ราคา Bitcoin วันนี้: พุ่งขึ้นสู่ $92k ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับเฟด และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ และติดตามคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA อย่างใกล้ชิด
- สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ทว่าเงินบาทยังคงได้แรงหนุนบ้างตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ
- ระวัง ความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ พร้อมติดตามประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด และการตัดสินคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ
- โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์มีกำลังมากขึ้น ทว่าต้องจับตาการตัดสินคดีมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจสร้างความกังวลต่อประเด็นเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ กดดันเงินดอลลาร์ และควรจับตาการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แม้จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า หากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ทว่า เงินบาทยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงในช่วงนี้ อนึ่ง เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงความกังวลผู้เล่นในตลาดต่อฐานะการคลังสหรัฐฯ ในช่วงนี้
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
31.00-31.65 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนธันวาคม ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ผู้เล่นในตลาดจะใช้ประกอบการประเมิน อัตราเงินเฟ้อ PCE ที่เฟดติดตามใกล้ชิด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนพฤศจิกายน ด้วยเช่นกัน โดยข้อมูลดังกล่าว รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจส่งผลกระทบต่อการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างเชื่อว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ซึ่งอาจมีคำตัดสินได้ในวันที่ 14 มกราคม นี้ ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ โดยหากศาลสูงสุดตัดสิน ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA พร้อมระบุว่า ทางการสหรัฐฯ ต้องคืนเงินภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บในช่วงปีที่ผ่านมา ก็อาจทำให้เกิดความกังวลต่อแนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ (Fiscal Concerns) สร้างแรงกดดันต่อทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ระยะยาว ขณะที่ ทองคำอาจเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์จากประเด็นดังกล่าว อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ท่าทีของทางการสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังรับรู้คำตัดสินของศาลสูงสุด เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังสามารถใช้กฎหมายอื่นๆ ในการขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ได้
- ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่าน ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 86% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ECB อาจคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปี (มีโอกาสเพียง 18% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งจะเป็นประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญในปีนี้
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานยอดการส่งออก-นำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนธันวาคม ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดาผู้เล่นในตลาดและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% หลังเศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้รับอานิสงส์จากธีมการลงทุนใน AI พอสมควร ทว่าทาง BOK ก็อาจยังมีความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ หลังค่าเงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) ยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า อีกทั้ง ทาง BOK ก็อาจยังคงจับตาภาวะฟองสบู่ของตลาดอสังหาฯ เกาหลีใต้อย่างใกล้ชิดอยู่
- ฝั่งไทย – แม้จะไม่มีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ กับ สินค้าส่งออกของไทย และค่าเงินบาท ผ่านผลกระทบต่อเงินดอลลาร์ และราคาทองคำ เป็นต้น
