สรุป คณะทํางานของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ใช้กฎหมาย ช่วยสนับสนุนด้านต่างๆ แก่ผู้ผลิตวัคซีนภายใต้กฎหมายการผลิตเพื่อการป้องกัน (Defense Production Act: DPA) ผ่านการจัดสรรงบประมาณวงเงิน 105 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยให้บริษัทเมอร์ค แอนด์ โค สามารถดําเนินการผลิตวัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และเร่งจัดส่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตให้บริษัทยาของสหรัฐ ซึ่งได้แก่ ไฟเซอร์-บิออนเทค, โมเดอร์นา และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เพื่อเร่งกําลัง การผลิตและฉีดวัคซีนให้เพิ่มมากขึ้น สร้างความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ มุมมองดังกล่าวหนุนสกุลเงินดอลลาร์ จนสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคํา อย่างไรก็ตาม ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) รายงาน ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยมี 5 สายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล เพราะทําให้ผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้น แนะนําให้รอจังหวะเข้าซื้อเพื่อเก็งกําไรระยะสั้น บริเวณแนวรับ 1,727-1,717 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,707 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ทั้งนี้ ระยะสั้นหากราคาทองคําขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,747-1,759 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่มีทองคําในมือ อาจขายบางส่วนหากราคาไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน เพราะหากไม่สามารถผ่านไปได้อาจเห็นการย่อตัวลงไปบริเวณแนวรับอีกครั้ง
คำแนะนำ ราคาทองคําดีดตัวกลับขึ้นไปพยายามทดสอบแนวต้าน 1,747-1,759 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ไม่สามารถยืนได้อาจเกิดการอ่อนตัวลงเพื่อสะสมกําลัง ประเมินแนวรับที่ 1,717 -1,707 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถยืนได้ น่าจะมีแรงซื้อเก็งกําไร กลับเข้ามาอีกครั้ง
บทความนี้จัดทำขึ้นโดย YLG Bullion International
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02-687-9888 กด 1 หรือเว็บไซต์ ylgbullion.co.th