KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และจีนปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาวิ่งสวนทางกัน โดย DJIA ปรับขึ้น แรงหลังตัวเลข Retail Sale ออกมาดีกว่าคาดขณะที่กรรมการ Fed บางท่านให้ ความเห็นว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้น่าจะอยู่ที่ 0.75% ขณะที่ตลาดหุ้นจีนปรับ ลงแรงบนความกังวลเรื่องเศรษฐกิจซึ่งล่าสุด GDP Growth งวด 2Q64 ออกมรต่ำ เพียง 0.4% YoY ขณะที่ช่วงที่ผ่านมาเห็นสัญญาณเชิงลบทางเศรษฐกิจปรากฎ ออกมาเป็นระยะ เราเชื่อว่าน้ำหนักของเศรษฐกิจจีนที่ออกมาทางลบน่าจะมีผลต่อ ตลาดหุ้นไทยมากกว่า การปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ภาพของ Fund flow ที่ไหลออกสะท้อนผ่านตัวเลข Net Sellและการเปิด Short ในตลาด Future ที่อยู่ระดับสูงก็เป็นอีกหนึ่งแรงกดดัน ส่วนประเด็นในบ้านเราสนใจเรื่องการกลับมา ระบาดแรงของ Covid-19 อีกรอบหนึ่ง แต่ก็ไม่น่าจะนำไปสู่การ Lockdown
คาด SET Index ยังอยู่ในภาวะผันผวนกรอบ 1515 – 1550 จุด พอร์ตจำลองให้ Cut Loss หุ้น SPALI น้ำหนัก 10% ให้ถือเป็นเงินสดสำรองเพิ่มเป็น 20% สำหรับ หุ้น Top Pick เลือก CPF, KBANK (BK:KBANK) และ GPSC
ตลาดหุ้นอาจ TECHNICAL REBOUND สั้นๆได้ แต่ภาพรวมยังวนเวียน อยู่กับความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
วันศุกร์ที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดหุ้นโลกมีการแยกฝั่งกันอย่างชัดเจน คือ ตลาดหุ้นสหรัฐ Outperform +2.15% แต่ตลาดหุ้นจีน Underperform -2.2% โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าอาจ TECHNICAL REBOUND สั้นๆได้ แต่ภาพรวมยังวนเวียนอยู่กับความกังวลเศรษฐกิจโลก ชะลอตัว โดยมีรายละเอียดดังนี้
แรงหนุนช่วงสั้น และแรงกดดันระยะถัดไปของตลาดหุ้นสหรัฐ เริ่มจากวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนี Dow Jones ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 2.15% (หลังจากปรับตัวลงติดต่อกันนานถึง 6 วันทำ การ) โดยดัชนีที่รีบาวน์ช่วงสั้นเกิดจาก ตัวเลขเศรษฐกิจ อย่าง Retail Sale เดือน มิ.ย. ขยายตัว 1% (สูงกว่าที่ตลาดคาด 0.8%) รวมถึงทางคณะผู้ว่าการ Fed บางส่วนกล่าว สนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในรอบถัดไป แต่ก็ไม่ปิดกั้นความคิดที่อาจจะขึ้นได้ ถึง 1% พร้อมจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจ และเปิดกว้างต่อการตัดสินใจควบคุมเงินเฟ้อ หนุนให้ ข้อมูลจาก CME Fedwatch Tool ล่าสุด พบว่ามีโอกาสที่ Fed จะเร่งขึ้นดอกเบี้ยในปลาย เดือน ก.ค. ถึง 1% ความน่าจะเป็นลดลงจาก 78% เหลือ 29.1% หรือส่วนใหญ่คาดว่ามี โอกาสขึ้น 0.75% ถือเป็นปัจจัยผ่อนคลายในช่วงสั้น
อย่างไรก็ตามหากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีขึ้น นักลงทุนก็อาจจะกลับมากังวลว่า Fed มี โอกาสเร่งขึ้นดอกเบี้ยได้อีกครั้ง ความไม่แน่นอนนี้น่าจะสร้างความผันผวนและวนเวียน จนถึงวันประขุม Fed วันที่ 27 ก.ค. 65
ความกังวลเศรษฐกิจจีนชะลอ นำไปสู่ IMF เตรียมการปรับคาดการณ์ GDP โลกลง โดย วันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีน หุ้นฮ่องกง ปรับตัวลงมาเกิน -2% หลังจีนรายงานตัวเลข GDP2Q65 ออกมาขยายตัวเพียง 0.4%yoy เป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดรองลงจากช่วงวิกฤต โควิดปี 2020 GDP -6.8%yoy และช่วงวิกฤต Subprime GDP +6.4%yoy สร้างความ กังวลเศรษฐกิจมีโอกาสชะลอจากการใช้มาตการ Zero Covid ที่ลากยาวออกมา ประกอบ กับเริ่มเห็นปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ อาทิ ปัญหาหนี้สินธุริกิจอสังหาฯ บางบริษัท ปัญหา สถาบันฯการเงินขนาดเล็ก เป็นต้น กดดันเศรษฐกิจโลกชะลอตาม เนื่องจากจีนเป็น ผู้บริโภคขนาดใหญ่อันดับต้นๆของโลก
ขณะที่ IMF เตรียมปรับประมาณการ GDP โลกลงเช่นกัน ล่าสุดนาย Ceyla Pazarbasioglu ผู้อำนวยการด้านกลยุทธ์นโยบายของ IMF ให้เหตุผลว่า ราคาอาหารและ พลังงานที่พุ่งสูงขึ้น การชะลอตัวของเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ การแพร่ระบาดอย่าง ต่อเนื่อง และการชะลอตัวในจีนทำให้ IMF เตรียมปรับลดคาดการณ์ GDP โลกในปีนี้จาก +3.6%ลงอย่างมีนัยสำคัญ ในรายงานครั้งหน้า
กลับมาที่ตลาดหุ้นไทย ยังอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนของการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และเป็นช่วงการรายงานผลประกอบการ 2Q65 ที่เผชิญปัญหาเงินเฟ้อ รวมถึงความกังวล ต่อการแพร่ระบาด COVID ในช่วงนี้ ขณะที่ Fund Flow ยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นไทย เช่นเดียวกับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ โดยต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยมาแล้ว 3 วันทำการกว่า 3 พันล้านบาท พร้อมกับ ชอร์ตสุทธิสัญญา SET50 Future 5 วันทำการ กว่า 7.7 หมื่นสัญญา
สรุปคือ ตลาดหุ้นไทยอาจฟื้นตัวได้ช่วงสั้นๆ ตามตลาดหุ้นโลก แต่ระยะถัดไปยังมี โอกาสผันผวนต่อกดดันดัชนีลงมาที่ 1500 จุดได้ ทั้งจากแรงกดดันทั้งภายในและ ภายนอก รวมถึง Fund Flow ยังไม่ได้กลับเข้ามาสนับสนุน ส่วนวันนี้ประเมินกรอบการ เคลื่อนไหวของ SET ที่ 1515 -1550 จุด
ราคาน้ำมันย่อตัว จากแรงกดดันทางฝั่ง SUPPLY และ DEMAND
แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกปัจจุบันได้ปรับตัวลดลงอยู่ในช่วงทำระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Nymex, Brent และ Dubai อยู่ที่ 97.6, 101.0 และ 100.8 เหรียญฯต่อบาร์เรล ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างต่อ เนื่องมาจากการที่ตลาดน้ำมันโลกเผชิญกับแรงกดดันจากความวิตกว่าเศรษฐกิจโลกมี แนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย และอาจทำให้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกปรับตัวลดลง ประกอบกับด้าน supply ยังมีประเด็นกดดันจากการประกาศเป้าหมายของเจ้าชายแห่ง ซาอุดิอาระเบียที่มีพระราชดำรัสต่อที่ประชุมอาหรับ-สหรัฐว่า เป้าหมายการผลิตน้ำมันของ ซาอุดิอาระเบียยังคงเป็นไปตามที่ประกาศไว้เมื่อเดือน พ.ค.65 ว่าจะเพิ่มเป็นสูงสุด 13 ล้าน บาร์รเลต่อวัน ภายในปี 2570 จากปัจจุบันผลิตอยู่ที่วันละ 10-11 ล้านบาร์รเล และจะไม่มี การเพิ่มมากกว่านั้น แต่ยังไม่ระบุระยะเวลาการผลิตเพิ่มว่าเมื่อไร ซึ่งการปรับตัวลงของ ราคาน้ำมันถือว่าสอดคล้องกับมุมมองของฝ่ายวิจัยก่อนหน้านี้ว่าหากปัญหารัสเซีย-ยูเครน รวมถึงการ sanction จากยุโรป มีการปรับตัวตอบรับไประดับหนึ่งแล้ว การปรับขึ้นของ ราคาน้ำมันน่าจะอยู่ในกรอบจำกัด ขณะที่ downside ยังเปิดกว้างจากด้าน supply ที่ พร้อมจะเพิ่มกำลังการผลิตได้ต่อเนื่อง
ติดตามงบธนาคารใหญ่สัปดาห์นี้
เข้าสู่ฤดูกาลประกาศงบกลุ่มธนาคารฯ โดย TISCO รายงานงบเมื่อ 14 ก.ค. 65 ที่ผ่านมา ออกมาดีกว่าฝ่ายวิจัยและ Bloomberg Consensus คาด แต่มาจากการวัดมูลค่าเงินลงทุน (FVTPL) ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมฯ ถูกกดดันจาก Capital market มากกว่าคาด ด้าน NPL / Loan เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาที่ 2.2% (คาด 2.25%) จาก 2.15% ณ สิ้นงวดก่อน (2.44% ณ สิ้นปีและ 2.74% ณ สิ้นงวด 2Q64) ทำให้งบการเงินของธนาคารที่จะประกาศ ในสัปดาห์นี้ต้องจับตา โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมฯ และ NPL ของ ธ.พ. ขนาดใหญ่ (วันสุดท้าย 21 ก.ค. 65 ได้แก่ KBANK, KTB และ SCB)
โดยฝ่ายวิจัยคาดกำไรสุทธิกลุ่มฯ (8 ธนาคาร) 2Q65 ที่ 5.1 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.5% QoQ (+2% YoY จาก ECL ลดลง แต่ Non – NII อ่อนตัวจาก BAY ที่ 2Q64 มีกำไรจาก การขายเงินลงทุนใน TIDLOR) เพราะรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non – NII) กลุ่มฯ ชะลอตัว ตามความผันผวนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง ส่วนรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ (NII) กลุ่มฯ คาดการณ์เพิ่ม 2% QoQ (+6% YoY) หนุนด้วยแนวโน้มสินเชื่อขยายตัวไปในทิศทาง เดียวกัน 1% QoQ (+6% YoY,+2% YTD) บนสมมติฐาน NIM ทรงตวจากงวดก่อนที่ 2.8% (2Q64 ที่ 2.8%) ด้านผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) กลุ่มฯ ทรงตัว QoQ (ลดลง YoY ทุกธนาคาร) เชื่อว่ายังอยู่ในการบริหารจัดการ อานิสงค์จากมาตรการ ปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว (Comprehensive Debt Restructuring - CDR หรือกลุ่มสี ฟ้า) ทำให้ ธ.พ. สามารถผ่อนผันการจัดชั้นลูกหนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2566 โดยภายใต้ CDR และ การเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เชื่อว่าทิศทาง NPL / Loan กลุ่มฯ ณ สิ้นงวด 2Q65 จะ ปรับเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประมาณ 0.1% จาก 3.8% ณ สิ้นงวดก่อน ทั้งนี้ ธ.พ. ที่ ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรเติบโตในเชิง QoQ ดีกว่าค่าเฉลี่ยนำโดย BBL (+4% QoQ,+16% YoY) และ KBANK (+3% QoQ,+30% YoY) ส่วนเติบโตสูงในเชิง YoY อาทิ KKP (-3% QoQ,+48% YoY) และ KTB (-14% QoQ,+26% YoY) รายละเอียดเพิ่มเติมตาม Industry update กลุ่มธนาคาร วันที่ 8 ก.ค. 65 “อดทนเวลาที่ฝนพรำ”
คงน้ำหนักลงทุนเท่าตลาด กลุ่มฯ ซื้อขายบน PBV ราว 0.6 – 0.7 เท่า มองว่าไม่แพง ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยช่วย Limit Downside ต่อประมาณการปี 2566 จึงเลือก ธ.พ. ใหญ่ อย่าง KBANK(FV@B174), BBL(FV@B152) และ KTB(FV@B16.1)
ความกังวลการแพร่ระบาดโควิด BA.4 และ BA.5 มีมากขึ้น
ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณะสุขยังได้มีการทำแบบจำลองการแพร่ระบาด Covid-19 คาดว่าจะเร่งตัวและทำจุดสูงสุดประมาณเดือน ก.ย. 65 กรณีประชาชนลดการสวม หน้ากากลงมากกว่า 50% ตัวเลขผู้ติดเชื้อมีโอกาสเร่งไปสูงกว่า 6 หมื่นรายต่อวัน แต่ถ้าใส่ หน้ากากป้องกันตามปกติ คาดว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจะไม่ถึง 4 หมื่นรายต่อวัน
ขณะที่ปัจจุบันคนเริ่มกลับมากังวลต่อการแพร่ระบาด COVID BA.4 BA.5 ขยายวงกว้างขึ้น โดยมีรายละเอียดความกังวลเพิ่มขึ้นดังนี้
1. จากผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างของ สธ. สัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งในประเทศตอนนี้เป็น การติดเชื้อ COVID สายพันธุ์BA.4 BA.5
2. โอมิครอน BA.5 ต้านทานวัคซีน mRNA มากกว่าสายพันธุ์อื่น 4 เท่า
3. โอมิครอน BA.2.75 แพร่เชื้อเร็วขึ้น สู้กับภูมิคุ้มกันเก่ง ติดซ้ำได้
4. สธ. นัดหารือ "ผู้ว่าฯกทม." 18 ก.ค.นี้ หลังยอดโควิดพุ่ง
ประเด็นดังกล่าวอาจจะกดดันหุ้นเปิดเมืองในช่วงสั้นๆได้ อาทิ หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว สายการ บิน สื่อนอกบ้าน เป็นต้น
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้ ยังคงแนะนำถือเงินสดบางส่วน และ Top pick เลือกหุ้นมี ปัจจัยบวกเฉพาะตัว KBANK (ได้ Sentiment ดอกเบี้ยขาขึ้น), GPSC (ราคาน้ำมันย่อ ตัวลง), CPF (ได้ประโยชน์บาทอ่อนค่า)
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








