สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ร่วงท่ามกลางความวุ่นวายเรื่องภาษีของทรัมป์ รอผลประกอบการ Nvidia
ตัวเลขเงินเฟ้อ ส.ค.65 ของยุโรปออกมาที่ 9.1% สูงกว่าที่คาด ภาวะดังกล่าวทำให้ เกิดความกังวลว่า ECB จะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่แรงขึ้น ขณะที่ใน สหรัฐฯ ความกังวลในวงจรดังกล่าวยังมีต่อเนื่องหลังจากถ้อยแถลงของ ประธาน Fed ที่ Jackson Hole ซึ่งตลาดการเงินก็สะท้อนความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ย ขาขึ้นแรง ผ่านออกมาทางตัวเลข Inverted Yield Curve ซึ่งปัจจุบัน Bond Yield 2 ปี สูงกว่า 10 ปี 0.33% ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นใน ระยะนี้ สำหรับบ้านเราสถานการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัว โดย หากปี 2565 จะเติบโต 3% ในช่วง 2H65 ก็น่าจะโตไม่ต่ำกว่า 3.6% YoY ส่วนการ ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเชื่อว่า น่าจะค่อยเป็นค่อยไปในอัตรา 0.25% ต่อรอบและ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 1.25% ภาวะดังกล่าวน่าจะทำให้Fund Flow ยังไหลเข้า
SET Index น่าจะผันผวนในกรอบ 1630 – 1650 จุด และผ่านแนวต้านได้ยากขึ้น พอร์ตจำลองวันนี้ ให้ปรับน้ำหนัก โดยลด BEM ลงจาก 15% เหลือ 10% โดยนำ เงินซื้อ CKPเพิ่มจาก 5% เป็น 10% หุ้น Top Pick เลือกBLA, CKPและ HMPRO
INVERTED YIELD CURVE กับ RECESSION สหรัฐฯ เป็นตัวกดดัน ตลาดหุ้น แต่ไทยยังไม่เกิด หวัง FUND FLOW ไหลเข้า
แม้ประเด็นสงครามระหว่างรัสเซียยูเครนเบาลง แต่เรื่องของ Supply Shortage ยัง ต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไข บวกกับราคาสินค้าและพลังงานยังอยู่ระดับสูง นำไปสู่ ความกังวลต่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในระยะถัดไป สะท้อนได้จาก Bond Yield 10 ปี – 2 ปี ของสหรัฐฯ -33 Bps.(จุดต่ำสุด -49 Bps. ณ 9 ส.ค. 65 ) ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ เห็นสัญญาณดังกล่าว โดย Bond Yield 2 ปี ไทยยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.53% พร้อม กับยังห่างไกลกับสัญญาณ Inverted Yield Curve โดย Bond Yield 10 ปีไทย ยังสูง กว่า Bond Yield 2 ปีไทย ถึง +107 Bps.
โดยฝ่ายวิจัยฯ ทำการย้อนรอยหาความสัมพันธ์ระหว่าง Inverted Yield Curve กับตลาด หุ้นโลกและไทย ในช่วง 16 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐเคยเกิด Inverted Yield Curve 3 ครั้ง ใน ระยะยาว 9-14 เดือนข้างหน้า ก็เกิดวิกฤตต่างๆตามมา(Technical Recession) โดยมี รายละเอียดดังนี้
• ช่วงตันปี 2006 71 วัน (ก่อนวิกฤตซับไพรม์ )
• กลางปี 2006 ถึง กลางปี 2007 363 วัน (ก่อนวิกฤตซับไพรม์)
• ไตรมาสที่ 3 ปี 2019 29 วัน เป็นช่วงเกิดสงครามการค้าจีนสหรัฐ (ก่อนวิกฤตโค วิด)
ขณะที่ฝั่งยุโรป เพิ่งประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือน สค.65 ที่ 9.1%YoY(ทำสถิติสูงสุดใหม่)ซึ่ง สูงกว่าคาดที่ 9.0%YoY ซึ่งมาจากราคาพลังงานและอาหารเป็นหลัก
• ราคาพลังงานเป็นสาเหตุหลักของเงินเฟ้อโดยเติบโต 38.3%YoY แม้จะเพิ่มใน อัตราที่ลดลงเล็กน้อยจากเดือน ก.ค. ที่ 39.6%YoY
• สินค้าอาหาร แอลกอฮอล์ และยาสูบ เพิ่มขึ้น 10.6%YoY สูงกว่า เดือนก.ค. ที่ ระดับ 9.8%YoY โดยเป็นผลกระทบจากคลื่นความร้อนทั่วทั้งทวีป หรือภัยแล้ง
โดยธนาคารกลางยุโรปเริ่มส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุกมากขึ้น หลังอัตราเงินเฟ้อสูง กว่าเป้าหมายที่ตั้งกว่า 4 เท่า (เป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาว 2%) โดยคาดว่าจะมีการปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ย 0.5% หรือ 0.75% ในการประชุม 8 ก.ย. 65
ประเด็นดังกล่าวกดดันและทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยุโรป Underperform ตลาดหุ้นไทย ในช่วง 4 วันที่ผ่านมา โดย Nasdaq ปรับลง 6.5%, S&P ปรับลง 5.8%, Dowjones ปรับ ลง 5.4%, Euro Stoxx600 ปรับลง 4.2% แต่ SET ปรับตัวลงเพียง 0.3%
สรุป Invert Yield Curve ฝั่งสหรัฐฯ และ อัตราเงินเฟ้อฝั่งยุโรปที่ทำจุดสูงสุดใหม่ เป็น ตัวกดดันเศรษฐกิจฝั่งประเทศพัฒนาแล้วให้เกิด Recession ขณะที่ฝั่งประเทศกำลัง พัฒนาอย่างไทยยังอยู่ในช่วง Recovery หรือ เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวเด่นในช่วง 2H65 หนุนเป็นแรงจูงใจ Fund flow ต่างชาติมาพยุง SET Index ในช่วงต่อจากนี้ โดย วันนี้คาดกรอบการเคลื่อนไหวระดับ 1630 -1650 จุด
ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นเป็นหน่วยละ 4.72 บาท มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ย. -31 ธ.ค.65
ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แจ้งการปรับขึ้นค่าเอฟทีอีก 68.66 สต./หน่วย เป็น 93.43 สต.2565 จากงวดก่อนหน้าที่ 24.77 สต. ซึ่งเมื่อรวมกับค่า ไฟฟ้าฐานและค่าอื่นๆ จะทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยหน่วย 4.72 บาท (เดิมเฉลี่ยหน่วย ละ 4 บาท) โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กันยายน- 31 ธันวาคม
สำหรับภาพรวมการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (ft) ดังกล่าว ถือเป็นปัจจัยบบวกต่อกลุ่ม โรงไฟฟ้า SPP โดยเฉพาะ GPSC (BUY:FV@80B) ที่มีสัดส่วนส่วนขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้า อุตสาหกรรม (IU) ราว 26% และ BGRIM (BUY:FV ปี 66 @44.0B) ที่มีสัดส่วนส่วนขาย ไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ราว 23% ของรายได้จากขายไฟฟ้าโดยรวม ซึ่งจะเป็นส่วน ช่วยบรรเทาผลจากราคาต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงต่อเนื่องในช่วง 2H65 โดยสำหรับ GPSC ค่า ft ที่ปรับขึ้นทุกๆ 1 สตางค์ จะส่งผลให้บริษัทฯมีกำไรเพิ่มขึ้นราว 60 ล้านบาท/ปี ส่วนราคาก๊าซฯที่ปรับขึ้นทุกๆ 1 บาท/ล้านบีทียู จะส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไร ลดลงราว 30 ล้านบาท/ปี และในส่วนของ BGRIM ค่า ft ที่ปรับขึ้นทุกๆ 1 สตางค์ จะส่งผล ให้บริษัทฯมีกำไรเพิ่มขึ้นราว 21 ล้านบาท/ปี ขณะที่ราคาก๊าซฯที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 บาท/ล้าน บีทียู จะส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรลดลงราว 17 ล้านบาท/ปี
ทั้งนี้ แม้การปรับขึ้นค่า ft ในรอบดังกล่าวคาดจะยังไม่ได้ช่วยชดเชยผลของต้นทุนก๊าซ ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นแรงตามสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน และปริมาณก๊าซฯใน อ่าวไทยและพม่าที่ลดลงไปได้ทั้งหมด แต่ภาพรวมคาดจะช่วยให้อัตรากำไรในช่วง 2H65 ของกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ปรับตัวดีขึ้นจากช่วง 1H65 และคาดจะเริ่มทยอยกลับสู่ สภาวะปกติในช่วงปี 2566 ตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่คาดจะปรับตัวลงสู่ สมดุล supply และ demand ที่แท้จริง ดังนั้น ในส่วนของ GPSC และ BGRIM แม้ ภาพรวมกำไรในปี 2565 จะเห็นการปรับตัวลดลง YoY แต่คาดจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดของ ปีในช่วง 1Q65 มาแล้ว จึงแนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสมลงทุนรับการเติบโตในระยะ ยาว
สหรัฐกังวล RECESSION & ไทยกำลัง RECOVERY แนะ 7 หุ้นฟื้นตาม เศรษฐกิจกำไรเด่น
วานนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค. แม้ชะลอจาก เดือนก่อนหน้าเล็กน้อยตามการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับลดลง รวมถึงเกิด การหดตัวในการใช้จ่ายของภาครัฐ อย่างไรก็ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค. เริ่ม เห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากนักท่องที่ยวต่างชาติที่ทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หนุนค่าเงินบาทมี เสถียรภาพขึ้น
นอกจากจะเห็นแนวโน้มการฟื้นของเศรษฐกิจไทยที่ชัดเจน ทั้งในมุมมองของสำนัก เศรษฐกิจไทย คาด GDP65F เติบโต 3% - 3.5% แสดงว่าสัญญาณการฟื้นตัวต่อในช่วง 2H65 คาดไม่ต่ำกว่า 3.6%YoY และในมุมมองต่างชาติ อย่าง IMF ประเมิน GDP66F ของ ไทยเติบโตถึง 4% สวนทางกับเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (IMF คาด GDP66F โลกเติบโตเพียง 1.4%) โดยบางประเทศเข้าสู่ภาวะ Recession และบางประเทศ GDP Growth รายไตรมาสเริ่มติดลบ และบางประเทศส่งสัญญาณการชะลอตัวชัดเจน
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่โดดเด่นในมุมมองของนักลงทุนไทยและต่างประเทศ หนุนหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ Outperform เด่นในปีนี้ สะท้อน ได้จากดัชนี SETWB ให้ผลตอบแทนสูงมาก 7.46%ytd ตามมาด้วยหุ้นขนาดใหญ่ SET50 +0.56% ขณะที่ SET -1.13%ytd และ หุ้นขนาดเล็ก Underperform sSET -6.22%ytd
ดังนั้นสภาวะตลาดหุ้นไทยดูมีเสน่ห์มากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หนุนให้ฝ่ายวิจัยปรับระดับ ดัชนีเป้าหมายขึ้น ภายใต้ระดับ P/E 18 เท่า (แรงกดดันจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยต่ำกว่า ประเทศอื่นๆ) และยก EPS65F ขึ้นมาอยู่ที่ 96.1 บาทต่อหุ้น (แรงหนุนจากผล ประกอบการบริษัทจดทะเบียนงวด 2Q65 ที่สร้างจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับราว 3.5 แสนล้านบาท แนวโน้มกำไรยังดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากหุ้นที่อิงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ) ซึ่งทั้ง 2 ส่วนหนุนให้ Target SET Index ณ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 1730 จุด
ภาวะที่กล่าวมาทั้งหมด เชื่อว่าน่าจะขับเคลื่อนให้ Fund Flow ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยต่อ อีกทั้งปัจจุบันสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยทางตรงจากต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติไม่ ถึง 22% มีช่องว่างให้ไหลเข้ามาได้อีก หรือยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 26.2% อีกทั้งในอดีต 9 ปีที่ แล้ว ต่างชาติยังเคยถือครองสูงถึง 30.2%
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนเดือน ก.ย. 65 แนะนำทยอยสะสม 7 หุ้นกำไรไฉไลในช่วง 2H65 คาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด คือ TIDLOR, M, HMPRO, CK, CKP, PLANB, SCB (รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามอ่านได้ในบทวิเคราะห์ Invest+ ประจำเดือน ก.ย. ได้ภายในวันนี้)
ส่วน Top pick วันนี้เลือกหุ้นกำไรฟื้นเด่น CKP, HMPRO และหุ้นได้ประโยชน์ Bond Yield ขยับขึ้น BLA
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities
