Google วางแผนยุติการผลิต Pixel ในจีนภายในปี 2027
ปัจจุบันตลาดทางการเงินกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมากกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงไม่น่าแปลกที่บริษัทวิจัย Gartner จะจัดให้เทคโนโลยี AI และการเรียนรู้ด้วยสมองกล (ML) อยู่ในอันดับต้นๆ ของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ในยุคนี้
ในขณะที่นวัตกรรมใหม่หลายอย่างทางด้าน AI ต้องพัฒนาขึ้นโดยอาศัยองค์กรทางด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ อย่างเช่นบริษัทแม่ของ Google อย่าง Alphabet (NASDAQ:GOOGL), NVIDIA (NASDAQ:NVDA) และ IBM (NYSE:IBM) นอกเหนือจากนั้นยังมีบริษัทอื่นอีกหลายแห่งที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ AI ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและนักลงทุนควรเริ่มหันมาให้ความสนใจด้วยเช่นกัน
บริษัททางด้านเทคโนโลยี 3 แห่งต่อไปนี้ ซึ่งบังเอิญว่าตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโกเหมือนกันอาจกลายเป็นผู้นำตลาดในช่วงที่มีกระแสความนิยม AI มากขึ้นก็เป็นได้
1. Twilio: พัฒนาประสบการณ์ในการใช้งานของลูกค้าด้วยปัญญาประดิษฐ์
หุ้นของบริษัท Twilio (NYSE:TWLO) ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน บริษัทชั้นนำ ในกลุ่มบริการแพลตฟอร์มการสื่อสาร (CPaaS) เฉพาะในปีนี้ปรับตัวขึ้น 47.8% เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในบริการสื่อสารภายในแอปของบริษัทเป็นอย่างมาก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หุ้นของบริษัทไปปิดที่ระดับ $131.49 โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 17,800 ล้านเหรียญ
กราฟหุ้น TWLO
บริษัทผู้ให้บริการสื่อสารผ่านระบบคลาวด์รายนี้มีอินเตอร์เฟซสำหรับการเขียนแอปพลิเคชัน (API) ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถสร้างฟีเจอร์ต่างๆ เพื่อนำวิดีโอ เสียง และข้อความไปใส่ในแอปของตนเองผ่านซอฟต์แวร์ AI ที่จะแปลงเสียงให้เป็นข้อความได้ แพลตฟอร์ม Autopilot ของบริษัทจะมีบริการแชทบ็อตผ่าน AI ให้กับธุรกิจและศูนย์คอลเซนเตอร์ต่างๆ เพื่อช่วยในเรื่องการสื่อสารและพัฒนาการให้บริการลูกค้า (CX) ให้ดียิ่งขึ้น
ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Gartner เขียนไว้ว่า
“มีธุรกิจเพียง 4% ที่นำระบบอินเตอร์เฟซด้านการสนทนามาใช้ในองค์กร แต่มีอีกองค์กรอีก 38% ที่กำลังวางแผนจะเริ่มทดลองใช้ ดังนั้นตลาดในกลุ่มนี้จึงมีความพร้อมที่จะเติบโตต่อไปได้”
บริษัท Gartner คาดการณ์ไว้ว่าภายในปี 2020 ลูกค้าจำนวน 85% จะติดต่อสื่อสารกับองค์กรธุรกิจโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยมนุษย์
เมื่อพิจารณาข้อมูลดังกล่าวทั้งหมดแล้วจะเห็นว่า บริษัท Twilio มีแนวโน้มว่าจะเติบโตต่อไปได้จากบริการแชทบ็อตที่จะช่วยยกระดับการให้บริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น
2. Splunk: จัดการข้อมูลจำนวนมากด้วยสมองกล
หุ้นของบริษัท Splunk (NASDAQ:SPLK) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ค้นหา และวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากได้ปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ 25.6% เนื่องจากนักลงทุนให้ความสนใจกับแพลตฟอร์มทางด้านการจัดการข้อมูลอย่าง Splunk Enterprise เป็นอย่างมาก
กราฟหุ้น SPLK
Splunk นำเทคโนโลยีสมองกลซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบ AI มาใช้ในการจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สร้างขึ้นจากระบบคอมพิวเตอร์เพื่อนำมาวิเคราะห์หาข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจและพยากรณ์แนวโน้มขององค์กรได้ นอกจากนั้นยังสามารถช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้ได้ด้วย
บริษัท Gartner เขียนไว้ในรายงานฉบับล่าสุดว่า
“ภายในปี 2022 บริษัทใหญ่ๆ จำนวน 40% จะเริ่มนำระบบสมองกลมาใช้แทนกระบวนการควบคุม บริการให้การสนับสนุน รวมถึงกระบวนการอัตโนมัติต่างๆ จากปัจจุบันที่มีการนำมาใช้อยู่เพียง 5%”
การที่องค์กรธุรกิจจำนวนมากต้องการหาวิธีในการวิเคราะห์ข้อมูลอันมหาศาลของบริษัทเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กร Splunk จึงกลายเป็นหนึ่งในบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
3. Okta: ระบบสมองกลที่ช่วยรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์
Okta (NASDAQ:OKTA) คือบริษัทที่เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการสิทธิ์และการยืนยันตัวตนผ่านระบบคลาวด์ซึ่งช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถจัดการและตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้ให้มีความปลอดภัย รวมทั้งยังอนุญาตให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถนำเอาการควบคุมข้อมูลอัตลักษณ์ไปใส่ไว้ในแอปหรือบริการทางเว็บของตนได้ด้วย
ในปี 2019 หุ้นของบริษัทสามารถปรับตัวขึ้นได้ถึง 108% ไปอยู่ที่ระดับ $133.14 เมื่อคืนนี้ และมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 15,200 ล้านเหรียญ
กราฟหุ้น OKTA
แพลตฟอร์มการจัดการอัตลักษณ์ Okta Identity Cloud ช่วยให้ลูกค้าสามารถนำข้อมูลของพนักงาน ลูกค้า พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ รวมถึงผู้รับจ้างไปฝากไว้กับเทคโนโลยีที่จัดการด้วยสมองกลได้อย่างปลอดภัย
รายงาน ล่าสุดจากบริษัทวิจัย MarketersMedia คาดการณ์ไว้ว่าตลาดของธุรกิจการจัดการข้อมูลด้านอัตลักษณ์น่าจะเติบโตขึ้นได้ 16% ต่อปี และน่าจะมีมูลค่ามากถึง 24,000 ล้านเหรียญภายในปี 2022 Okta จึงอยู่ในสถานะที่ดีมากที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากแนวโน้มดังกล่าวภายในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้








