. ก็จะส่งผลให้เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 หลังจากปรับขึ้น 0.75% ทั้งในเดือนมิ.ย.และก.ค.

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 213,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยปรับตัวลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 แตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน และสวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 226,000 ราย

นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าระดับ 215,000 ราย ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยต่อสัปดาห์ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐ

ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 2,000 ราย สู่ระดับ 1.4 ล้านราย

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากลดลง 0.4% ในเดือนก.ค.

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดค้าปลีกทรงตัวในเดือนส.ค. หรือเพิ่มขึ้น 0.0%

ยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวลงของราคาพลังงาน ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเพิ่มการใช้จ่าย

ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร ทรงตัวในเดือนส.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนก.ค.

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) สูงกว่าคาดในวันนี้

ทั้งนี้ เฟดสาขานิวยอร์ก รายงานว่า ดัชนีภาคการผลิตดีดตัวขึ้นสู่ระดับ -1.5 ในเดือนก.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -13.8 จากระดับ -31.3 ในเดือนส.ค.

ดัชนีภาคการผลิตได้รับปัจจัยหนุนจากการดีดตัวขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน ขณะที่ภาคธุรกิจเพิ่มความเชื่อมั่นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 0 ซึ่งบ่งชี้ถึงการหดตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก ร่วงลงสู่ระดับ -9.9 ในเดือนก.ย. จากระดับ +6.2 ในเดือนส.ค.

ดัชนีภาคการผลิตดังกล่าวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ +2.8

ดัชนีภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการจ้างงานและคำสั่งซื้อใหม่

ดัชนีปรับตัวต่ำกว่าระดับ 0 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตในภูมิภาคมิด-แอตแลนติกอยู่ในภาวะหดตัว โดยหดตัวเป็นเดือนที่ 3 ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐลดลง 0.2% ในเดือนส.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนก.ค.

ทั้งนี้ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม เป็นการวัดการปรับตัวของภาคโรงงาน, เหมืองแร่ และสาธารณูปโภค

การผลิตของภาคโรงงานเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนส.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าทรงตัว หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค.

ส่วนการผลิตในภาคเหมืองแร่ทรงตัวในเดือนส.ค. แต่ภาคสาธารณูปโภคดิ่งลง 2.3%

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากดีดตัวขึ้น 1.4% ในเดือนมิ.ย.

เมื่อเทียบรายปี สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจพุ่งขึ้น 18.4% ในเดือนก.ค.

สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าปลีกเพิ่มขึ้น 1.2% ส่วนสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.6%

ยอดขายในภาคธุรกิจลดลง 0.9% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือนมิ.ย.

นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจจะใช้เวลา 1.32 เดือนในการขายสินค้าจนหมดสต็อก เพิ่มขึ้นจาก 1.30 เดือนในมิ.ย.

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ขณะที่การลดลงของสต็อกสินค้าคงคลัง บ่งชี้ถึงความไม่เชื่อมั่นของภาคธุรกิจต่อยอดขายในอนาคต

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องในวันนี้ ล่าสุด WTI หลุดระดับ 86 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์หลุด 91 ดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ในตลาด

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ ซึ่งจะลดความน่าดึงดูดของสัญญา โดยทำให้สัญญาน้ำมันมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น

ณ เวลา 21.43 น.ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนต.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาด NYMEX ลบ 3.08 ดอลลาร์ หรือ 3.48% สู่ระดับ 85.40 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลบ 3.29 ดอลลาร์ หรือ 3.50% สู่ระดับ 90.76 ดอลลาร์/บาร์เรล

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) เปิดเผยว่า การขยายตัวของอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกจะหยุดชะงักลงในไตรมาส 4 โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน และกลุ่มประเทศในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

นอกจากนี้ นักลงทุนวิตกว่าการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะทำให้เศรษฐกิจเผชิญภาวะถดถอย และส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมัน

สื่อต่างประเทศรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียขึ้นแท่นเป็นซัพพลายเออร์น้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของอินเดีย แซงหน้ารัสเซียเพียงเล็กน้อย ขณะที่อิรักยังคงครองตำแหน่งซัพพลายเออร์น้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอินเดียในเดือนส.ค.

อินเดียซี่งเป็นประเทศผู้นำเข้าและใช้น้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก นำเข้าน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบีย 863,950 บาร์เรลต่อวัน (bpd) ในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 4.8% จากเดือนก.ค. ขณะที่นำเข้าน้ำมันจากรัสเซียลดลง 2.4% ที่ 855,950 บาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม แม้อินเดียจะนำเข้าน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้น แต่ส่วนแบ่งการนำเข้าน้ำมันจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ของอินเดียลดลงแตะ 59.8% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบอย่างน้อย 16 ปี เนื่องจากอินเดียลดการนำเข้าน้ำมันจากแอฟริกา

ทั้งนี้ อินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันจากรัสเซียมากเป็นอันดับ 2 ตามหลังเพียงแค่จีน เนื่องจากประเทศอื่น ๆ ได้ปรับลดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียหลังจากที่รัสเซียรุกรานยูเครนในปลายเดือนก.พ.

การนำเข้าน้ำมันดิบของเอเชีย ซึ่งเป็นทวีปที่นำเข้าน้ำมันดิบอันดับหนึ่งของโลก ยังคงมีแนวโน้มซบเซาแบบต่อเนื่องในเดือนก.ย. เนื่องจากอุปสงค์ที่ไม่แน่นอนท่ามกลางราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ รีฟินิทิฟ ออย รีเสิร์ช (Refinitiv Oil Research) คาดการณ์ว่า การนำเข้าน้ำมันดิบของเอเชียจะอยู่ที่ประมาณ 24.98 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนก.ย. ซึ่งใกล้เคียงกับระดับของเดือนส.ค.ที่ 24.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน และระดับของเดือนก.ค.ที่ 24.55 ล้านบาร์เรลต่อวัน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การนำเข้าน้ำมันของเอเชียซบเซา โดยรีฟินิทิฟคาดการณ์ว่า จีนจะนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 9.15 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนก.ย. ลดลงจากตัวเลขอย่างเป็นทางการของศุลกากรจีนในเดือนส.ค.ที่ 9.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในจีนปรับตัวลดลงจากระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 9.03 หยวน (1.3 ดอลลาร์) ต่อลิตร ในกลางเดือนมิ.ย. แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง หากเทียบกับมาตรฐานที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 8.1 หยวนต่อลิตร

ด้านอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสองของเอเชีย ยังคงรักษาราคาน้ำมันดีเซลให้ทรงตัวตลอดช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลพยายามจำกัดการขาดทุนให้กับโรงกลั่นน้ำมันของรัฐ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ของอินเดีย

ราคาทองฟิวเจอร์ร่วงลงกว่า 30 ดอลลาร์ หลุดระดับ 1,700 ดอลลาร์ในวันนี้ โดยถูกกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ และการดีดตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

ณ เวลา 22.06 น.ตามเวลาไทย สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลบ 32.30 ดอลลาร์ หรือ 1.89% สู่ระดับ 1,676.80 ดอลลาร์/ออนซ์

ทั้งนี้ ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นจะลดความน่าดึงดูดของทอง โดยทำให้สัญญาทองมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น ขณะที่การดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 3.8% ในวันนี้ และอยู่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีและ 30 ปี

การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นดีดตัวสูงกว่าระยะยาว ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย

นอกจากนี้ นักลงทุนกังวลต่อการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยมีการคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 0.75% ในการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 80% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 3.00-3.25% ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. และให้น้ำหนัก 20% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00%

หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในเดือนก.ย. ก็จะส่งผลให้เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 หลังจากปรับขึ้น 0.75% ทั้งในเดือนมิ.ย.และก.ค.

คณะกรรมการประจำวุฒิสภาสหรัฐได้อนุมัติร่างกฎหมายเมื่อวันพุธ (14 ก.ย.) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการสนับสนุนของสหรัฐต่อไต้หวัน โดยรวมถึงการจัดสรรเงินช่วยเหลือด้านความมั่นคงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันของจีนที่เพิ่มขึ้นต่อไต้หวัน

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า คณะบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดนยินดีที่ทั้งสองพรรคได้ร่วมกันสนับสนุนไต้หวัน และต้องการที่จะร่วมงานกับสภาคองเกรสเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในเรื่องนี้ต่อไป แต่ก็ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังในการผ่านร่างกฎหมายนี้ เนื่องจากจะสร้างความไม่พอใจให้กับจีนอย่างแน่นอน

นางแครีน ฌ็อง ปิแอร์ โฆษกประจำทำเนียบขาวได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวก่อนร่างกฎหมายผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ประจำวุฒิสภาว่า "ร่างกฎหมายดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ จำนวนมากก่อนจะได้ข้อสรุป ดังนั้น เราจะปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอน"

ด้านวุฒิสมาชิกโรเบิร์ต เมเนนเดซ ประธานคณะกรรมการฯ ระบุในการแถลงข่าวว่า กฎหมายนโยบายไต้หวัน (Taiwan Policy Act) จะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนด้านความมั่นคงมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ไต้หวันตลอดระยะเวลา 4 ปี พร้อมจัดตั้งระบบการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับจีนเป็นวงกว้างสำหรับการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์กับไต้หวัน

วุฒิสมาชิกเมเนนเดซจากพรรคเดโมแครตยังได้เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของร่างกฎหมายนี้คือ "การป้องกันและการส่งเสริมขีดความสามารถของไต้หวัน" รวมถึงความชัดเจนที่ว่า สหรัฐจะไม่แสวงหาสงครามหรือสร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นกับจีน

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำของจีน ได้จัดการประชุมทวิภาคีนอกรอบการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ที่เมืองซามาร์กันต์ ประเทศอุซเบกิสถานในวันนี้

ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองได้หารือกันเกี่ยวกับประเด็นยูเครนและไต้หวัน รวมทั้งประเด็นอื่นๆในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

ปธน.ปูตินยืนยันว่ารัสเซียให้การสนับสนุนหลักการจีนเดียว และได้ประณามการแสดงท่าทีที่ยั่วยุของบางประเทศซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของจีน

นอกจากนี้ ปธน.ปูตินยังระบุว่า รัสเซียจะกระชับความสัมพันธ์กับจีน และให้ความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ การค้า และพลังงาน รวมทั้งสร้างความมั่นคงและความมีเสถียรภาพในภูมิภาค

ทางด้านปธน.สีกล่าวว่า จีนพร้อมร่วมมือกับรัสเซียในด้านต่างๆที่ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน และจะดำเนินการด้วยความรับผิดชอบในฐานะประเทศขนาดใหญ่ และจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพในโลก

นางมาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวว่า หากสหรัฐจัดส่งขีปนาวุธพิสัยไกลให้แก่ยูเครน ก็จะถือเป็นการล้ำเส้น และสหรัฐจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งของรัสเซีย

นอกจากนี้ นางซาคาโรวากล่าวว่า รัสเซียมีสิทธิที่จะปกป้องดินแดนของตนเอง

ที่ผ่านมา สหรัฐจัดส่งขีปนาวุธให้แก่ยูเครน ซึ่งสามารถโจมตีเป้าหมายในระยะ 80 กิโลเมตร แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าสหรัฐจะจัดส่งขีปนาวุธที่มีพิสัยไกลกว่านี้ให้แก่ยูเครนหรือไม่ ขณะที่ยูเครนให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้ขีปนาวุธของสหรัฐในการโจมตีดินแดนของรัสเซีย

ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวผันผวน ล่าสุดร่วงลงกว่า 100 จุด หลุดระดับ 31,000 จุด ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งจะบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ณ เวลา 23.26 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 30,977.47 จุด ลบ 157.62 จุด หรือ 0.51%

หุ้นกลุ่มพลังงานดิ่งลงนำตลาด ตามราคาน้ำมันที่ทรุดตัวลงกว่า 3% ในวันนี้

ส่วนหุ้นกลุ่มการเงินพุ่งขึ้นสวนทางตลาด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

ทั้งนี้ สหรัฐเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีกสูงเกินคาดในเดือนส.ค. ขณะที่ตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานต่ำกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนเฟดสาขานิวยอร์คเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตสูงกว่าคาดในเดือนก.ย. และเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตต่ำกว่าคาด

นอกจากนี้ การซื้อขายถูกกดดันจากการดีดตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 0.75% ในการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อนโยบายการเงินของเฟด ยังคงปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 3.8% ในวันนี้ และอยู่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีและ 30 ปี

การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นดีดตัวสูงกว่าระยะยาว ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย ท่ามกลางการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 80% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 3.00-3.25% ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. และให้น้ำหนัก 20% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00%

หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในเดือนก.ย. ก็จะส่งผลให้เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 หลังจากปรับขึ้น 0.75% ทั้งในเดือนมิ.ย.และก.ค.

ธนาคารโลกออกรายงานเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าใกล้ภาวะถดถอย เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกกำลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยพร้อมกันเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ

รายงานเปิดเผยว่า เศรษฐกิจของสหรัฐ จีน และยูโรโซนได้ชะลอตัวลงอย่างรุนแรง และเศรษฐกิจโลกอาจเผชิญภาวะถดถอยในปีหน้า

นอกจากนี้ รายงานระบุว่า ธนาคารกลางต่างๆจำเป็นจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2% เพื่อสกัดเงินเฟ้อให้อ่อนตัวลง นอกเหนือจากที่ปรับขึ้นแล้ว 2% ก่อนหน้านี้ ซึ่งการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นดังกล่าวท่ามกลางภาวะตึงตัวในตลาดการเงินจะฉุดให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของโลกลดลงสู่ระดับ 0.5% ในปี 2566 ขณะที่รายได้ต่อหัวจะหดตัวลง 0.4% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าเกณฑ์การเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค

ธนาคารโลกเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวหนักที่สุดหลังจากที่ฟื้นตัวขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยนับตั้งแต่ปี 2513 และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ดิ่งลงหนักกว่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะถดถอยก่อนหน้านี้

ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลักในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งจะบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ณ เวลา 00.20 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.11% สู่ระดับ 109.54 ขณะที่ยูโรปรับตัวขึ้น 0.45% สู่ระดับ 143.54 เยน และแข็งค่า 0.32% สู่ระดับ 1.001 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ดีดตัว 0.18% สู่ระดับ 143.41 เยน

ทั้งนี้ สหรัฐเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีกสูงเกินคาดในเดือนส.ค. ขณะที่ตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานต่ำกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนเฟดสาขานิวยอร์คเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตสูงกว่าคาดในเดือนก.ย. และเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตต่ำกว่าคาด

นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 0.75% ในการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 80% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 3.00-3.25% ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. และให้น้ำหนัก 20% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00%

หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในเดือนก.ย. ก็จะส่งผลให้เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 หลังจากปรับขึ้น 0.75% ทั้งในเดือนมิ.ย.และก.ค.

นางซัตสึกิ คาตายามะ หัวหน้าคณะกรรมการวิจัยด้านการเงินของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของญี่ปุ่น เตือนว่า การที่ญี่ปุ่นพยายามเข้าแทรกแซงตลาดเพียงฝ่ายเดียวเพื่อยับยั้งไม่ให้สกุลเงินเยนอ่อนค่าลงนั้น จะได้ผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นางคาตายามะเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวานนี้ (14 ก.ย.) ว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำเป็นพิเศษของญี่ปุ่นก็เป็นเรื่องยากเช่นเดียวกัน เนื่องจากอาจส่งผลเสียต่อเงินกู้ธนาคารของญี่ปุ่นที่มีมูลค่า 550 ล้านล้านเยน (3.84 ล้านล้านดอลลาร์)

ในทำนองเดียวกัน นายยูอิจิโร ทามากิ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของญี่ปุ่น ให้ความเห็นว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้มีการสนับสนุนทางการคลังมากขึ้น

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่องในสหรัฐและในประเทศอื่น ๆ บีบบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมากจนสกุลเงินประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกอ่อนค่าลงหนัก โดยเฉพาะเงินเยน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐและญี่ปุ่นนั้นแตกต่างกันอย่างมาก

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นรายงานว่า ญี่ปุ่นขาดดุลการค้ารายเดือนสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนส.ค. เนื่องจากนำเข้าเชื้อเพลิงราคาแพงเพิ่มขึ้นและเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจญี่ปุ่นต่อแรงกดดันด้านราคาจากต่างประเทศ

เมื่อวานนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ดำเนินการตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Rate Check) ด้วยการสอบถามทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในตลาดปริวรรตเงินตราเกี่ยวกับการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณล่วงหน้าที่บ่งชี้ว่าจะมีการเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราโดยตรง

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย