+81%, +49%, +48%: ProPicks AI จับสัญญาณหุ้นทำกำไรสูงประจำสัปดาห์นี้ได้อย่างไร
แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะจบปี 2018 ด้วยความคลุมเครือ ทว่าตั้งแต่เริ่มปี 2019 เป็นต้นมาก็ถือว่าเป็นปีที่ดีสำหรับนักลงทุน ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ดัชนี S&P 500 มีผลงานที่ดีที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกนับตั้งแต่ปี 1991
ทั้งดัชนี Dow Jones Industrial Average และ S&P 500 ต่างก็ปรับขึ้นมากกว่า11% ขณะที่ NASDAQ เองก็ปรับขึ้นมากกว่า 14% ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อันเนื่องมาจากรายจ่ายจากผู้บริโภคและองค์กรที่คึกคักมากขึ้น
นักลงทุนอาจเห็นสัญญาณที่มากขึ้น ในสัปดาห์นี้จากการรายงานผลประกอบการรายไตรมาสของผู้ค้าปลีกรายใหญ่บางส่วน โดยหุ้นสามตัวที่อาจมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้
1. Salesforce.com
บริษัทผู้ขายซอฟต์แวร์และให้บริการคลาวด์แก่กลุ่มลูกค้านักธุรกิจ จะรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 4 ในวันจันทร์นี้ภายหลังจากเวลาปิดตลาดหุ้น นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้โดยเฉลี่ยว่าบริษัทจะได้กำไร $0.55 ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจาก $0.35 ต่อหุ้นเมื่อปีที่แล้ว และยอดขายน่าจะทะยานขึ้น 25% เท่ากับ 3.56 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ อันได้รับแรงหนุนมาจากรายจ่ายด้านเทคโนโลยีที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

หากพิจารณาจากกราฟของ Salesforce แล้ว เห็นได้ชัดว่านักลงทุนได้แห่ลงทุนใน ไตรมาสที่อ่อนแรงลงครั้งที่สอง ของบริษัทไปบ้างแล้ว ซึ่งมียอดขายและผลประกอบการที่ออกมาเกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์มาโดยตลอด ด้วยราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ $164.53 ต่อหุ้น จึงทำให้ราคาหุ้นเข้าใกล้ราคาสูงสุดที่ $165.89 ภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่หุ้นราคาเพิ่มขึ้นกว่า 22% สำหรับปีนี้ โดยตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาราคาหุ้นได้พุ่งขึ้นกว่า 38% แล้ว
เนื่องจากความคาดหวังที่สูงเกินไปต่อรายงานผลประกอบการและตัวหุ้นเอง เราจึงขอแนะนำให้นักลงทุนมีความระมัดระวัง เพราะหากผลประกอบการออกมาผิดคาดเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้หุ้นตกฮวบได้
2. Target Corp.
บริษัทผู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ Target (NYSE:TGT) เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามอง โดยจะมีการประกาศผลประกอบการของบริษัทในวันอังคารที่ 5 มีนาคมนี้ในเวลาก่อนตลาดหุ้นเปิด
จากการโหนกระแสรายจ่ายผู้บริโภคที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่แล้ว นักวิเคราะห์คาดไว้ว่า Target จะมีกำไรสุทธิ $1.52 ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจาก $1.37 ของไตรมาสเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว และคาดว่ายอดขายประจำไตรมาสจะเพิ่มขึ้น 1.2% เท่ากับ 2.305 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

เนื่องด้วยผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากผู้ค้าปลีกรายอื่นในการประกาศผลประกอบการครั้งนี้ ซึ่งรวมถึง Walmart (NYSE:WMT) ด้วย จึงเป็นไปได้ยากที่ Target จะทำให้นักลงทุนผิดหวัง โดยเฉพาะภายหลังจาก สามไตรมาสก่อนหน้านี้ ที่มียอดขายทางดิจิตอลพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ราคาซื้อขายหุ้นของบริษัทอยู่ที่ $72.94 เมื่อวันศุกร์ ซึ่งถือว่าทำผลงานได้ดีกว่าบริษัทคู่แข่งอื่น ๆ ในปีนี้ โดยเพิ่มขึ้น 10.4% ภายในเพียงสองเดือนแรกของปี 2019 ฉะนั้นจึงมีการคาดการณ์ไว้ว่าบริษัทจะสามารถปิดปี 2018 ได้อย่างแข็งแกร่ง นายไบรอัน คอร์เนลล์ หัวหน้าผู้บริหารได้กล่าวว่า Target จะมีผลประกอบการที่ “แข็งแกร่งที่สุด” ทั้งปี ซึ่งเป็นลักษณะการเติบโตของบริษัทเช่นเดียวกับเมื่อปี 2005
3. Tesla
บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในโลก Tesla Inc. (NASDAQ:TSLA) ยังคงทำให้นักลงทุนว้าวุ่นใจอย่างต่อเนื่อง แม้ภายหลังจากการประกาศเปิดตัวรถยนต์รุ่นราคาประหยัด Model 3 ในราคาคันละ 35,000 เหรียญสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด ซึ่งซีอีโอของบริษัท นายอิลอน มัสก์ ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะผลิตรถยนต์ที่มีราคาถูกลง เพื่อดำเนินตามแผนการวางขายยานพาหนะของเขาสู่ตลาดมหาชน

ทว่าบริษัทยังประกาศอีกว่าจะปิดร้านค้าปลีกทั้งหมด และเปลี่ยนช่องทางการขายไปยังระบบออนไลน์ทั้งหมดขณะที่ลดภาระการจ้างงานในบริษัทไปด้วย จึงทำให้ความหวังที่ไตรมาสแรกจะมีกำไรนั้นริบหรี่ลงจนหมดสิ้น
เหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เกิดขึ้นภายหลังจากที่มัสก์เกิดความขัดแย้งครั้งใหม่กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยสงครามระหว่างมัสก์และหน่วยงานรัฐฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นจากทวีตล่าสุดที่เจ้าหน้าที่รัฐฯ ละเมิดข้อตกลงกับมัสก์ก่อนหน้านี้ที่ห้ามละเมิดข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทมหาชน ซึ่งอาจเป็นปัญหาแก่มัสก์และหุ้น Tesla ได้
ราคาปิดเมื่อวันศุกร์อยู่ที่ $294.79 ปรับลง 8% สำหรับรายวันและปรับลงกว่า 24% จากระดับราคาสูงสุดรอบ 52 สัปดาห์ เท่ากับในสัปดาห์นี้หุ้นจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน โดยเฉพาะความกังวลว่ามัสก์และบริษัทจะสามารถหาเงินสดได้เพียงพอต่อความทะเยอทะยานของเจ้าของบริษัทหรือไม่
เมื่อศุกร์ที่แล้ว บริษัทออกมาประกาศว่าบริษัทได้จ่ายเงินแก่สัญญาหุ้นกู้แปรสภาพมูลค่า $920 ล้าน ทำให้จำนวนเงินสดสำรองในบริษัทจากเดิมที่เคยรายงานไว้ในปี 2018 ว่ามี 3.69 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มีจำนวนลดลง









