เปิดกำหนดการสายสีส้ม คาดเซ็นสัญญาปลายปี รฟม.มีการแจ้งข่าวเกี่ยวกับกำหนดการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มออกมา ซึ่งเป็นการประมูลทั้งโครงการที่มีทั้งการเดินรถทั้งเส้นทาง ช่วงบางขุนนนท์ -มีนบุรี และงาน ก่อสร้างสถานีช่วง ศูนย์วัฒนธรรม - บางขุนนท์ มูลค่ารวมกันประมาณ 120,000 ลบ. (งานก่อสร้างโยธา 96,000 ลบ. และงานเดินรถระบบรถไฟฟ้าอีก 31,000 ลบ.) มี กำหนดการประกาศเชิญชวนวันที่ 3 -9 ก.ค. ขายเอกสารให้ผู้สนใจวันที่ 10 -24 ก.ค. ให้ผู้สนใจเสนอราคาเดือน ก.ย. และคาดว่าจะได้ผู้ชนะและเซ็นสัญญาในเดือน ธ.ค. 20 (หลังจากนี้คาดว่าจะมีการประมูลสายสีม่วงตอนใต้มูลค่ารวมกันกว่า 100,000 ลบ.ตามมา)
ให้ (BK:BEM)ไปประมูลแล้วรอรับงานต่อการเปิดกำหนดการดังกล่าวถือเป็นความชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวจะ เกิดขึ้นได้จริง (หากในอนาคตมีการเปลี่ยนครม.หรือเปลียนรัฐบาลเรามองว่าการประมูลจะไม่เลื่อนไปอีกแต่จะมีปัญหาแค่การอนุมัติขั้นสุดท้ายจากรัฐบาลใหม่เท่านั้น)
โครงการสายสีส้มถือเป็นโครงการที่กลุ่ม CK ได้เปรียบผู้ประกอบการรายอื่น เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเป็นการเดินรถไฟฟ้าที่มีส่วนของงานใต้ดิน รวมถึงงานก่อสร้างครั้งนี้เป็นงานใต้ดินทั้งหมด ซึ่งเป็นขอบข่ายงานที่ CK และบริษัทในกลุ่มมี ความชำนาญ (โดย CK จะให้ BEM เป็นผู้ยื่นประมูลเป็นหลักเพราะเป็นผู้เชียวชาญด้านการเดินรถไฟฟ้าใต้ดิน ก่อนที่ CK จะรับช่วงงานก่อสร้างและงานจัดหาระบบเดินรถ)
หาก BEM ชนะการประมูลและให้ CK รับงานต่อจะเพิ่ม Backlog ในมือมาได้อีกกว่า 120,000 ลบ. จากที่มีอยู่ ณ สิ้น 1Q20 ที่ระดับ 35,000 ลบ. ซึ่งจะทำให้ รายได้ในปี 21 เป็นต้นไปเริ่มมีโอกาสกลับมาเป็นการเติบโตได้อีกครั้งหลังจากลดลงอย่างต่อเนื่องจากจุดสูงสุดที่ระดับ 45,768 ลบ. ในปี 16 จนคาดว่าจะเหลือเพียง 20,714 ลบ. ในปี 20 นี้ ทั้งนี้ปี 21 เรายังประเมินไว้ที่ 20,903 ลบ. ทรงตัวจากปี 20 เท่านั้นจนกว่าจะเห็นการเซ็นสัญญางานเข้ามา
มีความชัดเจนงานประมูล จึงปรับไปใช้ราคาปี 21 แทน อย่างไรก็ตามในปี 21 แม้ว่ารายได้จะยังเห็นการเติบโตมากนัก แต่ในแง่กำไรสุทธิ ด้วยความที่คาดว่าผลประกอบการของบริษัทลูกอย่าง BEM และ CKP จะกลับมาดี จะทำให้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนปรับขึ้นไปถึงระดับ 1,800 ลบ.ได้ ทำให้เราคาดว่ากำไรสุทธิของ CK จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,685 ลบ. (+67%YoY)
สำหรับคำแนะนำการลงทุน เรามองว่าการเดินหน้าสายสีส้มที่มีความชัดเจนมากขึ้น ถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับโอกาสได้งานเพิ่มอย่างมาก ดังนั้นเราจึง แนะนำ “ซื้อเก็ง กำไร” ในประเด็นดังกล่าวได้ทั้งนี้เรามีการปรับมาใช้มูลค่าเหมาะสมปี 21 แทนเพื่อ สะท้อนถึงความชัดเจนของงานประมูลที่ออกมาโดยประเมินมูลค่าเหมาะสมได้ที่ 29.75 บาท (30XPER’21E) ปัจจัยลบระยะสั้นคือแนวโน้มผลประกอบการในช่วง 2Q20 คาดว่าจะเห็นการชะลอตัวอย่างมากจาก 2Q19 ที่มีก าไรสุทธิกว่า 900 ลบ. เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทลูกอย่าง BEM ได้รับผลกระทบจาก COVID และ ไม่มีรายการพิเศษเข้ามา
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ cgsec.co.th