เราไม่ได้เห็นการวิ่งขึ้นอย่างมหาศาลขนาดนี้ของสกุลเงินดอลลาร์นับตั้งแต่วิกฤตทางการเงินในปี 2008 แล้ว แค่ประโยคนี้ก็เพียงพอสำหรับคำอธิบายแล้วว่าทำไมดอลลาร์ถึงทำผลงานได้ดีมากนัก ทั้งๆ ที่ตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อในอเมริกายังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าสถานการณ์โควิด-19 ในครั้งนี้จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลให้กับสหรัฐฯ แต่ถึงกระนั้นตัวเลข GDP ของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกยังคงจะออกมาแย่กว่าสหรัฐฯ อยู่ดี ประเทศอื่นๆ ที่ค้าขายกับสหรัฐฯ จะไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วตราบที่เมื่อหลักๆ อย่างแคลิฟอร์เนีย เท็กซัส นิวยอร์กและเพนซิลวาเนียซึ่งคิดเป็น 35% ของ GDP สหรัฐฯ ทั้งหมดยังคงถูกคำสั่งปิดเมืองอยู่เช่นนี้ ในขณะที่ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 3.3% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สกุลเงินยูโรกลับปรับตัวลดลง 3.5% สกุลเงินเยนลดลง 2.25% เช่นเดียวกับปอนด์และออสเตรเลียดอลลาร์ที่ลดลงตัวละ 4% และเกือบ 5% ตามลำดับ
สัปดาห์ที่แล้วเราได้เห็นว่ารัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างพากันออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างมากมาย แม้ว่าความพยายามของพวกเขาพอจะพยุงตลาดการลงทุนเอาไว้ได้บ้างในสัปดาห์ที่แล้วแต่เรามองว่าขาขึ้นที่เกิดจากการพยุงเหล่านั้นจะยืนอยู่ไม่ได้นาน ในสัปดาห์หน้ายอดตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานอาจเพิ่มขึ้นจะแตะระดับล้านคนได้ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโคโรนา การพักงานและการเลิกจ้างงานจะสร้างความเสียหายและผลกระทบกับตัวเลขยอดขายปลีกและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสแรกของปี 2020 จะต้องออกมาลดลงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ นี่คือสาเหตุว่าทำไมขาขึ้นในตลาดหุ้นจะอยู่ได้ไม่นาน
คำถามที่เราอยากให้คุณผู้อ่านให้ความสนใจในสัปดาห์นี้คือ “ดอลลาร์สหรัฐจะยังคงอยู่ในสถานะสกุลเงินที่ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สำรองและยังขึ้นต่อได้อยู่หรือไม่” คำตอบของเราคือ “ใช่...อาจจะพอเป็นไปได้อยู่” ตราบเท่าที่ยังไม่มีการแทรกแซงทางการเงิน จากมุมมองของนโยบายทางการเงินเราวิเคราะห์ว่าตอนนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ไม่เหลือทางเลือกมากนัก อัตราดอกเบี้ยก็เหลือ 0%-0.25% แล้ว QE และการอุ้มกองทุนทางการเงินก็ทำแล้ว ดังนั้นเราเชื่อว่าในสัปดาห์นี้จะไม่ได้เห็นข่าวใหญ่ที่จะสามารถหยุดขาขึ้นของดอลลาร์ได้จากทางเฟดอีก
กฏหมายเยียวยาของทรัมป์จะสามารถผ่านสภาได้อย่างรวดเร็วและยิ่งผ่านได้เร็วเท่าไหร่ดอลลาร์จะยิ่งปรับตัวสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นในปฏิทินเศรษฐกิจสัปดาห์นี้ยังไม่มีข่าวสำคัญใดที่จะกระทบกับดอลลาร์ได้มากนัก ที่นักลงทุนต้องจับตาดูในสัปดาห์นี้ก็จะมีรายงานยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน ตัวเลข GDP และดัชนีวัดบรรยากาศของผู้บริโภคจากมหาลัยมิชิแกนที่ปรับปรุงตัวเลขแล้ว
ความเสี่ยงเดียวที่ดอลลาร์มีก็คือการแทรกแซงสกุลเงินของกลุ่ม G7 เพราะการทะยานขึ้นของดอลลาร์ทำให้เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ต้องปรับตัวลงสู่จุดต่ำสุดใหม่ ธนาคารกลางของประเทศบราซิลและนอร์เวย์จะต้องเร่งหามาตรการมาพยุงค่าเงินของตนเองไว้ มีความเป็นไปได้มากกว่าเหตุการณ์ต่อไปที่อาจจะเกิดขึ้นคือการร่วมมือกันมากขึ้นในระดับโลกซึ่งหากเกิดขึ้นจริงนักลงทุนจะเทขายดอลลาร์และไม่ซื้อเพิ่ม แม้ว่าการแทรกแซงค่าเงินจากธนาคารกลางจะไม่สามารถช่วยพยุงค่าเงินไว้ได้นานแต่ก็จะช่วยลดความวิตกกังวลและพอจะทำให้ตลาดหุ้นในประเทศตัวเองปรับตัวขึ้นไปได้บ้าง