ราคา Bitcoin วันนี้: ร่วงต่ํากว่า $70k เมื่อการเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกกระทบสินทรัพย์เสี่ยง
สำหรับเดือน เมษายน 2022
Theme: Play Defensive but Ready to Counter-Attack
Economic & Markets Review
ในเดือน มีนาคม ที่ผ่านมา ตลาดการเงินผันผวนหนัก โดยในช่วงต้นเดือนสินทรัพย์เสี่ยงเผชิญแรงเทขายจากผลกระทบสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ก่อนที่จะเริ่มรีบาวด์ขึ้นมาได้บ้างหลังเริ่มมีความหวังการเจรจาสันติภาพระหว่างสองทั้งและสถานการณ์สงครามไม่ได้บานปลายไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ทำให้โดยรวม ตลาดหุ้นใน
ฝั่ง Developed Markets ปรับตัวขึ้นได้กว่า +4.5% ส่วนในฝั่งตลาดหุ้น Emerging Markets ก็ปรับตัวลดลง -2.7% โดยในฝั่ง EM ตลาดหุ้นที่ปรับได้โดดเด่น คือ ฝั่ง LatAM ที่ได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์จากผลกระทบสงคราม ส่วนตลาดหุ้นจีนทั้ง A-Shares และ H-Shares ปรับตัวลงแรงกว่า -6% สวนตลาด EM อื่นๆ จากความเสี่ยง Regulation และปัญหาการระบาดของ COVID-19 ในจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ดี แม้ว่าตลาดการเงินจะผันผวนหนัก ทว่าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลก็เผชิญแรงกดดันจากความกังวลแนวโน้มการเร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลาง ส่งผลให้บอนด์ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกต่างปรับตัวสูงขึ้น ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในช่วงปลายเดือนจากความไม่แน่นอนของสงครามและการเจรจาสันติภาพ รวมถึงแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในฝั่งสหรัฐฯ หลังเกิดสัญญาณ Inverted Yields Curve ทว่าโดยรวมดัชนีตราสารหนี้ทั่วโลกปรับตัวลดลงกว่า -3% ทำให้สินทรัพย์ที่เรียกได้ว่า เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ (Safe Haven) ในเดือนมีนาคม คือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นมากกว่า 1% ส่วนสกุลเงินที่มีความเชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ อย่าง Australian Dollar (AUD) ก็ได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หนุนให้ AUD แข็งค่ามากกว่า 3% ในเดือนที่ผ่านมา

Figure1: ผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลก ในเดือนที่ผ่านมา และ นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2565

Figure2: ผลตอบแทนของดัชนีหุ้นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ในเดือนที่ผ่านมา และ นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2565

Figure3: ผลตอบแทนของตราสารหนี้ทั่วโลก และความเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10ปี ในเดือนที่ผ่านมา และ นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2565


Figure4: ผลตอบแทนของสินค้าโภคภัณฑ์และค่าเงินหลัก ในเดือนที่ผ่านมา และ นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2565
Investment Strategy
สำหรับในเดือนเมษายน แม้ยังคงมีความเสี่ยงจากทั้งความไม่แน่นอนของสงครามและแนวโน้มการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แต่เรามองว่าโอกาสในการลงทุนยังคงมีอยู่ โดยในภาวะที่ตลาดยังมีความผันผวนอยู่สูง เรายังคงแนะนำ เน้นกลยุทธ์เชิงรับ (Defensive) โดยเลือกลงทุนในหุ้นรายอุตสาหกรรมที่ยังคงได้รับอานิสงส์จากภาวะสงครามและความไม่สมดุลของตลาดสินค้าพลังงาน อาทิ หุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะเดียวกัน ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นก็อาจกดดันผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ทำให้นักลงทุนควรเน้นหุ้นในอุตสาหกรรมที่มี Pricing Power สูง อย่าง หุ้นกลุ่ม Healthcare ซึ่งข้อมูลในอดีตนับตั้งแต่ปี 1995 พบว่า หากตลาดเผชิญสภาวะเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอลงหรือซบเซาเป็นภาวะ Stagflation หุ้นกลุ่ม Healthcare สามารถให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นได้
นอกจากนี้ เรามองว่า นักลงทุนควรรอจังหวะในการ Buy on Dip หุ้นบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างมีคุณภาพ (Quality Growth) ซึ่งผลประกอบการจะเติบโตได้ดี แม้ว่าจะอยู่ในช่วงภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นและภาวะเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ เราคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นจีน โดยเน้น หุ้นจีน A-Shares เนื่องจากทางการจีนมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น พร้อมกับทยอยใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม และตลาดหุ้นจีนยังมีระดับราคา (Valuation) ที่ไม่แพงมาก โดยหุ้นจีน A-Shares มี forward P/E ราว 12.6 เท่า ซึ่งถูกกว่าตลาดหุ้นโลกที่มี forward P/E สูงกว่า 17 เท่า ส่วนตลาดหุ้นจีน H-Shares อาจมีโอกาสในการ Trading Buy ได้ หลังระดับราคาหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่ปรับตัวลดลงแรง แต่ในระยะยาว เรามองว่า หุ้นจีน H-Shares ยังมีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบหรือ Regulation risk อยู่ ทำให้นักลงทุนควรระมัดระวังการลงทุนในระยะยาว
Risk Factors to keep eyes on
ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรติดตามในเดือนนี้ ได้แก่ แนวโน้มนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะเฟด รวมถึงแนวโน้มสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง และปัจจัยเสี่ยงล่าสุด คือ ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ในจีน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในเดือนนี้
โดยในประเด็นแรกนั้น เรามองว่า ตลาดจะรอลุ้นว่า เฟดจะส่งสัญญาณหรือเปิดเผยรายละเอียดของการลดงบดุลของเฟดอย่างไร เนื่องจากตลาดได้รับรู้แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไปมากแล้ว แต่เหลือประเด็นการลดงบดุลที่ยังไม่แน่นอนและประเด็นดังกล่าวก็อาจกดดันให้ตลาดผันผวนได้ หากเฟดส่งสัญญาณพร้อมลดงบดุลในอัตราที่สูงกว่าในอดีตในเดือนพฤษภาคม
ส่วนปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน เรามองว่า สถานการณ์โดยรวมยังมีความอ่อนไหวและไม่แน่นอนอยู่สูง เพราะแม้ว่ารัสเซียจะถอนกำลังที่ปิดล้อมเมืองหลวงของยูเครน แต่ก็อาจเป็นการถอยเพื่อรวมกำลังกลับมาบุกโจมตีหนักได้ หรือ รัสเซียอาจเปิดการบุกโจมตีเมืองสำคัญติดชายทะเลหรือฝั่งตะวันออกมากขึ้น ซึ่งเป็นสมรภูมิที่รัสเซียมีความได้เปรียบและสามารถยึดครองพื้นที่ได้มาก
และประเด็นสุดท้ายที่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยได้ คือ ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ในจีน ที่ล่าสุดส่งผลให้ ทางการจีนต้องใช้มาตรการ Lockdown ในเมืองสำคัญ อย่าง เซี่ยงไฮ้ ทำให้ภาพการฟื้นตัวเศรษฐกิจอาจสะดุดลงในระยะสั้น อย่างไรก็ดี เรามองว่า ทางการจีนเริ่มมีการปรับแผนรับมือบ้าง ดังจะเห็นได้จากใช้ยาต้านไวรัส Paxlovid รวมถึง Molnupiravir ซึ่งจะช่วยลดภาวะวิกฤติด้านสาธารณสุขและอาจทำให้การใช้มาตรการ Lockdown ไม่ได้เข้มงวดเป็นเวลานานเหมือนการระบาดระลอกก่อนหน้า ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะหากได้แรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

Figure 5: ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อเดือนของหุ้นสหรัฐฯ รายอุตสาหกรรมในช่วงภาวะการเติบโตและอัตราเงินเฟ้อที่แตกต่างกัน ย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 1995
(ที่มา UBS)
