ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
ปัจจัยใดที่จะสามารถผลักดันให้ราคาน้ำมันในตลาดสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน?
เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ทวีตข้อความว่าการเจรจราทางการค้ากับจีนเป็นไปอย่างราบรื่นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ตลาดน้ำมันก็เกิดการตอบสนองอย่างรวดเร็วทันที โดยภายในเวลา 14.00 น. ก็สามารถปรับตัวขึ้นได้ 1.5% หลังจากนั้นก็มีรายงานข่าวตามมาว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงบางส่วนร่วมกันได้แล้ว ซึ่งถือว่าทำให้สงครามการค้าคลี่คลายลงและพร้อมสำหรับการเปิดเจรจารอบใหม่ต่อไป
ประธานาธิบดีเปิดเผยว่า การบรรลุข้อตกลงในเบื้องต้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมายังจำเป็นจะต้องมีการติดตามต่อใน “ช่วงที่หนึ่ง” ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้า
กราฟราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัสรายชั่วโมง
แน่นอนว่าตลาดน้ำมันก็ย่อม ตื่นเต้น กับความคืบหน้าในผลการเจรจาทางการค้าดังกล่าว เช่นเดียวกันกับที่ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะ ระงับ แผนการขึ้นภาษีจาก 25% เป็น 30% กับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 250,000 ล้านเหรียญที่มีกำหนดใช้ในสัปดาห์นี้เอาไว้ก่อน ทำให้ราคา น้ำมันดิบเบรนท์ ปิดตลาดได้สูงกว่าราคาปิดของวันศุกร์ที่ $60 ต่อบาร์เรล
ตัวเลขทางเศรษฐกิจยังคงส่งผลกระทบกับราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนจะถึงวันอังคารที่ผ่านมา ปฏิกิริยาในตลาดน้ำมันที่มีต่อความคืบหน้าของผลการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเริ่มลดน้อยลง ข้อมูลด้านศุลกากรจากจีนเปิดเผยว่า ปริมาณการนำเข้าปรับลดลงไปติดต่อกันเป็นเดือนที่ห้า และข้อมูลความสามารถในการทำกำไรของโรงงานในจีนก็ปรับลดลงด้วยเช่นกัน
การที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลงไป 1.15% และราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับลดลง 1.5% เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ผลการเจรจาทางการค้าในช่วงแรกจะลุล่วงไปได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะมาชดเชยตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ยังย่ำแย่ได้
กราฟราคาน้ำมันดิบเบรนท์รายชั่วโมง
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสก็ปรับลดลงอีกครั้งหลังจากที่มีรายงานตัวเลขข้อมูลจากสถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ออกมาซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดปกติหนึ่งวันเนื่องจากวันจันทร์เป็นวันหยุดชดเชยวันโคลัมบัส รายงานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำมันดิบสำรองในสหรัฐฯ มีปริมาณสูงขึ้นค่อนข้างมาก (เกิน 10 ล้านบาร์เรล) อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงนั้นคิดเป็นจำนวนเล็กน้อยเพียงประมาณ 0.3% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่ายังมีความกังวลเกิดขึ้นกับรายงานขององค์กรข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ที่กำลังจะประกาศออกมาในวันพฤหัสบดีว่าจะมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากขึ้นด้วยหรือไม่
การที่ตลาดมีการกลับตัวอย่างรวดเร็วหลังจากที่สหรัฐฯ กับจีนสามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกันได้นั้นทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปัจจัยใดที่จะสามารถผลักดันให้ราคาน้ำมันในตลาดปัจจุบันสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน?
ปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน
เมื่อพิจารณาในเชิงภูมิศาสตร์การเมือง คำถามดังกล่าวได้รับการตอบเอาไว้แล้วในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เมื่อบริษัทอรามโกสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์กลับคืนมาได้อย่างรวดเร็วหลังจากที่โรงกลั่นน้ำมันของตนถูก โจมตีจนทำให้ราคาน้ำมันที่เคยปรับตัวสูงขึ้นถึง $9 กลับมายืนในระดับเดิมได้ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์ การที่ราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นไปอย่างต่อเนื่องยาวนานได้นั้นน่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีอภิมหาสงครามครั้งใหญ่ที่มีการยิงขีปนาวุธโจมตีทางอากาศกับโรงกลั่นน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเลยทีเดียว ดังนั้นการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันไม่กี่ลำที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงเหตุความไม่สงบในทะเลแดงล่าสุด จึงส่งผลกับราคาน้ำมันได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
ในสหรัฐฯ กระแสการต่อต้านการขุดเจาะน้ำมัน กำลังเป็นเรื่องที่นางอลิซาเบธ วอร์เรน ผู้ลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครตกำลังให้การส่งเสริมนั้น อาจเป็นการจำกัดปริมาณการผลิตน้ำมันและแก๊สในสหรัฐฯ จนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างยั่งยืนได้ สถานการณ์เช่นนี้แม้จะเป็นไปได้ แต่ก็มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดขึ้นได้ในทำนองเดียวกันกับสถานการณ์ที่กล่าวข้างต้นนั่นเอง
สิ่งที่จะมีโอกาสเกิดขึ้นในช่วงสามสัปดาห์ต่อจากนี้ก็คือข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในช่วงที่หนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าจะมีการเจรจาในรายละเอียดที่มากขึ้นในครั้งต่อๆ ไปตามมาอีก และน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกทั้งสองประเทศน่าจะสามารถเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันได้ในที่สุด
ปัจจัยสุดท้ายที่น่าจะช่วยผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งขึ้นต่อได้คือ ข้อตกลง Brexit ระหว่างอังกฤษกับสหภาพยุโรป ราคาน้ำมันจะตอบสนองในด้านที่ดีได้ก็ต่อเมื่อความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดจาก Brexit สามารถผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นแล้วเท่านั้น
