-
สัปดาห์ที่ผ่านมา ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในฝั่งสหรัฐฯ ดีขึ้น จากการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางในโซนเอเชียก็เลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ
-
จับตา การฟื้นตัวเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ รวมถึง ข้อมูลเศรษฐกิจในฝั่งเอเชีย พร้อมทั้ง ติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เช่น ประธานเฟด
-
เราเชื่อว่า เงินดอลลาร์ยังคงถูกกดดันด้วยถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ที่ยังไม่รีบปรับลดคิวอี อย่างไรก็ดี ต้องระวังความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจกลับมาได้ หากยอดการจ้างงานสหรัฐฯ ยังมีปัญหา ซึ่งภาพดังกล่าว อาจทำให้ตลาดปิดรับความเสี่ยงจากประเด็นเงินเฟ้ออีกครั้ง หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ในระยะสั้น อนึ่งหากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ก็อาจไม่กดดันเงินบาทให้อ่อนค่าไปมาก เพราะผู้ส่งออกก็รอทยอยขายดอลลาร์ และผู้เล่นในตลาดก็อาจทยอยขายทำกำไรทองคำ หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 31.15-31.45 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนผ่าน การขยายตัวของทั้งภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดยในเดือนพฤษภาคม ตลาดมองว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 60.9 จุด และ 63 จุด ตามลำดับ (ดัชนีเกิน 50 จุด หมายถึง ภาวะขยายตัว) ขณะเดียวกัน การจ้างงานในเดือนพฤษภาคม ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น หลังประชาชนส่วนใหญ่มีความพร้อมที่จะกลับเข้ามาทำงานมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทยอยเปิดประเทศ การลดสวัสดิการช่วยเหลือผู้ตกงาน และแนวโน้มค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เพิ่มขึ้นราว 5 แสนตำแหน่ง ดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มเพียง 2.7 แสน ตำแหน่ง นอกจากนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะประธานเฟด ในวันศุกร์ เพื่อติดตามมุมมองของเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและโอกาสที่เฟดจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ การปรับลดคิวอี (QE Tapering)
-
ฝั่งยุโรป – การฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มสดใส โดยยอดค้าปลีกของยุโรป (Retail Sales) ในเดือนเมษายนจะปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 25% จากปีก่อนหน้า
-
ฝั่งเอเชีย – ปัญหาการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 ในหลายพื้นที่ของเอเชีย โดยเฉพาะในญี่ปุ่น อาจทำให้ แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจญี่ปุ่นสะดุดลงได้ในระยะสั้น หลังจากที่ ในช่วงต้นปี เศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดี โดยตลาดคาดว่า ยอดค้าปลีกในเดือนเมษายนอาจขยายตัวกว่า 15% จากปีก่อนหน้า แต่ก็อาจชะลอตัวลงในระยะสั้นจากปัญหาการระบาดระลอกใหม่ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่สดใส ซึ่งได้ช่วยให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนผ่าน ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนเมษายน ที่โตกว่า 16% จากปีก่อนหน้า ส่วนในฝั่งจีน เศรษฐกิจยังคงเดินหน้าขยายตัว ชี้โดย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการ (Caixin Manufacturing & Services PMIs) ที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52 จุด และ 56 จุด ตามลำดับ นอกจากนี้ เรามองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.10% เพื่อประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ
-
ฝั่งไทย – ปัญหาการระบาดของ COVID-19 รวมถึงความไม่แน่นอนของการแจกจ่ายวัคซีน จะกดดันความเชื่อมั่นของประชาชนต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) เดือนพฤษภาคมที่จะปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 44 จุด ขณะเดียวกัน การบริโภคในประเทศที่ยังคงซบเซา รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของภาครัฐ อาจกดดันอัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม ให้ชะลอตัวลงมาสู่ระดับ 2.5% หลังจากที่เร่งตัวขึ้นในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ฐานราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับต่ำมากในปีก่อนหน้าจะยังคงเป็นปัจจัยหนุนให้เงินเฟ้อในปีนี้อยู่ในระดับสูงไปอีกราว 2 เดือน