Google วางแผนยุติการผลิต Pixel ในจีนภายในปี 2027
ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของ Netflix (NASDAQ:NFLX) (NASDAQ:NFLX) มากพอสมควรเลยทีเดียว หุ้นของบริษัทร่วงลงไปมากที่สุดติดหนึ่งในห้าของกลุ่มบริษัททางด้านเทคโนโลยีซึ่งรวมถึง Amazon.com (NASDAQ:AMZN) และ Apple (NASDAQ:AAPL) (NASDAQ:AAPL) ด้วย
การที่ราคาปรับลดลงไปอย่างมากในครั้งนี้ทำให้นักลงทุนต่างสงสัยว่าช่วงนี้จะเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อหรือว่าเป็นสัญญาณของราคาขาลงในระยะยาวสำหรับบริษัทผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิงรายนี้กันแน่ หลังจากตลอดสิบปีที่ผ่านมาดูเหมือนกับหุ้นของบริษัททำผลงานได้ดีกว่าหุ้นตัวอื่นๆ เกือบทั้งหมดในกลุ่มเทคโนโลยีได้ด้วยซ้ำไป
การตอบคำถามข้อมูลปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อพิจารณาตลาดวิดีโอสตรีมมิงปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอย่างในปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนที่คาดหวังให้หุ้นของ Netflix พุ่งขึ้นต่อก็คือการปรับตัวลดลงของราคาในครั้งนี้ยังคงทิศทางเดิมต่อไป และกลยุทธ์การเข้าซื้อเมื่อราคาตกนั้นเริ่มใช้ไม่ได้แล้ว
ตัวอย่างที่เห็นก็คือ หลังจากที่ Netflix รายงานผลประกอบการ ในครั้งล่าสุดออกมา หุ้นของบริษัทก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาเป็นเวลาห้าสัปดาห์ติดและลดลงไปมากพอสมควร โดยตั้งแต่นั้นก็มีการปรับลดลงไปมากกว่า 19% ซึ่งแตกต่างจากคราวก่อนๆ ที่เวลาราคาหุ้นตกก็จะมีผู้สนใจเข้าซื้อเพื่อผลักดันให้ราคาสูงขึ้นได้ทันที หุ้น Netflix ปิดตลาดเมื่อวานนี้อยู่ที่ $294.98 เพิ่มขึ้นในวันเดียวกัน 1.2% หลังจากที่ตลอดสี่วันที่ผ่านมามีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
กราฟราคาหุ้น Netflix
ดังนั้นอะไรเป็นปัจจัยทำให้นักลงทุนเริ่มหยุดพักการลงทุนกับหุ้นตัวนี้? เราเชื่อว่าวงจรขาลงในช่วงนี้เกิดจากทั้งปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่บริษัทต้องเผชิญในระยะสั้น รวมทั้งความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับสภาพการแข่งขันในตลาดที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน
เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ผลประกอบการของ Netflix กันก่อน ลางร้ายของบริษัทเริ่มส่อแววออกมาในช่วงไตรมาสล่าสุดซึ่งมีผลประกอบการต่ำกว่าที่คาดไว้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ Netflix รายงานเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่าจำนวนผู้สมัครใช้บริการในสหรัฐฯ ลดลงเป็นครั้งแรกเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก นอกจากนี้ Netflix ยังกล่าวด้วยว่ามีจำนวนผู้สมัครใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 2.8 ล้านราย ในขณะที่ Wall Street คาดว่าน่าจะมีสูงถึงเกือบ 5 ล้านราย
หากเป็นช่วงสถานการณ์ปกติในอดีต เหตุการณ์เช่นนี้คงไม่ทำให้เกิดผลลบมากมายนักเนื่องจากไตรมาสที่ 2 มักจะเป็นช่วงเวลาที่ผลประกอบการของ Netflix ไม่ค่อยดีนักอยู่แล้ว และเมื่อผ่านช่วงนี้ไปบริษัทก็จะเติบโตมากขึ้นและทำผลงานได้เกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดหมายไว้เสมอ
จำนวนผู้สมัครใช้บริการเริ่มน้อยลง
สิ่งที่หุ้นของบริษัทได้รับผลกระทบมากที่สุดในตอนนี้คือการที่ลูกค้าไม่ได้มีจำนวนมากขึ้นตามราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นแต่อย่างใด และบริษัทเสียฐานผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ไปจากพื้นที่ที่มีการปรับเพิ่มอัตราค่าใช้บริการแพ็กเกจรายเดือนขึ้นนั่นเอง
สำหรับหลายคน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการกำหนดราคาเช่นนี้น่าจะทำให้ Netflix สามารถใช้เพื่อชดเชยผลต่างที่เกิดขึ้นระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่ายได้ แต่ในอีกแง่หนึ่งคือหนทางที่บริษัทจะทำกำไรได้อย่างงดงามต่อไปในอนาคตอาจจะยากขึ้นด้วย เนื่องจากนักวิเคราะห์หลายคนเคยเชื่อว่าบริษัทจะประสบปัญหาทางด้านกระแสเงินสดที่ใช้จ่ายออกไปมากเกินตัว รวมทั้งการกู้ยืมสินเชื่ออย่างหนักเพื่อใช้ในการผลิตคอนเทนต์ใหม่ๆ
ความตกใจที่เกิดขึ้นกับผลประกอบการในไตรมาส 2 ของบริษัทยังทำให้นักลงทุนเริ่มพิจารณาถึงสภาพการแข่งขันในตลาดมากขึ้น บริษัท Walt Disney (NYSE:DIS) ได้ประกาศออกมาในเดือนนี้ว่ากำลังจะให้บริการสตรีมมิงใหม่ด้วยราคาพิเศษเพียง $12.99 ต่อเดือน โดยแพ็กเกจที่ให้บริการจะรวมเอาช่องรายการสำหรับครอบครัว การถ่ายทอดสดกีฬา รวมทั้งช่องรายการอื่นๆ อีกมากมายเอาไว้ด้วย ซึ่ง Disney ทำแพ็กเกจออกมาให้เหมือนกันกับแพ็กเกจมาตรฐานของ Netflix และโปรโมตแพ็กเกจนี้ในราคาที่ต่ำกว่าเวอร์ชันพรีเมียมของตนเอง 3 เหรียญ
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Apple ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้ให้บริการทุนหนาในธุรกิจสตรีมมิงก็วางแผนที่จะเปิดตัวบริการภาพยนตร์และโทรทัศน์ผ่านการสมัครใช้บริการ Apple TV+ ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งน่าจะสนนราคาค่าบริการที่เพียง $9.99 ต่อเดือน บริษัท AT&T (NYSE:T) และ Comcast (NASDAQ:CMCSA) เจ้าของ NBCUniversal ต่างก็วางแผนที่จะเปิดตัวบริการสตรีมมิงของตนเองด้วยเช่นกัน โดยทั้งหมดต่างก็หวังจะเข้าแย่งชิงตลาดซึ่ง Netflix เคยผูกขาดมานาน
ด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จึงทำให้ Netflix เริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้นในระยะสั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะเสียฐานลูกค้าทั้งหมดไปแต่อย่างใด ที่จริงแล้วยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างมุมมองของกลุ่มนักวิเคราะห์กับราคาหุ้นของบริษัทในปัจจุบันที่กำลังเป็นอยู่
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ได้เขียนไว้ในรายงานเมื่อไม่นานมานี้ว่า “การที่ Netflix เพิ่มการลงทุนทางด้านการผลิตคอนเทนต์ เพิ่มพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และเพิ่มงบทางการตลาดมากขึ้นก็สามารถเพิ่มจำนวนผู้สมัครใช้บริการให้มากขึ้นได้เกินกว่าที่มีการคาดหมายกันเอาไว้ และบริษัทก็เริ่มที่จะเข้าใกล้จุดที่จะสามารถกลับมามีกำไรในกระแสเงินสดได้อีกครั้งในเร็ววันนี้ ดังนั้นเรายังคงเชื่อว่าหุ้น NFLX จะยังทำผลงานได้ดีขึ้นต่อไป” โดยคาดว่าราคาหุ้นในช่วง 12 เดือนนี้จะมีเป้าหมายอยู่ที่หุ้นละ $420
บทสรุป
การปรับตัวขึ้นของหุ้น Netflix ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีอุปสรรคใดมากั้นขวางเลย แต่ด้วยสภาพการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน ตลอดจนต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและความอิ่มตัวของตลาดภายในประเทศ จึงเป็นการยากที่ยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมสตรีมมิงรายนี้จะสามารถทำผลงานได้ดีเช่นเดิมได้ ตัวเลขของจำนวนผู้สมัครใช้บริการในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกว่าได้ว่าตลาดเริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือยัง








