หุ้นยุโรปร่วงต่อเนื่อง เสี่ยงสตรีคขาดทุนยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2025 จากความตึงเครียดสงคราม
ในระยะสั้นอาจเห็น SET Index ดีดตัวกลับ โดยมีแรงขับเคลื่อนจาก สัญญาณของ Fund Flow วันศุกร์ที่ผ่านมาที่ซื้อสุทธิทั้ง ตลาดหุ้น ตราสารหนี้ และเปิด long ใน Future อย่างไรก็ตามประเมินจากสถานการณ์แวดล้อมทางพื้นฐานที่ปกคลุมอยู่ เชื่อว่า SET Index ยังไม่ผ่านพ้นระยะความผันผวน โดยประเด็นที่จะสร้างความ ผันผวนอันดับแรกได้แก่ สถานการณ์สงคราม อิสราเอล-ฮามาส ซึ่งในปัจจุบันมี การเปิดแนวรุกทางบกที่หนักขึ้น ประเด็นที่อ่อนไหวเป็นเรื่องของโอกาสที่ สถานการณ์สงครามจะขยายวง ทั้งในส่วนพื้นที่สู้รบและผู้เข้าร่วมสงคราม โดยใน ปัจจุบันมีแนวโน้มที่ไม่สู้ดี อีกเรื่องหนึ่งคือนโยบาย Digital Wallet ในบ้านเรา ซึ่งยิ่ง นานวันยิ่งกลายเป็นประเด็นทางการเมืองมากขึ้น โดยในส่วนนี้จะมีผลกระทบต่อ GDP Growth ปี 2567 รวมถึงกำไรบริษัทจดทะเบียน
เป็นไปได้ที่จะเห็น Technical Rebound ในการซื้อขายวันนี้ ประเมินกรอบกาค เคลื่อนไหวของ SET Index ที่ 1380 –1400 จุด อย่างไรก็ตามการTrading ต้อง ใช้ความระมัดระวังสูง หุ้น Top Pick วันนี้BEM, MAJOR และ TOP
ปัจจัยภายนอกขึ้นอยู่กับพัฒนาการสงครามอิสราเอล-ฮามาส
แม้วันศุกร์ที่ผ่านมา SET Index จะดีดตัวขึ้น 17 จุดปิดที่ระดับ 1388.23 จุด อย่างไรก็ ตามตั้งแต่ 7 ต.ค.66 (จุดเริ่มต้นของสงครามอิสราเอล-ฮามาส) SET Index ปรับตัว ลงไปแล้วกว่า 50 จุด หรือ 3.6% ซึ่งพัฒนาการของเหตุการณ์สู้รบระหว่างกันได้ ดำเนินมาเรื่อยๆจนมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวรวมทั้ง 2 ฝ่ายกว่า 9,000 คน โดยกองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือ IDF แถลงว่า กำลังขยายปฏิบัติการภาคพื้นดิน ในกาซาตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา และนายกรัฐมนตรีอิสราเอลประกาศสงครามกับ กลุ่มฮามาสเข้าสู่ช่วงที่ 2 ยอมรับจะใช้เวลานานและยุ่งยากมากขึ้น ประเด็นดังกล่าวจึง ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้น 2.9% และปิดที่ระดับ 90เหรียญฯ/บาร์เรล ซึ่ง ต้องติดตามต่อว่าความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศ ว่าจะมีสัญญาณที่ดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งถ้า ไม่มี คาดทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนต่อไปอีกสักระยะ
ขณะที่ประเด็นอื่นๆ ยังคงเป็นการประชุมของธนาคารกลาง ที่เริ่มจาก ECB คงอัตรา ดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนวันพุธนี้จะมีการประชุม FED ที่ตลาด คาดว่าคงดอกเบี้ยไว้ระดับเดิมเช่นกันที่ 5.50% ทำให้ประเด็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ของธนาคารกลางเริ่มผ่อนคลายลง และอาจเห็นโอกาสของการลดดอกเบี้ยในช่วง ต้น-กลางปี 2567 ซึ่งถือเป็นประเด็นผ่อนคลายต่อตลาดหุ้นทั่วโลก
สรุป การสู้รบกันระหว่างประเทศระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮามาสที่มีโอกาสรุนแรงขึ้น กดดันตลาดหุ้นในช่วงสั้น อย่างไรก็ตามหากพัฒนาการไม่ขยายวงกว้างสู่ประเทศอื่น อย่างที่นักลงทุนกังวลไว้ + ประเด็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายแห่ง ทั้ง ECB FED ดูเบาบางลงเต็มที่ ดังนั้นจึงถือเป็นโอกาสโยกย้ายเม็ดเงินเข้าสู่ สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นมากขึ้นสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มาก หรือ หวังผลกำไรระยะกลาง-ยาว
โดยวันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหว SET Index 1380-1400 จุด
เศรษฐกิจไทยปีหน้าหวังโตต่อเนื่อง
กระทรวงการคลังปรับลดประมาณการภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2566 โดยคาดว่าจะ ขยายตัวเฉลี่ยที่ 2.7%YoY (หรือช่วง 2.2 - 3.2%) ซึ่งลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 3.5%YoY หลังภาคการส่งออกชะลอตัวตามเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทยใน 1H66 บวกกับการลงทุนภาครัฐค่อนข้างทรงตัว เป็นเพราะการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2567 ล่าช้า
อย่างไรก็ตามในปี 2567 มองว่าเศรษฐกิจบ้านเราจะมีทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ด้วยแรง หนุนของการบริโภคภาคเอกชน และภาคการส่งออก รวมถึงการฟื้นตัวของภาค ท่องเที่ยว และมาตราการกระตุ้นเศรฐกิจต่างๆ ของรัฐบาล โดยหากมีการรวม ผลกระทบจากนโยบายแจกเงิน Digital Wallet 10,000 บาท วงเงิน 5.6 แสนล้านบาท เข้าไปในการประมาณการภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ธปท. คาดว่า GDP Growth จะอยู่ที่ 4.4%YoY ขณะที่กระทรวงการคลังไม่ได้รวมผลของนโยบายนี้ คาด ว่า GDP Growth จะอยู่ที่ 3.2%YoY ซึ่งยังเห็นภายแนวโน้มการขยายตัวสูงกว่าปี 2566
สรุป เศรษฐกิจไทยปีนี้แม้หลายสำนักเศรษฐกิจจะมีการปรับลดประมาณ GDP Growth จากผลกระทบของภาคการส่งออกชะลอตัว แต่ในปี 2567 มองว่าเศรษฐกิจ บ้านเราจะมีทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ด้วยแรงหนุนของการบริโภคภาคเอกชน และภาค การส่งออก รวมถึงการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และมาตราการกระตุ้นเศรฐกิจต่างๆ ของรัฐบาล
SET ตกหนักเกินไป 2 เดือน -11.3% หวังจะเริ่มชะลอการลง และ Fund Flow สลับมาหนุน
ในช่วง เดือน ก.ย. – ต.ค. 23 SET Index ปรับตัวลดลง 2 เดือนติดกว่า -11.3% ซึ่ง เป็นการลดลงลึกมากหรือ คิดเป็นระดับ Pecentile 91.5% เมื่อเทียบกับระยะ 2 เดือน ตั้งแต่ SET Index ก่อตั้งในปี 1975 –2023 (48 ปี มีจำนวนข้อมูล 2 เดือน 581 ข้อมูล) ซึ่งช่วงที่ลงหนักส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตทั้งสิ้น อาทิ วิกฤตดอทคอม, ต้มยำกุ้ง ซับไพร์ม, โควิดถือ เป็นต้น ขณะที่ปัจจุบัน ถือว่า SET ตกหนักเกินไป เมื่อเทียบกับ แนวโน้มเศรษฐกิจและกำไรยังยังมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง
ส่วนวันนี้ SET มีโอกาสฟื้นตัวจาก 2 ปัจจัยหนุนช่วงสั้น
▪ คาดหวัง Momentum จาก Fund Flow ต่างชาติช่วงสั้น หลังจากต่างชาติ สลับมาซื้อสุทธิทุกตลาดในวันศุกร์ ทั้งตลาดหุ้น 1.3 พันล้านบาท ตลาดตรา สารหนี้ 5.9 พันล้านบาท และ ตลาดฟิวเจอร์ส 2.1 หมื่นสัญญา
▪ หุ้น DELTA รายงานงบ 3Q66 กำรทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 5.4 พันล้านบาท (+ 32%YoY) หากเปรียบเทียบกับช่วงรายงานงบ 2Q66 ที่กำไร 4,668 ล้าน บาท ในวันเดียวราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่างวันสูงถึง 119.5 บาท จาก ราคาปิดวันก่อนหน้าที่109.5 บาท ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ที่ 76.25 บาท
สรุป แม้ปัจจัยภายนอกยังมีความผันผวนจากสงคราม แต่ SET Index ก็ย่อตัวมาลึก เกินไป จน Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจ กลยุทธ์ยังคงแนะนำทยอยสะสมและ Buy&Hold กระโดดข้ามความผันผวนช่วงนี้กับหุ้น PTTGC, MAJOR, LH, SIRI, AP, BEM, CPN, CPF, GULF, BGRIM, ADVANC, MINT สำหรับ Toppick วันนี้แนะนำ TOP, BEM, MAJOR
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities









