ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มักนำมาซึ่งโอกาสซื้อที่ดี Barclays กล่าว
หลังจากที่ได้เขียนบทความแนะนำแนวทางในการลงทุนหากตลาดไม่เป็น V-Shape และไวรัสโควิดยังต้องอยู่กับเราไปอีกหลายปี และทางเราก็ได้แนะนำกองทุน ETF ที่ลงทุนด้วยกลยุทธ์ Covered Call Strategy หรือการขาย Call Option เข้ามาเพิ่มผลตอบแทนทางการลงทุนหากตลาดจะต้องเป็น Sideway ไปอีกซักพัก
ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ Inbox ถามคำถามเรื่องกองทุนต่างๆเข้ามานะครับ ขอบคุณที่ให้ความสนใจแต่ขอโทษที่ทางเราอาจให้รายละเอียดได้ไม่มากเพราะว่าทางเราไม่ได้เป็นผู้แนะนําการลงทุน
แต่วันนี้อยากจะมาอธิบายสั้นๆถึงความแตกต่างกันของกองทุนทั้ง 3 ประเภทข้างต้นนี้ โดยถึงแม้จะมีความคล้ายกันมากจนหลายคนสับสน แต่มันก็มีความแตกต่างที่ชัดเจนในตัวของมัน และทำไมส่วนตัวผมจึงเลือกลงทุนด้วยกองทุน ETFs
จุดประสงค์ของกองทุนมีไว้เพื่ออะไร ?
จุดประสงค์หลักของกองทุนนั้นมีไว้เพื่อไม่ต้องให้นักลงทุนทุกคนใส่ไข่ทุกใบไว้ในตระกร้าเดียวกัน (Don't Put all your eggs in one basket)
ถ้าเรามีความมั่นใจในธุรกิจใดธุรกิจนึง มีเวลาศึกษามันอย่างดี ต้องการจะซื้อหุ้นของบริษัทนั้นอย่างเดียว เราก็คงไม่ต้องพึ่งกองทุน...
แต่ถ้าใครไม่มีเวลามาศึกษาหุ้นรายตัว แต่มองว่ากลุ่มธุรกิจหรือแนวโน้มเศรษฐกิจจะโตโดยรวม การซื้อหุ้นตัวเดียวก็อาจจะเสี่ยงไป เพราะหุ้นที่ขึ้นอาจจะไม่ใช่หุ้นตัวนั้นหรือในทางกลับกันถ้าธุรกิจหุ้นตัวนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่คาด ผลตอบแทนของเราก็อาจจะเสี่ยงติดลบได้ถ้าลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียว
การซื้อหุ้นหลายๆตัว ในกลุ่มธุรกิจเดียวกันหรือจากต่างกลุ่มธุรกิจก็ตามจึงเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน หรือการกระจายไข่ไปใส่ไว้ในตระกร้าหลายๆใบนั้นเอง เมื่อตระกร้าใบไหนตกไป อย่างน้อยไข่เราก็ยังไม่แตกหมดทุกใบ
แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า... การกระจายซื้อหุ้นหลายๆตัวนั้นต้องใช้เวลานานและมีต้นทุนสูงสำหรับคนๆเดียวจะทำได้...
กองทุนจึงได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ และสามารถทำให้นักลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้โดยที่ไม่ต้องเสียเวลามาก ไม่ต้องมานั่งกดซื้อหุ้นหลายๆตัว (บางกองทุนมีหุ้นเกือบร้อยตัว ถ้าต้องกดซื้อเองคนตายแน่ๆ) คอยติดตามผลตอบแทนของหุ้นแต่ละตัว คอยคำนวนผลตอบแทนรวมต่างๆ โดยคราวนี้สามารถกระจายความเสี่ยงได้โดยซื้อกองทุนเพียงกองเดียวและติดตามผลตอบแทนจากแค่ตัวเลขรวมเลขเดียวครับ
กองทุนในทุกวันนี้นั้น มีอยู่ 3 ประเภทหลักๆ
1.Mutual fund หรือกองทุนรวม
ต้องเริ่มที่กองนี้ก่อนเพราะว่าเป็นกองทุนที่มีมาอยู่นานมากที่สุด มีมาเกินกว่า 100 ปีแล้วเริ่มมาตั้งแต่ปี 1800s โดยคำอธิบายสั้นๆของกองทุนรวมในสมัยก่อนคือ การนำเงินจากหลายๆผู้ลงทุนมารวมกันและบริหารจัดการด้วยผู้บริหารคนเดียวหรือกลุ่มเดียว เพราะแน่นอนว่าไม่ใช่นักลงทุนทุกๆคนจะมีความรู้ในตลาดดีเท่าๆกัน เพราะฉะนั้นหากมีการนำเงินมารวมกันก็ควนให้คนที่มีความสามารถที่สุดเป็นผุ้บริหารดีกว่า ทำให้อาชีพ Fund Manager จึงเกิดขึ้นมา และจะเป็นผู้มีอำนาจในการเลือกซื้อขายหุ้นในกองทุแต่เพียงผู้เดียว
ข้อดี - ของกองทุนนี้นั้นแน่นอนว่า ผู้ซื้อสามารถกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งซื้อหุ้นหลายๆตัวหรือทำรายการซับซ้อนเยอะแยะ และมีมืออาชีพคอยดูแลผลตอบแทนให้ตลอดเวลา
ข้อเสีย - แต่ข้อเสียก็ชัดเจนคือ ในเมื่อเราต้องพึ่งมืออาชีพอย่าง Fund Manager มาบริหารให้เรา จึงมีต้นทุนค่าตัวของผู้จัดการกองทุนสูง โดยปกติแล้วกองทุนรวมจะมีธรรมเนียมคิดเป็น 1% หรือมากกว่าขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในการลงทุนเลย แต่ส่วนใหญ่เราจะโดนคิดธรรมเนียมทุกๆปีทำให้ระยะยาวนั้นผลตอบแทนอาจหดหายไปเยอะ
การบริหารกองทุนแบบนี้เราเรียกว่า “Active management” คือ บริหารกองทุนแบบเลือกหุ้นที่ดีที่สุดและตั้งเป้าว่าผลตอบแทนรวมจะชนะตลาด
2. Index fund หรือกองทุนดัชนี
กองทุนดัชนีรวมนั้นโดนจัดตั้งขึ้นมาครั้งแรกโดย Jack Bogle ในปี 1970s เพราะเขาเหนื่อยกับการต้องมานั่งเสียเงินให้กับผู้จัดการกองทุนรวม โดยวิธีการแก้ไขของเขานั้นง่ายๆมาก ทุกๆอย่างนั้นคล้ายกับ Mutual Fund กองทุนนี้ยังมีหุ้นอยู่หลายๆตัวและยังเป็นการกระจายความเสี่ยงอยู่ แต่วิธีการเลือกหุ้นคือซื้อหุ้นทั้งหมดทุกตัวใน Index ที่ต้องการจะล้อผลตอบแทน เช่นดัชนีหุ้นบ้านที่ทุกคนคุ้นก็อาจคือ SET50, SET100 โดยจะซื้อตามสัดส่วนตลาดจริงเป๊ะๆ ไม่มีการคัดเลือกหุ้น ไม่มีการทำ “Active management” ทำให้ไม่จำเป็นต้องเสียเงินให้กับ Fund Manager การบริหารแบบนี้เราเรียกว่า "Passive Management"
ข้อดี - ทำให้ลดค่าธรรมเนียมไปได้มากๆเลย บางกองทุน Index Fund อาจจะเหลือค่าธรรมเนียมเพียง 0.05% ก็เป็นได้
ข้อเสีย - ผลตอบแทนจะได้เท่ากับเฉลี่ยตลาดจะไม่มีโอกาสได้ดีกว่า (แต่ก็ไม่น้อยกว่า) และอีกข้อเสียนึงที่เหมือน Mutual Fund คือ ทั้ง 2 กองทุนนี้ยังทำการซื้อขายได้เพียงวันละหนึ่งครั้ง เราสามารถซื้อหรือขาย 2 กองทุนนี้ได้ที่แค่ราคาปิดของวันเท่านั้น ทำให้อาจขาดสภาพคล่องในการรับมือกับตลาดในยามที่ผันผวน
3.ETF กองทุน Exchange Traded Fund
นี่คงเป็นกองทุนที่ผมพูดถึงบนเพจมากที่สุด เพราะว่าเป็นกองทุนที่ใหม่และมีข้อดีมากที่สุดในมุมมองของผม โดยกองทุน ETF นั้นจะคล้ายๆกับกองทุน Index Fund เพียงแต่ เราไม่ต้องมานั่งรอราคาปิดรายวันเพื่อซื้อขาย แต่ ETF นั้นจะมีราคาให้ซื้อขายกันตลอดเวลาที่ตลาดเปิด เราจะเห็นราคามูลค่ารวมของกองทุนวิ่งขึ้นลงตลอดเวลาเหมือนราคาหุ้นเลย
และข้อดีอีกข้อของ ETF ที่เกือบคล้ายกับ Mutual Fund คือ ถึงแม้จะไม่ได้จ้างผู้บริหารกองทุน (Fund Manager) มาบริหารตอลดเวลาและมีธรรมเนียมที่ต่ำ แต่มีหลายๆ ETF ที่พยายามตั้งเป้าให้ผลตอบแทนรวมจะชนะตลาด ก่อนจะซื้อ ETF นั้นเราควรศึกษาให้ดีว่ากองทุนนั้นตั้งกลยุทธ์ในการลงทุนอย่างไร เพราะรายละเอียดจะแตกต่างกันมากในแต่ละกอง
ETF ส่วนใหญ่นั้นอาจจะซื้อหุ้นล้อตามผลตอบแทนของ Index ดัชต่างๆ แต่ยังมี ETF อีกจำนวนมากที่ผู้บริหารกองทุนคัดสรรหุ้นที่ดีที่สุดแล้วมาประกอบกันเป็นตระกร้าให้เราซื้อ โดยหากเราเชื่อฝีมือการเลือกของหัวหน้ากองทุนเหล่านี้เราก็อาจจะสามารถทำผลตอบแทนชนะตลาดได้โดยไม่เหนื่อยและไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมที่แพง
แต่จุดที่ดีไปกว่านั้น คือบางกองทุน ETF อาจนำเครื่องมืออนุพันธ์อื่นๆเข้ามาผสมผสานในกลยุทธ์เพื่อที่จะเร่งผลตอบแทนได้ด้วย !
โดยผู้ซื้อกองทุนไม่จำเป็นต้องมานั่งปวดหัวกับการเทรดรายวันหรือการใช้กลยุทธ์ที่เราไม่คุ้นเคย ยกตัวอย่างเช่น BuyWrite ETFs ที่เราได้แนะนำไปเมื่อวานนี้ ก็โดนจัดทำขึ้นมาให้กับนักลงทุนที่มีมุมมองว่าตลาดจะขึ้นช้าๆแบบมี Limit Upside ไม่ต้องเหนื่อยไปนั่งขาย Call Option เอง หรือยังมีกองทุน ETF อีกจำนวนมากที่นำ Algorithm มาช่วยเทรดเพิ่มผลตอบแทนของกองทุนด้วย
ถ้าเข้าใจกลไกของ ETF เป็นอย่างดีแล้ว ผมแทบจะมองไม่เห็นข้อเสียของกองทุนชนิดนี้เลย นอกเสียจากว่าการที่ราคาวิ่งขึ้นลงตลอดเวลาอาจทำให้ผู้ลงทุนตื่นตระหนกเกิดไป แล้วเกิดความรู้สึกอยากจะเก็งกำไรราคากองทุนมากกว่าการมองเป็นการลงทุนระยะยาว แต่ถ้าเราเข้าใจในจุดนี้ดีแล้ว มันย่อมจะไม่ใช่ข้อเสียซะทีเดียว และต่างชาติก็นิยมกองทุนชนิดนี้เป็นอย่างมากด้วย
และนี่ก็คือบทสรุปในความแตกต่างของ 3 กองทุนหลักๆที่ทุกท่านอาจได้ยินบ่อยๆครับ
บทวิเคราะห์นี้เผยแพร่ครั้งแรกที่เพจ Oil Trading - ทันตลาดน้ำมันและเศรษฐกิจโลกกับ KP
