ข่าวดีเงินเยียวยาจะช่วยพาตลาดหุ้นและน้ำมันดิบขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่ได้หรือไม่

เผยแพร่ 08/02/2021 12:09

แม้ว่ารายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของเดือนมกราคมเมื่อวันศุกร์ที่แล้วจะเติบโตได้น้อยกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ แต่ดัชนีหลักของสหรัฐฯ อย่างดาวโจนส์ เอสแอนด์พี 500 แนสแด็กและรัสเซล 2000 กลับสามารถปิดบวกส่งท้ายสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ได้ ดัชนีรัสเซลสามารถทำราคาปิดสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2020 ในขณะที่เอสแอนด์พี 500 ทำผลงานขาขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน

การที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรไม่สามารถเติบโตได้ดีกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ยิ่งเป็นการตอดย้ำให้เห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า $1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาขนาดไหน การที่ดัชนีหลักของประเทศเติบโตได้ดีสวนทางกับตัวเลขการจ้างงานแบบนี้หมายความว่าเงินที่หนุนตลาดขาขึ้นในปัจจุบันอาจนำไปสู่ความเสี่ยงภาวะฟองสบู่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสวนทางกับมูลค่าของดอลลาร์สหรัฐ

การรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (NFP) ของเดือนมกราคมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมากลายเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดการณ์สองครั้งติดต่อกัน ก่อนหน้านี้ตัวเลขการจ้างงานในเดือนธันวาคมลดลง 227,000 ตำแหน่งและในเดือนมกราคมที่พึ่งรายงานไปพบว่ามีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 49,000 ตำแหน่งพลาดตัวเลขคาดการณ์ 50,000 ตำแหน่งไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากที่ได้ทราบตัวเลขดังกล่าวแล้ว โจ ไบเดนประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐฯ ได้อาศัยโอกาสนี้กล่าวเร่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวางนโยบายว่า

“ไม่แน่ว่าสิ่งที่พวกเรากำลังดำเนินการกันอยู่อาจน้อยเกินไปก็ได้”

ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าโจ ไบเดนต้องการพลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอย่างมากไม่ว่าพรรครีพับลิกันจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม จากคำพูดนี้ทำให้เราประเมินว่าตลาดลงทุนอาจได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในเร็วๆ นี้ และจะเป็นนโยบายที่สอดคล้องไปกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ การแจกจ่ายวัคซีนและเร่งความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนชาวอเมริกันซึ่งคิดเป็น 70% ของ GDP ประเทศ

ถึงตัวเลขการจ้างงานฯ จะออกมาน่าผิดหวัง แต่ดัชนีหลักที่ได้พูดถึงไปก่อนหน้านี้รวมถึงแนสแด็ก 100 กลับสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้หมดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดด้วยการปรับตัวขึ้น 1.3% ห่างจากจุดสูงสุดตลอดกาลเมื่อวันที่ 20 มกราคมเพียงเล็กน้อยเท่านั้นSPX Daily

แม้ดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะปรับตัวขึ้นต่อจริง แต่ก็มีราคาปิดปรับตัวลดลง ที่น่าจับตามองมากกว่านั้นคืออินดิเคเตอร์อย่าง MACD และ RSI ต่างเริ่มวิ่งไปในทิศทางที่แตกต่างกับราคาปัจจุบันแล้ว หรือที่ในวงการเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า “ไดเวอร์เจนต์ (Divergence)”

หุ้น GameStop (NYSE:GME) ที่เป็นสมรภูมิสงครามระหว่างนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยปรับตัวขึ้น 19.2% เมื่อวันศุกร์หลังจากแอปพลิเคชันการลงทุนชื่อดังโรบินฮู้ด (Robinhood) นำมาตรการบังคับการซื้อหุ้นออก แต่เมื่อเทียบกับขาลงที่ลงมาจากจุดสูงสุด $325 เหลือ $261 นั้น การปรับขึ้น 19.2% แทบไม่ได้แสดงการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เชื่อได้ว่านักลงทุนรายย่อยจะกลับมามีกำลังได้อีก

หุ้น Pinterest (NYSE:PINS) กระโดดขึ้น 5.3% แตะจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลเพราะตัวเลขรายงานผลประกอบการสามารถเอาชนะตัวเลขคาดการณ์ที่ $645.66 ล้านเหรียญสหรัฐไปได้ กำไรที่แอปพลิเคชันปักหมุดไอเดียสามารถทำได้ในครั้งนี้คือ $705.62 ล้านเหรียญสหรัฐ 

ตรงกันข้ามกับหุ้น Pinterest หุ้นบริษัทผู้ประกอบกิจการให้เช่าเครื่องออกกำลังกายอย่าง Peloton (NASDAQ:PTON) กลับปรับตัวลดลง 5.9% หลังจากทางบริษัทประกาศว่ากำลังประสบปัญหาไม่สามารถจัดหาอุปกรณ์ออกกำลังกายมาตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้ นี่คือการส่งสัญญาณเตือนว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นในการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2020 ที่พึ่งผ่านไปอาจหดตัวในการรายงานตัวเลขรอบหน้าPTON Daily

จากการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะเห็นว่าหุ้น Peloton กำลังสร้างรูปแบบหัวไหล่ (Head & Shoulder) โดยมีแนวรับอยู่ที่ 139.75 จุดซึ่งเป็นแนวรับที่เกิดจากจุดสูงสุดของวันที่ 16 ตุลาคม หากราคาสามารถวิ่งลงมาจนหลุดแนวรับนี้ได้ เราอาจได้เห็นราคาร่วงลงไปถึง 120 จุด

ค่าส่วนต่างระหว่างกราฟผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปีกับกราฟผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีได้มีการขยายตัวออกอย่างมีนัยสำคัญเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนับตั้งแต่ปี 2017 นอกจากคู่ 2 ปีและ 10 ปีแล้ว เรายังพบว่ากราฟผลตอบแทนฯ อายุ 5 ปีและ 30 ปีก็ห่างกันมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 UST 10:2 Daily Spread

โดยปกติแล้วกราฟผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อนักลงทุนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ จะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่การเพิ่มขึ้นของกราฟผลตอบแทนฯ ในอีกทางหนึ่งหมายความว่าอัตราเงินเฟ้อก็กำลังเพิ่มขึ้นด้วย จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดทำให้นักลงทุนตัดสินใจฝากเงินเอาไว้กับกราฟผลตอบแทนฯ ที่มีอายุน้อยกว่าจนกว่าพวกเขาจะได้เห็นกราฟผลตอบแทนระยะยาวที่มีเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนมากกว่านี้

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคมโดยการอ่อนค่าครั้งนี้ปรับตัวลดลงมา 0.5%DXY Daily

นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่าการอ่อนค่าลงมาครั้งนี้เกิดจากการปิดคำสั่งซื้อขายเมื่อทำกำไรหลังจากที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง การปรับตัวลดลงมาครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ยังขึ้นไปไม่ถึงเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน ถึงกระนั้นแนวรับของกราฟดัชนีดอลลาร์สหรัฐก็ถือว่าแข็งแกร่ง เพราะตอนนี้ราคามีแนวรับที่เกิดจากเส้นเทรนด์ไลน์ขาลงและเส้น neckline ของรูปแบบหัวไหล่ (Head & Shoulder) หากแนวรับทั้งสองสามารถพยุงราคาเอาไว้ได้ กราฟดัชนีดอลลาร์สหรัฐมีโอกาสขึ้นไปถึง 92.00 จุดและ 95.00 จุดตามลำดับ

การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น แต่เมื่อเทียบกับขาลงในวันพฤหัสบดีแล้ว ขาขึ้นครั้งนี้หากจะเรียกว่าเป็นเพียงการย่อขึ้นมาเล็กน้อยก็ไม่ผิดนักGold Daily

ขาลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วได้ปรับตัวลดลงลงต่ำกว่าจุดต่ำสุดของรูปแบบธงเมื่อวันที่ 19 มกราคม นอกจากนี้ อินดิเคเตอร์ MACD ก็ได้ส่งสัญญาณการปรับตัวลงต่อออกมาแล้ว สัญญาณทั้งหมดนี้ยังไม่มีอะไรบ่งบอกว่าขาขึ้นที่ดีดกลับขึ้นมานั้นจะสามารถกลายเป็นขาขึ้นที่ดีได้ในระยะสั้น

ราชาสกุลเงินดิจิทัลบิทคอยน์ปรับตัวขึ้นอีก 16.6% จนสามารถกลับขึ้นมาแตะ $40,000 ได้อีกครั้ง มีราคาปิดห่างจากจุดสูงสุดตลอดกาลเมื่อวันที่ 8 มกราคมเพียง 1.1% เท่านั้นในขณะกำลังเขียนบทความอยู่ แม้จะปรับตัวกลับลงมาวิ่งอยู่ต่ำกว่า $40,000 แต่ขาขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นจากนักลงทุนสถาบันและรายย่อยที่หนีมาจากการร่วงลงของหุ้นเกมสต๊อป การเข้าถือบิทคอยน์เป็นการชั่วคราวเพราะไม่รู้ว่าจะนำเงินไปลงกับสินทรัพย์ตัวไหนนั้นทำให้กราฟราคาบิทคอยน์ปรับตัวสูงขึ้น

BTC/USD Daily

จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค เราเชื่อว่ากราฟบิทคอยน์กำลังมุ่งหน้าขึ้นสู่ $50,000 เพราะเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นได้ตัดเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวในอินดิเคเตอร์ MACD ขึ้นเรียบร้อย ส่วน RSI ก็ยังแสดงให้เห็นว่ามีพื้นที่ให้สามารถปรับตัวกลับขึ้นไปได้อีกมากเมื่อเทียบกับยอดก่อนหน้า

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีก 1.5% เมื่อวันศุกร์ที่แล้วทำให้ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมับดิบได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วทั้งสิ้น 8.9% ขาขึ้นครั้งนี้นับเป็นขาขึ้นที่มากที่สุดตั้งแต่เดือนตุลาคม สาเหตุที่ราคาน้ำมันสามารถขึ้นมาได้ขนาดนี้เป็นเพราะความหวังที่มีต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ การกระจายวัคซีนที่ยังคงเดินหน้าต่อไปและการลดกำลังการผลิตน้ำมันจากกลุ่ม OPEC+Oil Daily

จากการทะลุกรอบราคาไซด์เวย์ของราคาครั้งนี้ทำให้เราเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปยัง $60 ต่อบาร์เรลได้ ปัจจัยที่สนับสนุนขาขึ้นของตลาดน้ำมันดิบมีความคล้ายคลึงกับปัจจุยหนุนราคาตลาดหุ้นซึ่งก็คือความเชื่อว่าเศรษฐกิจกำลังจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ในความเห็นของเราแล้วโลกคงไม่สามารถกลับไปเป็นอย่างเดิมได้โดยเร็วตราบใดที่เรายังเห็นการอัดเงินเข้าระบบเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากขนาดนี้

ข่าวเศรษฐกิจประจำสัปดาห์ (เวลาทั้งหมดถูกคำนวณเป็น EST)

วันอังคาร

07:00 (สหรัฐฯ) รายงานภาพรวมตลาดพลังงานระยะสั้นจาก EIA

10:00 (สหรัฐฯ) รายงานตัวเลขจำนวนงานที่เปิดรับสมัครจาก JOLT: คาดว่าจะลดลงจาก 6.52M เป็น 6.400M

 

วันพุธ

08:30 (สหรัฐฯ) รายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน: คาดว่าเพิ่มขึ้นจาก 0.1% เป็น 0.2%

10:30 (สหรัฐฯ) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง: คาดว่าจะลดลงจาก -0.994M เป็น -2.808M

 

วันพฤหัสบดี

07:00 (สหรัฐฯ) รายงานประจำเดือนจากกลุ่ม OPEC

08:30 (สหรัฐฯ) รายงานตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก: คาดว่าจะลดลงจาก 779K เป็น 750K

11:00 (สหรัฐฯ) รายงานนโยบายการเงินจากธนาคารกลางสหรัฐฯ

 

วันศุกร์

02:00 (สหราชอาณาจักร) รายงานตัวเลข GDP: คาดว่าตัวเลขแบบ YoY จะเพิ่มขึ้นจาก -8.5% เป็น -8.1% และตัวเลขแบบ QoQ จะลดลงจาก 16.0% เป็น 0.5%

02:00 (สหราชอาณาจักร) รายงานตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม: คาดว่าจะคงที่อยู่ที่ 0.7%

05:30 (รัสเซีย) ผลการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางรัสเซีย: คาดว่าจะคงที่อยู่ที่ 4.25%

ความคิดเห็นล่าสุด

🙏🙏🙏 Thank very much ❤❤❤
Thank you very much for your honest analysis. That allows investors to not be careless, in turn, in the midst of relief, but help to remind and tell weakness. Strengths to acknowledge and follow the bit. Waiting. No worries. The index keeps hitting high. Make investors worry Please believe it, thank you very much.
การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย