ราคา Bitcoin วันนี้: ดิ่งต่ํากว่า $71k เมื่อการเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกกระทบสินทรัพย์เสี่ยง
พ.ร.ก. กู้เงินมาเร็วกว่าคาด รัฐบาลกลับมาใส่เกียร์อัดฉีดเงินอีกครั้ง
วานนี้เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พ.ร.ก. 5 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจาก COVID-19 โดยในส่วนของ พ.ร.ก. เงินกู้1 ล้านลบ. ของกระทรวงการคลังถือว่า มาเร็วกว่าที่คาด เป็นไปได้สูงที่จะเริ่มอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ต้น พ.ค. 63 ทำให้ไม่เกิด Overhang ด้านงบประมาณเหมือนที่เราประเมินก่อนหน้านี้ส่วน พ.ร.ก. ออกซอฟท์โลน ของ ธปท. จะช่วยลดแรงกดดันต่อกลุ่มสถาบันการเงิน ขณะที่การจัดตั้งกองทุน BSF ที่เปิด ช่องให้ธปท. ซื้อหุ้นกู้ในตลาดรองได้เราประเมินว่าจะยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้ระบบการเงิน รวม โดยในส่วนของการปะเมินผลกระทบ เราคาดตลาดตราสารหนี้อาจถูกดึงเม็ดเงินไปรอซื้อพันธบัตรรัฐบาลอยู่บ้าง แต่ไม่น่ากังวลเพราะเป็นลักษณะทยอยกู้ส่วนตลาดหุ้น เรามองเป็นบวกต่อกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค CPF/ CPALL/ OSP/ CBG/ INTUCH/ DTAC/ GPSC/ BEM และ กลุ่มแบงก์ BBL/ SCB ขณะที่ ผลกระทบทางอ้อม คาดว่าการกู้เงินในประเทศของ กระทรวงการคลังจะหนุนดอกเบี้ยให้ขยับขึ้น และเงินบาทจะแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป
วานนี้เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกำหนดที่ได้รับโปรดเกล้าฯ 5 ฉบับ ได้แก่
(1) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 1 ล้านลบ. เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับ ผลกระทบจาการรระบาดของ COVID-19
(2) ให้ ธปท. ช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 วงเงิน 5 แสนลบ.
(3) ให้ ธปท. จัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ (BSF) วงเงิน 4 แสนลบ.
(4) การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการประชุมผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการบริษัท
(5) กำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป 5 ลบ. ไปจนถึง 10 ส.ค. 64
ประเด็นที่น่าสนใจและมีผลกระทบต่อการการเงิน
(1) พ.ร.ก. เงินกู้ของกระทรวงการคลัง 1 ล้านลบ. ถือว่ำ ประกาศในราชกิจจาฯเร็วกว่าที่เราคาด 2 สัปดาห์ ทำให้ กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินได้ทันทีจึงอาจไม่เกิด Overhang ด้านงบประมาณในช่วง 2 สัปดาห์แรก ของ พ.ค. 63 ตามที่เราประเมินก่อนหน้านี
(2) แผนใช้เงิน 1 ล้านลบ. มีความชัดเจนมากขึ้น แบ่งเป็น 3 ด้าน (2.1) ด้านสาธารณสุขในการจัดาอุปกรณ์ สถานที่ และค่าเสี่ยงภัยบุคลากรการแพทย์ 4.5 หมื่นลบ. (2.2) เยียวยาประชาชน เกษตรกร และภาคธุรกิจ 5.55 แสนลบ. (3) ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนลบ.
(3) วงเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตั้งไว้สูงถึง 5.55 แสนลบ. ถ้าอิงเงินชดเชยเดือนละ 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือน จะช่วยเหลือได้มากถึง 37 ล้านคน แต่ถ้าขยายระยะเวลาอีก 3 เดือน เป็น 6 เดือน จะช่วยเหลือได้ 18.5 ล้านคน ใกล้เคียงกับจำนวนแรงงานนอกระบบสิ้นปี 2562 ที่มีราว 20.3 ลานคน จากจำนวนผู้มีงานทำทั้งสิ้นราว 37 ล้าน คน โดยรัฐบาลได้เปิดช่องให้สามารถนำเงินส่วนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนลบ. มาเติมส่วนที่ต้องใช้เยียวยา 6 แสนลบ. หากจำเป็น ทำให้กรอบการช่วยเหลือประชาชนหลังจากนี้จะทั่วถึงมากขึ้น
(4) พ.ร.ก. เพื่อออกซอฟท์โลน 5 แสนลบ. ของ ธปท. จะช่วยลดลงแรงกดดันต่อสถาบันการเงินสำหรับการปล่อยสินเชื่อในช่วง 6 เดือนข้างหน้า โดยนอกจากสินเชื่อมีโอกาสขยายตัว รัฐบาลจะช่วยรับผิดชอบความเสียหาย 70% ของยอดกันสำรองส่วนเพิ่ม หากยอดหนี้ไม่เกิน 50 ลบ. และ 60% ของยอดกันสำรองส่วนเพิ่ม หากยอดหนี้เกิน 50 ลบ. นอกจากนี้ยังชะลอการชำระหนีใ้ห้ผู้ประกอบการรายละไม่เกิน 100 ลบ. โดย ธปท. จะออกเกณฑ์เพื่อไม่ให้ผู้ที่ขอชะลอหนี้กลายเป็น NPL
(5) พ.ร.ก. เพื่อจัดตั้งกองทุน BSF 4 แสนลบ. โดยเป็นการลงทุนแบบ top up ในหุ้นกู้ที่ออกขายตลาดแรกเพื่อ rollover มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงกว่า Investment grade และมีการจัดหาเงินทุนได้ไม่น้อยกว่่ 50% ที่น่าสนใจคือ ธปท. ได้เปิดช่องในการเข้าซื้อหุ้นในตลาดรองหากมีความจำเป็นด้วย ซึ่งเราประเมินว่าจะ ยิ่งหนุนให้ตลาดตราสารหนี้มีเสถียรภาพมากขึ้น
ผลกระทบต่อตลาดการเงินระยะสั้น อาจถูกดึงเม็ดเงินบ้าง แต่ระยะถัดไปเป็นบวก
เราประเมินผลกระทบต่อตลาดการเงินดังนี้ (1) ตลาดตราสารหนี้ อาจถูกดึงเม็ดเงินจากการออกพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำไปใช้ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ของกระทรวงการคลัง 1 ล้ำนลบ. อยู่บ้าง แต่คาดผลกระทบไม่มาก เพราะเป็น การทยอยกู้ไปจนถึง 30 ก.ย. 64 ส่วนการจัดหาเงินทุนของ ธปท. จะใช้แหล่งเงินภายในที่มีวัตถุประสงค์ในการบริหาร สภาพคล่องให้กับตลาดการเงินอยู่แล้ว โดย ธปท. มียอดคงค้างพันธบัตรที่ออกไว้ก่อนหน้ำนี้สูงถึง 3.1 ล้านลบ. . (2) ตลาดหุ้น เรามองบวกจากเม็ดเงินเยียวยาที่มีโอกาสเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ พ.ค. 63 ซึ่งจะดีต่อกลุ่มที่ เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค เช่น ค้าปลีก เกษตร อาหารเครื่องดื่ม สื่อสาร โรงไฟฟ้า ขนส่ง รวมถึงสถาบันการเงินที่ จะช่วยลดลงแรงกดดันด้านการชะลอตัวของสินเชื่อและ NPL (3) ตัวแปรทางการเงินอื่น ถ้าอิงอดีตช่วง กระทรวงการคลังกู้เงินปี2552 (ซับไพร์ม) และปี2555 (น้ำท่วม) ผลที่ตามมาจะหนุนดอกเบี้ยในตลาดเงิน ให้เพิ่มขึ้น และเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Yuanta Securities
