สงครามการค้าส่งผลดีกับราคาทองคำจนอาจขึ้นแตะระดับ $1600 ได้จริงหรือ?

เผยแพร่ 16/10/2019 12:14

ราคาสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้ากลับมายืนที่ระดับ $1,500 ได้อีกครั้งก่อนที่จะปรับลดลงไปในช่วงก่อนปิดตลาดที่นิวยอร์คเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในขณะที่ทองคำแท่งก็ยังทรงตัวเตรียมพร้อมกับการปรับตัวขึ้นในวันอังคารหรือในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ต่อไป

นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สงครามการค้าส่งผลกับราคาสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงอย่างทองคำ และนักลงทุนทั่วโลกต่างก็เห็นพ้องกันในเรื่องนี้โดยแทบไม่มีใครสงสัย

แต่สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้จะดีกับทองคำจริงหรือ? ที่สำคัญกว่านั้นคือ ราคาทองคำจะขึ้นไปแตะที่ระดับ $1,600 หรือสูงกว่านั้นได้ภายในก่อนสิ้นปีนี้หรือไม่? นักลงทุนที่เชื่อมั่นในทองคำต่างต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

การที่จะตอบคำถามดังกล่าวได้ เราจำเป็นที่จะต้องย้อนกลับไปดูข้อมูลราคาและความสัมพันธ์ของทองคำกับภาวะสงครามการค้าที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอีกครั้งเสียก่อน

Gold Weekly TTM

กราฟราคาทองคำรายสัปดาห์ในช่วง 12 เดือนล่าสุด

ข้อเท็จจริงคือ สงครามการค้าส่งผลกับราคาทองคำได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ

เมื่อย้อนกลับไปในเดือนมกราคมปี 2018 ในช่วงที่สงครามการค้าเริ่มต้นขึ้นแรกๆ การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการทางภาษีกับสินค้าประเภทแผงโซลาร์เซลล์และเครื่องซักผ้าที่มาจากจีนดูเหมือนว่าจะไม่มีความรุนแรงมากมายนัก จากนั้นทรัมป์ก็ประกาศเรียกเก็บภาษีอัตรา 25% สำหรับเหล็ก และ 10% สำหรับอลูมิเนียม ที่มาจากจีน

สงครามในรอบถัดๆ มาเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของปี 2018 ยาวมาจนถึงเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน เมื่อนับถึงวันนี้ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ 464 ตั้งแต่เกิดสงครามการค้าขึ้นอย่างเป็นทางการ สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีเฉพาะกับสินค้าจากจีนไปแล้ว 550,000 ล้านเหรียญ ส่วนจีนก็ตอบโต้โดยการเรียกเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ ไปแล้ว 185,000 ล้านเหรียญเช่นกัน

ทีนี้เราจะมาดูที่ราคาทองคำในรอบ 20 เดือนที่ผ่านมากันบ้าง ตลอดปี 2018 ทองคำยังคงมีราคาต่ำกว่าระดับ $1,300 ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม และลดลงไปอยู่ที่ระดับ $1,200 ในเดือนตุลาคม ช่วงที่ราคาลดลงมากที่สุดเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนจนถึงกันยายนปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามการค้ามีความตึงเครียดมากที่สุดนั่นเอง ส่วนในปีนี้นั้น ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ราคาทองคำสามารถขยับตัวขึ้นทำลายสถิติสูงสุดในรอบหกปีที่ระดับเกือบ $1,560 แต่จากนั้นมาราคาก็ขยับตัวได้ในกรอบแคบๆ เท่านั้น

ส่วนหนึ่งที่ทำให้เป็นเช่นนั้นอาจเกิดจากการเทขายทำกำไรออกมาเนื่องจากระดับราคาอาจอยู่สูงเกินมูลค่าจริงไปแล้วก็เป็นได้เช่นกัน แต่กระแสข่าวหลักๆ ที่เราได้ยินในช่วงนี้คือ สหรัฐฯ กับจีนใกล้จะบรรลุข้อตกลงกันได้แล้ว รวมทั้งข้อตกลง Brexit ก็ใกล้ที่จะเป็นความจริงขึ้นมาทุกทีแล้วเช่นกัน เมื่อบทสรุปของเรื่องราวความขัดแย้งของสองฝ่ายใกล้จะจบลงด้วยดี สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างทองคำจึงไม่น่าสนใจอีกต่อไป นั่นคือสิ่งที่เราได้ยินมาจากตลาดในช่วงนี้

แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น

จีนเริ่มได้รับผลกระทบจากการนำทองคำไปใช้เป็นเครื่องประดับ

กระแสข่าวที่เราไม่ค่อยทราบกันก็คือ สภาพเศรษฐกิจของจีนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ายังทำให้ปริมาณความต้องการซื้อทองเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง รวมทั้งการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ปรับลดลงตามไปด้วย

ปัจจุบันจีนยังเป็นประเทศที่มีการซื้อทองคำแท่งรายใหญ่ที่สุดของโลกอยู่ เฉพาะในเดือนกรกฎาคม ธนาคารกลางของจีนซื้อทองคำไปทั้งสิ้นเกือบ 10 ตัน ทำให้มีทองคำสำรองในระบบอยู่ถึง 62.26 ล้านออนซ์ หรือคิดเป็นเกือบ 1,945 ตัน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ภาคธุรกิจกลับมีความต้องการใช้ทองคำลดลง แม้ว่าความต้องการซื้อทองคำไปใช้ทำเครื่องประดับของจีนในปี 2018 จะมีสูงขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจนสามารถทำลายสถิติในรอบสามปีได้ที่ 672.5 ตัน แต่เฉพาะในไตรมาสที่สี่เพียงไตรมาสเดียว ความต้องการใช้กลับลดลงถึง 3%

นายฟาวาด ราซักซาดา นักวิเคราะห์ด้านเทคนิคเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์และสกุลเงินจาก Forex.com เขียนไว้ในรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า

“แม้ว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนใกล้จะยุติลง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีเสมอไป เนื่องจากความต้องการถือครองทองคำแท่งของจีนและประเทศอื่นๆ ก็ยังอาจผลักดันให้ราคาสูงขึ้นต่อไปได้”

ปัจจัยอีกเรื่องหนึ่งที่ส่งผลเสียต่อราคาทองคำในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งวัดจากค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินอื่นๆ อีก 6 สกุลนั้น ปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 2 ปีครึ่ง ไปอยู่ที่ระดับ 99.33 ในเดือนกันยายน และยังเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะดูน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับทองคำซึ่งปรับขึ้นมาได้ถึง 13% จนทำลายสถิติสูงสุดในรอบหกปีได้ แต่ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาก็เป็นปัจจัยทีส่งผลกระทบกับราคาทองคำได้ไม่น้อย

เป็นไปตามที่ที่ปรึกษาจาก Sunshine Profits กล่าวไว้ว่า

“ทิศทางของราคาทองคำไม่เป็นไปตามทฤษฎี กล่าวคือ สงครามการค้านั้นกลายเป็นการส่งผลในเชิงลบกับราคาทองคำ เนื่องจากเป็นการทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นจนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของทองคำ”

อย่าเพิ่งดูถูกว่าราคาทองคำจะขึ้นไม่ถึง $1,600 ได้ในตอนนี้

ผมยังเชื่อมั่นว่าทองคำจะขึ้นไปแตะระดับ $1,600 หรือมากกว่านั้นได้ภายในสิ้นปีนี้ และในปี 2020 ก็อาจจะปรับขึ้นไปทำลายสถิติใหม่ได้เหนือระดับ $1,900 ด้วยซ้ำไป

การคาดการณ์ของผมมีเงื่อนไขอยู่ว่า เฟดน่าจะมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปี 2019 ลงอีกถึงสองครั้ง และทั้งสองครั้งจะต้องปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อยครั้งละ 25 จุดเบสิส ทำให้การปรับลดรวมทั้งสิ้นตลอดทั้งปีนี้อยู่ที่ 100 จุดเบสิส หากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดแต่ละครั้งในเดือนตุลาคมและธันวาคมสามารถทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นไปได้คราวละ $50 ก็จะทำให้ราคาทองคำขึ้นไปแตะระดับ $1,600 ได้

ผมยังสงสัยอยู่ว่าสหรัฐฯ กับจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันภายในปีนี้โดยไม่เกิดข้อพิพาทระหว่างทั้งสองประเทศขึ้นมาอีกได้จริงหรือ แม้ว่าผมจะอธิบายไปแล้วว่าสงครามการค้านั้นจะทำให้ความต้องการทองคำลดลง แต่ก็อาจจะมีผู้แย้งว่าการที่สงครามการค้ายังไม่จบสิ้นนั้นเป็นการช่วงพยุงราคาทองคำไว้ต่อไปได้

นายแอนดี เฮคท์ ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์จาก Investing.com แสดงความคิดเห็นให้ฟังว่า การที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกปรับลดลง น่าจะทำให้เกิดความต้องการถือครองทองคำมากขึ้น ความผันผวนของสงครามการค้า รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับอิหร่าน, Brexit และการยื่นไต่สวนทรัมป์เพื่อปลดจากตำแหน่งนั้นต่างก็เป็นปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้เกิดการซื้อทองคำอย่างกะทันหันขึ้นได้ทั้งสิ้น

นายเฮคท์ยังเสริมด้วยว่า “ผมคงไม่แปลกใจหรอก หากวันไหนที่ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นราคาทองคำขึ้นไปทำลายสถิติสูงกว่า $1600 ต่อออนซ์”

นายราซักซาดาจาก forex.com ได้เสนอเหตุผลทางเทคนิคประกอบกับปัจจัยทางกายภาพว่าเหตุใดทองคำจึงน่าจะทะลุระดับ $1,600 ขึ้นไปได้ภายในเดือนธันวาคม

เขากล่าวว่าเมื่อพิจารณาจากกราฟราคาทองคำรายสัปดาห์จะเห็นว่า เส้นดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (RSI) กำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวจากจุดที่ราคาสูงกว่ามูลค่าจริงได้มากกว่าการเคลื่อนไหวของราคา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่ดีว่าทองคำกำลังทรงตัวอยู่ใกล้ระดับสูงสุดโดยยังไม่น่าจะปรับลดลง

เขายังสังเกตเห็นว่ากองทุนรวมดัชนีทองคำและกองทุนอื่นๆ ที่คล้ายกันทั่วโลกมีมูลค่าการลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 3.9 พันล้านเหรียญในเดือนกันยายนจนทำให้ปัจจุบันมีการถือครองทองคำสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 2,808 ตัน ซึ่งสูงกว่าระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2012 ในช่วงที่ราคาทองคำมีการซื้อขายกันอยู่ใกล้ระดับ $1,700

เขากล่าวว่าหากกองทุนรวมดัชนีทองคำได้รับความเชื่อมั่นมากขนาดนี้ ทองคำก็น่าจะไต่ขึ้นได้อีกอย่างน้อย $200 จากราคาปัจจุบัน

นายราซักซาดากล่าวว่า

“ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาในรอบ 12 เดือนล่าสุด มีจำนวนถึง 8 เดือนที่ราคาปรับตัวขึ้นได้จนสามารถทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 6 ปี ทะลุผ่านแนวต้านและเส้น MA ทั้งหลายไปได้อย่างราบคาบ”

“ดังนั้นจากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด เราเชื่อว่าในช่วงต่อจากนี้ไปราคาจะยังปรับตัวสูงขึ้นได้”

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย