คงมี PANIC SELLแต่ไม่น่าจะยืดเยื้อ/รุนแรง 

เผยแพร่ 14/09/2022 10:04

เงินเฟ้อเดือน ส.ค.65 ของสหรัฐฯ ออกมาที่ 8.3%YoY สูงกว่า Consensus ที่คาด 8.1% ทำให้เกิด Panic Sell ในตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลง 3.9 - กว่า 5% ซึ่งภาวะ ดังกล่าวน่าจะสร้างแรงกดดันทำให้เกิด Panic Sell ในตลาดหุ้นไทยเช่นกัน แต่เชื่อ ว่าจะเป็นแรงขายที่ออกมาในระยะสั้น และไม่รุนแรงเท่าในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เป็น ต้นเหตุ ทั้งนี้เกราะป้องกันที่ช่วยลดผลกระทบประการหนึ่งคือ การฟื้นตัวของ เศรษฐกิจที่ชัดเจน เห็นได้จาก Indicator อย่าง CCI และ ดัชนีความเชื่อมั่น ภาคอุตสาหกรรมเดือนล่าสุดที่ปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งเรามีมาตรการกระตุ้นการบริโภค ภาคครัวเรือน และการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ส่วนตลาดหุ้นบ้าน เรา หากมองในเชิงผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง หรือ Market Earning Yield Gap ก็พบว่าสูงถึง 4.5 – 4.6% เทียบกับค่าเฉลี่ย MSCI World ที่ต่ำกว่า 2.5%

SET Index มีโอกาสเกิด Panic Sell แต่ไม่น่าจะรุนแรง แนวรับอยู่ที่ 1645 จุด แนวต้าน 1670 จุด พอร์ตจำลองให้ลด CENTEL ลง 5% (จาก 15% เหลือ 10%) ให้เข้าซื้อ BLA 5% Top Pick เลือก BLA, CBG และ CKP

เงินเฟ้อสหรัฐฯสูงกว่าคาด เกิด PANIC SELL ในตลาดหุ้นช่วงสั้น คาด แนวรับ SET วันนี้ 1645 จุด

วานนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดตัวในแดนลบราว 4%-5.2% จากตัวเลขเงินเฟ้อและเงินเฟ้อ พื้นฐาสูงกว่าคาด โดยเงินเฟ้อสหรัฐ เดือน ส.ค.65 ออกมาอยู่ที่ +8.3%yoy แม้ว่าจะลดลง จากเดือน ก.ค.65 ที่ +8.5%yoy แต่มากกว่าตลาดคาดไว้ที่ +8.1%YoY นอกจากนี้ตัวเลข เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน) เพิ่มขึ้น 6.3%YoY / +0.6%MoM ซึ่งที่สูงกว่าที่คาดไว้ที่ระดับ 0.3%MoM และเป็นการกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังชะลอลงมา 2 เดือนติด

ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมา Surprise ตลาดฯ ทำให้นักลงทุนกังวลว่า FED จะใช้นโยบาย ทางการเงินเชิงรุกต่อไป โดยในมุมของ FED Watch Tool จะเห็นได้ว่า ความคาดหวังใน การขึ้นดอกเบี้ยของ FED สำหรับการประชุมครั้งหน้า ได้เริ่มปรับขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดมีโอกาส 67% ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% และให้โอกาส 33% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย +1.00% ประเด็นดังกล่าวหนุนเม็ดเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง Dollar Index แข็งค่า อีก 1.1% และ Bond Yield สหรัฐฯปรับขึ้นผกแผงราว 2.6%-4.4%

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยฯคาดประเด็นดังกล่าว น่าจะกดดันตลาดหุ้นช่วงสั้นเท่านั้น เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯมีแนวโน้มทรงตัวและเริ่มปรับตัวลง(จาก 8.5%YoY สู่ 8.3%YoY) ขณะที่ FED ไม่น่าจะดำเนินนโยบายทางการเงินเชิงรุกในระยะยาว เนื่องจากจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอตัวลงอีก หลังจากเกิด Technical Recession อยู่แล้ว

สรุป แม้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯเดือน ส.ค.65 ทรงตัวระดับสูง แต่เริ่มมีสัญญาณการชะลอ ตัวลง ทำให้ฝ่ายวิจัยฯ คาดว่าตลาดหุ้นเกิด Panic Sell ช่วงสั้นเท่านั้น จากที่ FED มี โอกาสใช้นโยบายทางการเงินเชิงรุกอีกไม่นาน โดยวันนี้คาด SET Index แกว่งตัวใร กรอบ 1645 -1670 จุด

สัญญาณเศรษฐกิจไทยฟื้นชัด หวังช่วยพยุงตลาดให้ผันผวนลดลง โดยเฉพาะหุ้น DOMESTIC CONSUMPTION

เศรษฐกิจไทย 2H65 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น จากการกระตุ้นการใช้จ่าย ภายในประเทศ (Domestic Consumption) แสดงได้จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก

• วานนี้มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ผ่านการอนุมัติเห็นชอบจาก ครม. รวม ทั้งสิ้นกว่า 5.1 หมื่นล้านบาท อาทิ มาตรการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ในอัตรา ค่าเฉลี่ย 337 บาท, มาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าจนถึงสินปีนี้, มาตรการต่ออายุ มาตรการลดภาษีดีเซลไปอีก 2 เดือน รวมถึงมาตรการขยายระยะเวลายกเว้นภาษี สรรพสามิต น้ำมันดีเซล และน้ำมันเตา สำหรับใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ออกไป อีก 6 เดือน เป็นต้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้ถือว่าเป็นการลดค่าใช้จ่าย และยังเป็นการ เพิ่มอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยให้กับประชาชน

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยดังกล่าว แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์ CBG, HMPRO, CPALL (BK:CPALL), PLANB, GPSC, BGRIM, TISCO, TIDLOR, AEONTS ฯลฯ

• การเปิดประเทศกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยในช่วง 8 เดือนแรก มีจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยรวมกว่า 4.6 ล้านคน และท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) ยังเชื่อว่าตลอดปี 2565 จะผลักดันให้นักท่องเที่ยวเดิน ทางเข้ามาในประเทศไทย 10 ล้านคน แนะนำ AOT (BK:AOT) CENTEL

• ดัชนีความเชื่อมั่นการบริโภคและภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็น การสะท้อนถึงผู้บริโภคกลับมาใช้จ่ายโดดเด่นในปลายไตรมาสที่ 3รวมถึง โดยวาน นี้ ม.หอการค้าไทย เผยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) เดือน ส.ค. อยู่ ที่ระดับ 43.7 สูงขึ้นจากเดือน ก.ค. ซึ่งอยู่ที่ระดับ 42.4 (เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 3) ขณะที่ สภาอุตสาหกรรม ได้รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่น ภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค.อยู่ที่ระดับ 90.5 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 89.0 ในเดือน ก.ค. (เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 3) ประเด็นดังกล่าวน่าจะหนุนให้การบริโภตเพิ่มขึ้นได้ดี ในช่วง 3 ถึง 6 เดือนข้างหน้า แนะนำกลุ่มค้าปลีก HMPRO, CPALL,CRC และ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&D) M CBG

สรุป เศรษฐกิจไทยมีสัญญานฟื้นตัวต่อต่อเนื่อง ทั้งจากการเปิดประเทศกระตุ้นการ ท่องเที่ยว รวมถึงมาตรการภาครัฐช่วยเหลือประชาชน ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะส่งผลให้การ บริโภคภายในประเทศของไทยเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า แนะนำหลบความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ แนะสะสมหุ้น DOMESTIC CONSUMPTION PLAY ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น

คาดตลาดหุ้นไทยผันผวนน้อยกว่าตลาดต่างประเทศ CBG CKP BLA

ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงราว -4 ถึง -5% หลังเงินเฟ้อเดือน ส.ค. ออกมาสูงกว่าตลาดคาด โดยฝ่ายวิจัยฯ เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยก็น่าจะถูกกดดันด้วย Sentiment ดังกล่าวเช่นกัน แต่มี เกราะป้องกันทำให้ความเสี่ยงและผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ กล่าวคือ

1. ตลาดหุ้นอื่นๆ ยังปรับตัวลงน้อยกว่าตลาดหุ้นสหรัฐ คาดไทยก็เช่นกัน อาทิ ตลาดหุ้นยุโรปติดลบไม่ถึง 2% ตลาดหุ้นแถบเอเชียเช้านี้ ญี่ปุ่น -2.7%, เกาหลีใต้ -2.2% ต่ำกว่าตลาดหุ้นสหรัฐที่วานนี้ที่ปรับตัวลง -4 ถึง -5%

2. แรงกดดันการเร่งขึ้นดอกเบี้ยไทยยังช้ากว่าสหรัฐ หนุน MEYG ไทยยังกว้างกว่า มาก แม้วานนี้ความกังวลเงินเฟ้อกดดัน Bond Yield 2Y US ขึ้นแรง อยู่ที่ 3.74% แต่ Bond Yield 2Y ไทย ยังอยู่ระดับต่ำที่ 1.63% แสดงให้เห็นว่าแรงจูงใจในการ ย้ายเม็ดเงินไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัยในไทยยังน้อยกว่า หนุน MEYG ระหว่างตลาด หุ้นไทยกับตลาดตราสารหนี้ไทยยังกว้างกว่าสหรัฐมาก ในทางกลับกันแสดงให้เห็น ว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจในมุม Valuation อยู่

3. สถานะทางการเงินไทยยังแข็งแรง สะท้อนได้จากปัจจุบันทุนสำรองระหว่าง ประเทศไทยล่าสุดที่ 2.15 แสนล้านเหรียญ มีสัดส่วนต่อ GDP สูงถึง 43.1% สูง กว่าประเทศอื่นในประเทศเกิดใหม่ และยังสามารถรองรับการนำเข้าได้นาน 9 – 10 เดือน สูงกว่าประเทศเกิดใหม่อื่นๆ เช่นกัน ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าสถานะ การเงินไทยยังดูแข็งแรงเมื่อเที่ยบกับประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ช่วยหนุนให้ต่างชาติยัง มีโอกาสเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทยมากขึ้นได้

4. เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วง Recovery ประเทศพัฒนาแล้วอาจ Recession แรง หนุนเศรษฐกิจไทยทั้งจากนักท่องเที่ยวที่ทยอยเข้ามาเพิ่มขึ้นการการกระตุ้น เศรษฐกิจภาครัฐในปีหน้าที่น่าจะเน้นการลงทุนมากกว่าการเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจาก COVID-19 นอกจากนี้ IMF คาดว่า GDP66F ไทยมีโอกาสเติบโต สูงถึง 4% สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่เพิ่มขึ้นเพียง 1%

ปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้ยไทยมีโอกาสผันผวนน้อยกว่า ตลาดหุ้นโลก หากย่อตัวลงมาลึกถือเป็นโอกาสในการสะสม สำหรับกรอบการ เคลื่อนไหววันนี้ประเมิน 1645 – 1670 จุด แนะนำหุ้นพื้นฐานมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว หนุน CBG (ได้แรงหนุนจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น ขึ้นมา 3 เดือนติดต่อกัน), CKP (ได้แรงหนุนปริมาณน้ำที่สูงกว่าปกติ และยังเป็นช่วง High Season), BLA (Bond Yield สหรัฐปรับขึ้นแรง ราคา Laggard กลุ่ม)

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย