+46%, +29%: การชุมนุมของหุ้นเทคฯ กําลังขยายตัว—ดูสิ่งที่โมเดลของเราเห็นก่อนใคร
วันนี้จะมีการประกาศ GDP งวด 1Q67 ของบ้านเรา ซึ่ง CONSENSUS คาด +0.6%QOQ และ +0.8% YOY หากเป็นไปตามคาด แม้จะเป็นตัวเลขที่ ต่่า แต่ก็เพียงพอที่จะท่าให้หลุดพ้นภาวะTECHNICAL RECESSION ไปได้ หลังจากนั้นก็เชื่อว่าจะเห็นการ BOTTOM OUT ที่ชัดเจนตั้งแต่งวด 2Q67 เป็นต้นไปด้วยแรงผลักดันของ การเบิกจ่ายงบประมาณฯ และ การลงทุน ภาคเอกชน ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยล่าสุด ECB ส่งสัญญาณว่าอาจ ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมรอบเดือน มิ.ย.67 เนื่องจากเงิน เฟ้ออยู่ในทิศทางลดลงต่อเนื่อง และเข้าสู่กรอบนโยบบาย ซึ่งหาก ECB ปรับ ลดลงจริง ก็จะถือเป็นการตอกย้่าให้เห็นถึงโอกาสที่ FED จะปรับลด ดอกเบี้ยตามมา ซึ่งอาจเป็นเดือน ก.ย. ท่าให้ลดในปีนี้ได้ 2 ครั้ง และเอื้อต่อ การที่ ธปท.จะปรับลดดอกเบี้ยลงมาได้
ัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐานเช้านี้ น้่าหนักค่อนไปทางบวกเล็กน้อย น่าจะท่า ให้SET INDEX เคลื่อนไหว SIDEWAY UP กรอบ 1374 – 1389 จุด ส่วน หุ้น TOP PICK เลือก ADVANC, BJC และ TIDLOR
ทิศทางดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่ขาลง ทั้งสหรัฐฯ และ ยุโรป ส่วนไทยรอ ดูตัวเลข GDP เช้านี้
ิ่มเห็นทิศทางดอกเบี้ยของแต่ละประเทศเข้าสู่ขาลง (DOVISH มากขึ้น) เริ่มจาก สมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่า ECB อาจปรับลดอัตรา ดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมิ.ย.67 หลังอัตราเงินเฟ้อเดือนล่าสุดอยู่ที่ระดับ 2.4%YOY ซึ่งเริ่มเข้าสู่กรอบเป้าหมายของ ECB ที่ 2% แล้ว ขณะที่สหรัฐฯ ยังเห็นสัญญาณว่า ทิศทางดอกเบี้ยยังอยู่ในทิศขาลง สังเกตุได้จาก FED WATCH TOOL ที่ตลาดคาด FED ลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน 9 และครั้งที่ 2 คือ เดือน 12(ดอกเบี้ยลงจาก 5.50% สู่ระดับ 5.00%)
ในส่วนของไทย ภาพรวมเศรษฐกิจในบ้านเราในช่วง 4Q66 ที่ผ่านมา ขยายตัวเพียง +1.7%YOY และหดตัว -0.6%QOQ ขณะที่ GDP GROWTH ไทยใน 1Q67 CONSENSUS คาดเติบโตแค่ +0.7%YOY และ +0.5%QOQ (รอติดตามตัวเลขจริง เช้านี้) บวกกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่่าเพียง +0.19% ท่าให้ตลาดคาดหวังว่า ธปท. มีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยสัก 1 ครั้งในปีนี้ โดยให้เหตุผลว่า การลดดอกเบี้ย จะ เป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ไม่มากก็น้อยแม้จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้ แต่ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหนี้ อย่าง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูงได้ ขณะที่ในมุมของ ตลาดหุ้นไทยก็มีข้อดีเช่นกัน คือ เป็นการเพิ่ม UPSIDE ของ TARGET SET ราว 60- 70 จุด และช่วยเพิ่มปริมาณการซื้อขายราว 3-4 พันล้านบาท/วัน
สรุป ดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ยุโรป มีโอกาสเห็นการลดดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องด้วยตัวเลขทาง เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่กรอบเป้าหมายของแต่ละธนาคารกลาง แตกต่างจากไทยที่ตัวเลข ทางเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอ่อนแอ และควรได้แรงกระตุ้นจากนโยบายทางการเงิน อย่างเร่งด่วน ส่วนวันนี้คาดกรอบการเคลื่อนไหวของ SET 1374-1389 จุด
เศรษฐกิจไทย 1Q67 น่ากังวลแค่ไหน?
เช้านี้(20 พ.ค.67) เวลา 9.30 น. รอติดตามตัวเลข GDP GROWTH ของไทยใน 1Q67 โดย CONSENSUS คาดการณ์ว่าจะเติบโตราว +0.8%YOY และ +0.6%QOQ ทั้งนี้หากตัวเลขออกมาไม่หดตัว QOQ จะท่าให้เศรษฐกิจบ้านเรารอด พ้นจากภาวะ TECHNICAL RECESSION (GDP QOQ ติดลบต่อกัน 2 ไตรสมาส) ซึ่ง อาจช่วยลดระดับความกังวลไปได้ในระดับหนึ่ง
ขณะที่ระยะถัดไป เศรษฐกิจไทยยังมีความหวังว่าจะเห็นแรงขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ ต่างๆ ที่มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวมากขึ้น ดังนี้
1. การใช้จ่ายภาครัฐ (G) เฉพาะอย่างยิ่งด้านการลงทุน หลังการเบิกจ่าย งบประมาณปี 2567 มีความล่าช้าไปกว่า 7 เดือน กดดันช่วง 1Q67 มีการใช้ จ่ายลงทุนเพียงแค่ 13.9% ของงบประมาณ อย่างไรก็ตามการเร่งเบิกจ่ายที่ เร่งตัวขึ้นนับตั้งแต่ช่วง 2Q67 เป็นต้นไป เชื่อว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นอีก หนึ่งปัจจัยหลัก หนุนให้ GDP ไทยเติบโต
2. การลงทุนเอกชน (I) ยังมีแนวโน้มเติบโตเด่น โดยกระทรวงพาณิชย์เผย ต่างชาติลงทุนไทย 4 เดือนแรกปี 67 (ม.ค.-เม.ย.) เงินสะพัดกว่า 5.5 หมื่นลบ. และหากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนเพิ่มขึ้น 1.6 หมื่นลบ. หรือ +42%YOY อีกทั้งการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ในช่วง 1Q67 มีมูลค่า 2.3 แสนลบ. โดยเพิ่มขึ้น +31%YOY ซึ่งน่าจะเห็นเม็ดเงินจริงไหลเข้ามาบ้านเราใน อีก 1-2 ปีข้างหน้า
3. การบริโภคภาคเอกชน (C) มีความคืบหน้าจากโครงการ DIGITAL WALLET โดย LIST สินค้าต้องห้ามยังคงเป็น 16 รายการ ดังรูปด้านล่างนี้ ขณะที่สินค้าจ่าเป็น รวมถึง SMART PHONE ยังอยู่ในเงื่อนไขที่สามารถซื้อ ได้ ส่วนในสัปดาห์นี้รัฐบาลจะหารือเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระบบในลักษณะ OPEN LOOP เพื่อเปิดให้ WALLET ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและ ธ.พ. สามารถเชื่อมต่อระบบกันได้ หวังเป็นทางเลือกให้ประชาชนสามารถใช้ รับเงินและใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น
สรุป คาดการณเศรษฐกิจไทยใน 1Q67 ที่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค อาจช่วย ลดระดับความกังวลไปได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่ระยะถัดไปบ้านเรายังมีความหวังว่าจะ เห็นแรงขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ต่างๆ ที่มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวมากขึ้น เฉพาะ อย่างยิ่ง G, I, C มองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่ม DOMESTIC PLAY
ตลาดหลักทรัพย์เพิ่มมาตรการระหว่างซื้อขาย DPB และ AUTO HALT เรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยรายละเอียดมาตรการช่วยลดความผันผวนตลาดหุ้น ระหว่างชั่วโมงซื้อขาย 2 วิธีหลักๆ คือ
1. DYNAMIC PRICE BAND (DPB) เริ่มใช้ช่วงปลายไตรมาสที่ 2 คือ ราคาหุ้นที่ +- เกิน 10% จะหยุดเทรด 2 นาที พร้อมกับยกเลิก ORDER ส่วนเกินทิ้ง ช่วยลด ความผันผวน และความเสียหายของราคาจากการ SHORT SELL และการ FORCE SELL ได
ขณะที่ฝ่ายวิจัยฯ ท่าการค้นหาหุ้นที่เคยลงมาเกิน 10% ใน 1 วัน ใน SET100 ในช่วง 1 ม.ค. 66 – 17 พ.ค. 67 พบว่า มีถึง 20 บริษัทที่ลงเกิน 10% ใน 1 วัน คือ NEX, DELTA, JMART, JMT, BSRC, COM7, TOA, VGI, HANA, CENTEL, BYD, EA, KCE, GUNKUL, RCL, KTB, TKN, SJWD, AWC, BLA เป็นต้น
2. AUTO HALT เริ่มใช้ปลายไตรมาสที่ 4 คือ หากมีการตั้ง BID หรือ OFFER ระหว่างวันเกิน 15% ของจ่านวนหุ้นที่จดทะเบียน จะมีการหยุดการซื้อขาย 60 นาที ประเด็นนี้จะลดความเสียหายให้นักลงทุนและโบรกเกอร์ อย่าง กรณีหุ้น MORE ที่มีการตั้ง BID หรือ OFFER สูงถึง 23% ของหุ้นจดทะเบียน ก่อนเกิด ปัญหา
ทั้ง 2 มาตรการระหว่างชั่วโมงซื้อขาย DPB และ AUTO HALT เป็นถือเป็นการ MONITOR ในชั่วโมงซื้อขาย แบบ REAL TIME และสามารถเข้าขัดจังหวะได้ทันทีหากมี ความผิดปกติ แสดงให้เห็นประสิทภาพของตลาดฯ ทั้งจากวิธีการแก้ไขปัญญาเพื่อ ผลประโยชน์ของรายย่อย และเทคโนโลยีที่ล้่าสมัยขึ้นไปอีกขึ้น โดยประเด็นนี้น่าจะเป็น หนึ่งในกลไกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพตลาดฯ และเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะ ถัดไปเพิ่มขึ้นได้
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities









