สรุป ราคาทองคําเช้านี้ยังทรงตัวรักษาระดับไว้ได้ โดยแกว่งตัวในกรอบ 1,799 27-1,807.71 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลงในวันนี้ ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจสหรัฐ หลังมีรายงานว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าคาดการณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ บริษัทไฟเซอร์ อิงค์ วางแผนที่จะยื่นเรื่องต่อ คณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐภายในเดือนส.ค.นี้ เพื่อขออนุมัติการใช้วัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Booster Shot) เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 หลังจากบริษัทพิจารณาหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วนั้นก็มีความเสี่ยงที่จะกลับมาติดเชื้อได้อีกในระยะเวลา 6 เดือน รวมทั้งพิจารณาถึงความเสี่ยงของไวรัสสายพันธุ์เดลตา | ที่กําลังแพร่ระบาดอย่างหนักในเวลานี้ โดยนายมิคาเอล ดอลสเต็น ประธานเจ้าหน้าที่ด้านวิทยาศาสตร์ของไฟเซอร์เปิดเผยว่า “วัคซีนของไฟเซอร์มีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดลตา แต่หลังจากที่ได้รับวัคซีนแล้ว 6 เดือน ก็มีความเสี่ยงที่จะกลับมาติดเชื้อได้อีก เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าภูมิต้านทาน (แอนติบอดี) ลด ต่ําลง ส่งผลให้แรง Take Profit ในตลาดทองคําไม่มากนัก และมีแรงช้อนชื่อกลับเข้าสู่ตลาดทองคําเป็นระยะ ด้านแนวโน้ม Gold Spot ประเมินว่า หากระหว่างวันหาก ราคาทองคําไม่หลุด 1,800-1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสดีดตัวขึ้น โดยหากยืนเหนือบริเวณ 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ (ระดับสูงสุดของวันก่อนหน้า) การขยับขึ้น จะมีแนวต้านถัดไปที่ 1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดโซนแนวรับแรก กรอบด้านล่างจะอยู่ที่ 1,783 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนํากลยุทธ์การลงทุน เปิดสถานะซื้อ โดย อาจใช้บริเวณ 1,800-1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุดให้ชะลอการเข้าซื้อไปยังโซนแนวรับถัดไปที่ 1,783 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด) ขณะที่หากราคาดีดตัว ขึ้นแนะนําทยอยแบ่งปิดสถานะทํากําไรตั้งแต่ราคา 1,818-1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์
คําแนะนํา เน้นเก็งกําไรซื้อขายระยะสั้นจากการแกว่งตัวโดย มีแนวรับบริเวณ 1,795-1,783 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคา ขยับขึ้นควรแบ่งขายทํากําไรบางส่วนหากราคาทองคําไม่ผ่านโซน 1,818-1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ
ข่าวสารประกอบการลงทุน
(+) ไฟเซอร์เตรียมขอ FDA ใช้วัคซีนกระตุ้นภูมิ หวั่นปชช.ติดเชื้อซ้ําในระยะ 6 เดือน บริษัทไฟเซอร์ อิงค์ วางแผนที่จะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ อาหารและยา (FDA) ของสหรัฐภายในเดือนส.ค.นี้ เพื่อขออนุมัติการใช้วัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Booster Shot) เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 หลังจาก บริษัทพิจารณาหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วนั้นก็มีความเสี่ยงที่จะกลับมาติดเชื้อได้อีกในระยะเวลา 6 เดือน รวมทั้งพิจารณาถึงความเสี่ยงของ ไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่กําลังแพร่ระบาดอย่างหนักในเวลานี้ นายมิคาเอล ดอลสเต็น ประธานเจ้าหน้าที่ด้านวิทยาศาสตร์ของไฟเซอร์เปิดเผยว่า รายงาน เมื่อไม่นานมานี้ที่ระบุว่าวัคซีนของไฟเซอร์มีประสิทธิภาพในการป้องกันลดลงในประเทศอิสราเอลนั้น ส่วนใหญ่พบว่าเป็นการติดเชื้อในประชาชนที่ได้รับ วัคซีนในช่วงเดือนม.ค.หรือก.พ. โดยกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลระบุว่า วัคซีนของไฟเซอร์มีประสิทธิภาพทั้งในการป้องกันการติดเชื้อและป้องกัน อาการเจ็บป่วย ลดลงเหลือเพียง 64% ในเดือนมิ.ย. "วัคซีนของไฟเซอร์มีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดลตา แต่หลังจากที่ได้รับ วัคซีนแล้ว 6 เดือน ก็มีความเสี่ยงที่จะกลับมาติดเชื้อได้อีก เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าภูมิต้านทาน (แอนติบอดี) ลดต่ําลง” นายดอลสเต็นกล่าว ความ เสี่ยงที่จะกลับมาติดเชื้อได้อีก เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าภูมิต้านทาน (แอนติบอดี) ลดต่ําลง” นายดอลสเต็นกล่าว
(+) ผลวิจัยชิลีชี้วัคซีนซิโนแวคมีประสิทธิภาพป้องกันโควิดต่ํากว่าวัคซีนไฟเซอร์ ผลการวิจัยล่าสุดซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The New England Journal of Medicine ระบุว่า วัคซีนของบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้น้อยกว่าวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ เมื่อมีการทดลองเปรียบเทียบการฉีด 2 โคสในประเทศชิลี ผลการวิจัยระบุว่า วัคซีน "โคโรนาแวค" จากบริษัทซิโนแวคของจีนมีประสิทธิภาพในการ ป้องกันโรคโควิด-19 เพียง 66% เมื่อเทียบกับวัคซีนของไฟเซอร์-บิออนเทคซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันสูงถึง 93% ผลการวิจัยยังพบว่า เมื่อมีการฉีด วัคซีนครบ 2 โดส วัคซีนของซิโนแวคมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตได้น้อยกว่าวัคซีนของไฟเซอร์ซึ่ง ใช้เทคโนโลยี mRNA โดยที่ผ่านมานั้น ชิลีมีการฉีดวัคซีนซิโนแวคให้กับประชาชนมากกว่า 10 ล้านคน ขณะที่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับประชาชนในจํานวนที่ น้อยกว่า 5 แสนคน ทั้งนี้ การวิจัยดังกล่าวได้จัดทําขึ้นในเดือนก.พ.จนถึงเดือนพ.ค.ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการตรวจพบไวรัสสายพันธุ์อัลฟาและแกมมา มากที่สุดในประเทศชิลี กระทรวงสาธารณสุขของชิลีเปิดเผยว่า ณ วันที่ 10 พ.ค. ทางกระทรวงได้ฉีดวัคซีนของบริษัทซิโนแวคให้กับประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปแล้วเกือบ 14 ล้านโดส ซึ่งเพียงพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนจํานวน 6.36 ล้านคน แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ชิลีได้ฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ บิออนเทคให้กับประชาชนเพียง 2.4 ล้านโดส
https://th.investing.com/currencies/xau-usd
กระทู้พูดคุยเกี่ยวกับราคาทองคำ SPOT
https://th.investing.com/currencies/xau-usd-commentary
บทความนี้จัดทำขึ้นโดย YLG Bullion International
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02-687-9888 กด 1 หรือเว็บไซต์ ylgbullion.co.th