นักวิเคราะห์ชี้ 7 เหตุผลที่ CXMT จีนไม่เป็นภัยคุกคาม Micron และ SanDisk
Dow Theory ส่งสัญญาณเตือน เงินทุนยังต้องพิสูจน์ และ P/BV Band ชี้ว่า 2,000 จุดไม่ใช่ราคาถูก
โดย ม้าเฉียว ดูหุ้น The Future
13 ตุลาคม 2569
ทำไมช่วงนี้เราจึงเห็นข่าวและบทวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยพูดถึงโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะกลับไปแตะ 2,000 จุด?
ผมไม่ได้บอกว่า SET Index จะไป 2,000 จุดไม่ได้ และไม่ได้ต้องการโต้แย้งกับใครเพียงเพราะมีมุมมองแตกต่างกัน
แต่ในตลาดทุน การคาดการณ์ต้องมีเหตุผลรองรับ โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายที่พูดถึงอยู่สูงกว่าระดับดัชนีปัจจุบันหลายร้อยจุด
ที่เพจ ม้าเฉียว ดูหุ้น The Future เราไม่เถียงกันด้วยความรู้สึก ไม่ตัดสินตลาดจากความหวัง และไม่เชื่อเป้าหมายราคาเพียงเพราะมีคนพูดซ้ำกันมาก ๆ
วันนี้ผมจึงอยากชวนทุกท่านพิจารณาหลักฐาน 3 ด้าน ได้แก่ แนวโน้มราคาตาม Dow Theory ทิศทางเงินทุนต่างชาติ และมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยผ่าน P/BV Band ย้อนหลัง 10 ปี
แล้วลองตอบคำถามด้วยตัวเองว่า ระหว่าง SET 2,000 จุด กับแนวรับ 1,515 จุด อะไรคือระดับที่ตลาดกำลังเผชิญอยู่ใกล้กว่ากัน?
1. Dow Theory ไม่ได้บอกให้เรามองขึ้นเพียงเพราะอยากให้ขึ้น
ลองเปิดกราฟ SET Index รายวัน แล้วเริ่มพิจารณาตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569
วันนั้นดัชนีทำจุดสูงสุดสำคัญที่ 1,657.55 จุด ก่อนเข้าสู่ช่วงปรับฐานต่อเนื่อง
สิ่งที่เราเห็นจากกราฟ Dynamic Trader คือการเคลื่อนไหวภายในกรอบแนวโน้มลาดลง โดยยอดราคาหลายช่วงปรับต่ำลง และจุดต่ำสุดระยะสั้นก็อ่อนตัวลงตามกัน
นี่คือลักษณะของ Lower High (LH) และ Lower Low (LL) ซึ่งเป็นสัญญาณของแนวโน้มขาลงในเชิงโครงสร้างราคา
ตามหลัก Dow Theory หากตลาดต้องการกลับเข้าสู่ขาขึ้น เราควรเริ่มเห็นการสร้าง Higher Low (HL) และ Higher High (HH) ที่ชัดเจนเสียก่อน
แน่นอนว่า การยืนยันแนวโน้มใหญ่จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลมากกว่ากราฟช่วงสั้น แต่ภาพที่ปรากฏขณะนี้ยังไม่สนับสนุนข้อสรุปว่าการปรับฐานได้สิ้นสุดลงแล้ว
ผมจึงอยากถามว่า
ถ้าตลาดยังสร้างยอดต่ำลง แล้วอะไรคือหลักฐานที่ทำให้เราเชื่อว่าดัชนีกำลังจะเดินหน้าไปอีกกว่า 400 จุด?
คำถามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อปฏิเสธขาขึ้น แต่เพื่อให้เรารู้ว่าตลาดต้องพิสูจน์อะไร ก่อนจะเปลี่ยนมุมมองตามกระแสข่าว
2. กราฟ Fibonacci กำลังเตือนอะไร? ทำไมต้องจับตา 1,515 จุด
จากภาพกราฟที่นำมาประกอบบทความ เราวัด Fibonacci Retracement จากจุดต่ำสุด 1,053.79 จุด เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ถึงจุดสูงสุด 1,657.55 จุด เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569
ระยะทางขาขึ้นทั้งหมดเท่ากับ 603.76 จุด
เมื่อ SET ปิดวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่ 1,571.74 จุด เราพบว่าดัชนีกำลังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ Fibonacci Retracement 0.146 ที่ 1,569.40 จุดอย่างมาก
นี่คือระดับที่ต้องจับตา
หากตลาดหลุด 1,569 จุด และไม่สามารถกลับขึ้นมายืนได้ ความเสี่ยงที่ดัชนีจะปรับฐานลงไปทดสอบระดับ Fibonacci 0.236 ที่ 1,515.06 จุด จะเพิ่มขึ้น
จากราคาปิดล่าสุด 1,515 จุดอยู่ต่ำลงไปเพียงประมาณ 3.6%
แต่ถ้าตลาดฟื้นตัวและกลับขึ้นไปผ่าน 1,603 จุด ตามด้วยบริเวณ 1,624–1,636 จุดได้ ก็จะเป็นหลักฐานเชิงบวกที่ช่วยลดน้ำหนักของแนวโน้มขาลงระยะสั้น
ในกรณีที่แรงขายรุนแรงจนหลุด 1,515 จุด แนวรับ Fibonacci ถัดไปอยู่ที่ 1,426.91 จุด
ผมไม่ได้บอกว่า SET จะต้องลงไปถึงระดับเหล่านั้น เพราะ Fibonacci ไม่ใช่เครื่องมือทำนายอนาคต แต่เป็นเครื่องมือกำหนดระดับราคาสำคัญและประเมินความเสี่ยงอย่างมีระบบ
สิ่งที่อยากให้พิจารณาคือ ขณะที่บางคนกำลังพูดถึง 2,000 จุด ตลาดกลับกำลังต่อสู้เพื่อรักษาพื้นที่ 1,569 จุด
แล้วเราควรให้ความสำคัญกับสิ่งใดก่อน?
3. USD/THB และเงินทุนต่างชาติ ใครจะเป็นคนซื้อพา SET ไป 2,000 จุด?
ตลาดหุ้นไม่ได้ขึ้นเพราะมีคนคาดการณ์ว่ามันจะขึ้น แต่ต้องมีแรงซื้อจริงเข้ามาสนับสนุน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของตลาดหุ้นไทยคือกระแสเงินทุนต่างชาติ
หาก USD/THB ปรับตัวสูงขึ้น หมายถึงเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจกดดันผลตอบแทนของนักลงทุนต่างชาติในรูปเงินดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม เงินบาทอ่อนค่าไม่ได้แปลว่าเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นเสมอไป เราต้องตรวจสอบยอดซื้อขายสุทธิจริงประกอบด้วย
ผมอยากให้ทุกท่านลองนำข้อมูลซื้อขายสุทธิสะสมของนักลงทุนต่างชาติ ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ SET ทำจุดสูงสุดสำคัญ มาเปรียบเทียบกับทิศทาง USD/THB ในช่วงเดียวกัน
หากพบว่าเงินทุนไหลออกสุทธิ พร้อมกับเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง นั่นย่อมเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาหักล้างกับสมมติฐานเชิงบวกของตลาด
ในทางกลับกัน หากเริ่มเห็นเงินทุนต่างชาติไหลกลับอย่างต่อเนื่อง และเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น ก็จะช่วยสนับสนุนโอกาสฟื้นตัวของ SET
ประเด็นจึงอยู่ที่หลักฐาน ไม่ใช่การสรุปจากทิศทางค่าเงินเพียงอย่างเดียว
ก่อนถามว่า SET จะไป 2,000 จุดเมื่อไร ผมอยากถามว่าใครจะเป็นผู้ซื้อ และเงินทุนจำนวนมากที่จะผลักดันตลาดขึ้นไปจะมาจากไหน?
4. เปิด P/BV Band ย้อนหลัง 10 ปี แล้วจะเข้าใจว่าทำไม 2,000 จุดจึงไม่ง่าย
คราวนี้เราลองวางกราฟเทคนิคไว้ก่อน แล้วหยิบปัจจัยพื้นฐานมาพิจารณาแบบง่าย ๆ
ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ สิ้นวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ระบุว่า
SET Index ปิดที่ 1,571.74 จุด ลดลง 5.91 จุด หรือ 0.37%
ตลาดมี P/BV เท่ากับ 1.46 เท่า P/E เท่ากับ 15.65 เท่า และ Dividend Yield เท่ากับ 4.05%
เมื่อเปรียบเทียบกับ P/BV Band ย้อนหลัง 10 ปี จากชุดข้อมูลที่เราศึกษา พบระดับสำคัญดังนี้
-
+2SD : P/BV 2.17 เท่า เทียบเท่า SET 2,337 จุด
-
+1SD : P/BV 1.89 เท่า เทียบเท่า SET 2,039 จุด
-
ค่าเฉลี่ย 10 ปี : P/BV 1.62 เท่า เทียบเท่า SET 1,740 จุด
-
−1SD : P/BV 1.34 เท่า เทียบเท่า SET 1,441 จุด
-
−2SD : P/BV 1.06 เท่า เทียบเท่า SET 1,142 จุด
ปัจจุบันตลาดซื้อขายที่ P/BV 1.46 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีประมาณ 9.9%
ฟังดูเหมือนหุ้นไทยไม่แพงใช่ไหมครับ?
แต่คำถามสำคัญคือ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยแล้ว จำเป็นต้องกลับขึ้นไปหาค่าเฉลี่ยทันทีหรือไม่?
คำตอบคือไม่จำเป็น
ตลาดสามารถซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยได้เป็นเวลานาน หากเศรษฐกิจเติบโตช้า กำไรบริษัทจดทะเบียนไม่ขยายตัว หรือผู้ลงทุนต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงสูงขึ้น
และถ้าจะให้ SET กลับไปถึงค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ประมาณ 1,740 จุด ดัชนีก็ต้องปรับตัวขึ้นอีกประมาณ 10.7% จากระดับปัจจุบัน
แต่เป้าหมาย 2,000 จุดนั้นต่างออกไปมาก
เพราะจาก SET 1,571.74 จุด ไปสู่ 2,000 จุด หมายถึงการปรับตัวขึ้นประมาณ 27.2%
ภายใต้สมมติฐานว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหน่วยดัชนียังคงเดิม SET 2,000 จุดจะเทียบเท่ากับ P/BV ประมาณ 1.86 เท่า ซึ่งอยู่ใกล้ระดับ +1SD ของข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ
SET 2,000 จุด ไม่ใช่แค่ตลาดกลับมาราคาเฉลี่ย แต่เป็นตลาดที่นักลงทุนยอมจ่ายแพงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
แล้วอะไรจะทำให้นักลงทุนยอมจ่ายแพงขึ้น?
เศรษฐกิจไทยเติบโตมากพอหรือไม่?
กำไรบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งเพียงใด?
เงินทุนต่างชาติกำลังกลับเข้ามาหรือไม่?
และที่สำคัญ มีปัจจัยอะไรที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยสมควรได้รับการประเมินมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงระดับนั้น?
แน่นอนว่า หากมูลค่าทางบัญชีและกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ SET ก็อาจขึ้นไปถึง 2,000 จุดได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อขายที่ P/BV 1.86 เท่า
แต่ถ้าจะใช้เหตุผลนี้สนับสนุนเป้าหมาย 2,000 จุด ก็ควรแสดงสมมติฐานการเติบโตให้ชัดเจน ไม่ใช่กล่าวถึงเป้าหมายดัชนีโดยไม่มีคำอธิบาย
5. เมื่อกราฟเทคนิคกับปัจจัยพื้นฐานมองไปที่พื้นที่ใกล้กัน
อีกจุดหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจคือ ระดับ Fibonacci Retracement 0.382 อยู่ที่ 1,426.91 จุด ขณะที่ P/BV Band ระดับ −1SD เทียบเท่า SET ประมาณ 1,441 จุด
สองระดับนี้อยู่ห่างกันเพียงประมาณ 14 จุด
จึงเกิดพื้นที่เฝ้าระวังทางเทคนิคและมูลค่าพื้นฐานบริเวณ 1,427–1,441 จุด หาก SET ปรับฐานลึกกว่าระดับ 1,515 จุด
ผมไม่ได้หมายความว่าบริเวณนี้จะต้องเป็นจุดต่ำสุดของตลาด เพราะแนวรับทุกระดับสามารถถูกทำลายได้
แต่การที่เครื่องมือวิเคราะห์ต่างประเภทให้ระดับใกล้เคียงกัน ทำให้บริเวณดังกล่าวน่าสนใจสำหรับการติดตามพฤติกรรมราคาและประเมินความเสี่ยง
นักลงทุนควรมองทั้งโอกาสและความเสี่ยง ไม่ใช่เลือกดูเฉพาะตัวเลขที่สนับสนุนความเชื่อของตนเอง
6. หุ้นไทยจะไป 2,000 จุดได้หรือไม่?
ผมตอบว่าเป็นไปได้
แต่คำว่า “เป็นไปได้” แตกต่างจากคำว่า “มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอแล้ว”
หาก SET สามารถเปลี่ยนโครงสร้างราคาจาก LH และ LL กลับมาเป็น HH และ HL ได้ หากเงินทุนต่างชาติกลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ และหากกำไรบริษัทจดทะเบียนขยายตัวจนรองรับระดับมูลค่าที่สูงขึ้นได้ เป้าหมาย 2,000 จุดก็ย่อมมีเหตุผลมากขึ้น
แต่หากเงื่อนไขเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้น การพูดถึง 2,000 จุดก็ควรระบุให้ชัดว่าเป็นฉากทัศน์ภายใต้สมมติฐานใด
เพราะในวันที่ SET ปิดอยู่ที่ 1,571.74 จุด ตลาดยังต้องพิสูจน์แนวรับ 1,569 จุด และความเสี่ยงที่อาจลงไปทดสอบ 1,515 จุด ขณะเดียวกันก็ต้องผ่านแนวต้านหลายระดับก่อนจะกลับเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน
ส่วนเป้าหมาย 2,000 จุดนั้น อยู่สูงกว่าราคาปิดปัจจุบันถึง 428.26 จุด
นี่คือระยะทางที่ต้องใช้ทั้งการฟื้นตัวของผลประกอบการ ความเชื่อมั่น และเม็ดเงินจริงสนับสนุน
อย่าลืมว่า ตลาดหุ้นไม่ได้มีหน้าที่ทำให้บทวิเคราะห์ของใครถูกต้อง แต่เป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ที่ต้องปรับมุมมองให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของตลาด
บทสรุป: อย่าเพิ่งถามว่า SET จะไป 2,000 จุดเมื่อไร
ผมไม่ได้ต่อต้านการมองบวก และไม่ได้บอกว่าตลาดหุ้นไทยไม่มีโอกาสฟื้นตัว
แต่ผมเชื่อว่าการวิเคราะห์ที่ดีต้องมีทั้งเหตุผลสนับสนุน เงื่อนไขยืนยัน และแผนรับมือเมื่อสมมติฐานผิดพลาด
วันนี้กราฟ SET ยังแสดงภาพการปรับฐานจากจุดสูงสุดวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ขณะที่ระดับมูลค่าพื้นฐานบอกเราว่า หากตลาดจะขึ้นไปถึง 2,000 จุดภายใต้ฐานมูลค่าทางบัญชีปัจจุบัน นักลงทุนต้องยอมจ่ายราคาสูงขึ้นจนเข้าใกล้กรอบ +1SD
ดังนั้น ก่อนจะพูดถึง SET 2,000 จุด ผมอยากให้ทุกท่านถามคำถามง่าย ๆ เพียงสามข้อ
หนึ่ง แนวโน้มราคากลับเป็นขาขึ้นแล้วหรือยัง?
สอง เงินทุนและกำไรบริษัทจดทะเบียนสนับสนุนการฟื้นตัวหรือไม่?
สาม อะไรคือเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนยอมจ่ายแพงขึ้น?
ถ้ายังตอบไม่ได้ครบ เราก็ควรระมัดระวังกับความคาดหวังที่สูงเกินกว่าหลักฐานที่มี
เพราะตลาดหุ้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ไม่ได้แปลว่าถึงจุดต่ำสุด และตลาดหุ้นจะไป 2,000 จุด ไม่ได้แปลว่าเราต้องเชื่อโดยไม่มีเงื่อนไข
คำพิพากษา ม้าเฉียว ดูหุ้น The Future
“SET 2,000 จุด ใครก็พูดได้ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ตลาดต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า 1,515 จุดจะไม่ถูกทำลาย เพราะราคาหุ้นไม่ได้ขึ้นด้วยเสียงเชียร์ แต่ขึ้นด้วยกำไร เงินทุน และแรงซื้อจริง!”
ม้าเฉียว ดูหุ้น The Future
ข้อมูลประกอบ: SET Key Market Statistics ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 อัปเดต 13 ตุลาคม 2569 เวลา 03.20 น. และกราฟ SET Index รายวันจาก Dynamic Trader
P/BV Band เป็นกรอบมูลค่าเชิงสถิติย้อนหลัง 10 ปี ระดับดัชนีเทียบเท่าคำนวณจากฐานวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ไม่ใช่ราคาเป้าหมาย ส่วน Fibonacci เป็นระดับวิเคราะห์ทางเทคนิค ไม่ใช่การรับประกันทิศทางราคา
ที่ปรึกษาการลงทุน ก.ล.ต. IC Complex 1 เลขที่ 090389
ตัวแทนเปิดบัญชีลงทุน A0475
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและมุมมองประกอบการศึกษา ไม่ใช่คำเสนอซื้อขายหลักทรัพย์หรือคำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่โดยเพจ ม้าเฉียว ดูหุ้น







