เงินเอเชียทรงตัวขณะที่ดอลลาร์ชะลอตัว; เยนอ่อนค่าท่ามกลางการเลือกตั้ง
เงินเฟ้อเดือนเมษายนชะลอลงต่อเนื่องสู่ระดับ 2.67%
ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงานและฐานราคาที่สูงในปีก่อนหน้า
-
Headline Inflation April 2023
Actual: 2.67% Previous: 2.83%
KTBGM: 2.55% Consensus: 2.70%
-
กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนเมษายนชะลอลงต่อเนื่องสู่ระดับ 2.67% จากการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าพลังงานและการชะลอลงของราคาหมวดอาหาร รวมถึงฐานราคาที่สูงในปีก่อนหน้า
-
สำหรับเดือนพฤษภาคม กระทรวงพาณิชย์มองว่า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอลง ตามฐานราคาที่สูงในปีก่อน ส่วนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงก็อยู่ในระดับต่ำจากปีก่อนหน้ามาก อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นตามการท่องเที่ยว ค่าแก๊สหุงต้มที่ยังสูงและปัญหาภัยแล้งก็อาจส่งผลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อได้ ทั้งนี้ ตลอดทั้งปี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 1.7%-2.7%
-
เรามองว่า แนวโน้มการชะลอตัวลงของอัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากฐานราคาที่สูง ในขณะที่การส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ หากเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวได้ดีขึ้น จะยังคงเป็นปัจจัยหนุนเงินเฟ้อได้ ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 2.00%
-
อย่างไรก็ดี หากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าระดับ 2% ได้นานกว่าคาด โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เรามองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีโอกาสพิจารณาเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อได้ (แม้เรายังมองว่าโอกาสเกิดมีไม่มากก็ตาม) ทำให้เราคงรอจังหวะบอนด์ยีลด์ไทยปรับตัวขึ้นต่อ เพื่อทยอยเข้าซื้อ โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์ 5 ปี ที่เรามองว่า ระดับ 2.25% ขึ้นไปจะมีความน่าสนใจ
กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับ 2.67% ลดลงจากระดับ 2.83% ในมีนาคม
-
กระทรวงพาณิชย์รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนล่าสุด เพิ่มขึ้น +0.19% จากเดือนก่อนหน้า (เราคาด +0.05%) ตามการปรับตัวขึ้นของราคาในหมวดอาหารและครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ถึง +0.34% (ราคาเนื้อสัตว์ เป็ดไก่และสัตว์น้ำ ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง) นอกจากนี้ ราคาสินค้าหมวดอื่นๆ ก็ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.08% ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจ
-
เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงต่อเนื่องสู่ระดับ 2.67% จาก 2.83% ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยหนุนยังคงเป็นราคาหมวดอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้า ตามต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการสิ้นสุดของโปรโมชั่น นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อยังได้แรงหนุนตามการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ค่าไฟฟ้า แก๊สหุงต้ม ค่าโดยสารสาธารณะ เป็นต้น ส่วนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังคงลดลง -1.1% รวมถึงฐานราคาสินค้าและบริการที่สูงในปีก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงต่อเนื่อง และเมื่อหักราคาอาหารสดรวมถึงพลังงานออก อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ชะลอลงต่อเนื่องสู่ระดับ 1.66%
-
กระทรวงพาณิชย์ คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤษภาคมอาจ“ชะลอลงมากขึ้น” จากฐานราคาที่สูงในปีก่อน กอปรกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงก็อยู่ในระดับต่ำจากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ต้นทุนผู้ประกอบการที่ยังอยู่ในระดับสูงและอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวดีขึ้นตามภาพเศรษฐกิจก็อาจหนุนราคาสินค้าและบริการได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปสู่ระดับ 1.7%-2.7% ในปีนี้ (ค่ากลาง 2.2%)
การชะลอตัวลงของอัตราเงินเฟ้อทำให้เรายังคงมองว่า กนง. จะจบการขึ้นดอกเบี้ย ณ ระดับ 2.00% แต่ยังคงต้องจับตาสถานการณ์อัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด
-
แนวโน้มการชะลอตัวลงของอัตราเงินเฟ้อนั้นเป็นไปตามคาด เนื่องจากฐานราคาในปีก่อนหน้าอยู่ในระดับสูงและจะสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยมีจุดสูงสุดในเดือนตุลาคมของปีก่อน ส่วนอีกปัจจัยที่กดดันอัตราเงินเฟ้อ คือ ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ยังคงทรงตัวในกรอบ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนหน้าที่ราคาน้ำมันดิบนั้นสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดี ปัจจัยหนุนอัตราเงินเฟ้อนั้นยังคงมีอยู่จากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ และการบริโภคในประเทศที่กลับมาคึกคักมากขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งความกังวลดังกล่าวได้สะท้อนในการประชุม Monetary Policy Forum ล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำให้ เราคงมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง +0.25% สู่ระดับ 2.00% ในการประชุมเดือนพฤษภาคม ซึ่งเรามองว่าจะเป็นระดับสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Terminal Rate) ในรอบนี้
-
อย่างไรก็ดี เราเห็นว่า ในการประชุม Monetary Policy Forum ดังกล่าว ทาง ธปท. แสดงความกังวลพอสมควรว่า อัตราเงินเฟ้ออาจอยู่ในระดับสูงได้นานกว่าคาด หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีและมีการส่งผ่านต้นทุนมากขึ้น อีกทั้ง ธปท. ยังส่งสัญญาณว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (Real Policy Rate) ก็ควรเป็นบวก หากเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับสู่ระดับศักยภาพ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดย เราประเมินว่า หากโมเมนตัม ของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป “เฉลี่ยแล้วไม่เกิน +0.3%m/m” กนง. ก็อาจไม่จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ เพราะอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงก็จะเริ่มกลับมาเป็นบวกได้ เมื่อถึงการประชุมครั้งถัดไปในเดือนสิงหาคม แต่หากโมเมนตัมอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าระดับดังกล่าวชัดเจน ก็มีโอกาสที่ กนง. อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องได้จนแตะระดับ 2.25% หรือมากกว่า
-
ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่มองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุดอาจอยู่ที่ระดับ 2.00% ดังจะเห็นได้จากการที่บอนด์ยีลด์ระยะสั้น อย่าง บอนด์ยีลด์ 2 ปี ก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.90% แต่เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดบอนด์ที่ยังสูงอยู่ ทำให้การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะสั้นและระยะกลางนั้นยังไม่มาก และส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้เล่นในตลาดอาจรอผลการประชุม กนง. ในเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ดี เรามองว่า บอนด์ยีลด์ไทยยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ หาก กนง. เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อได้จริงตามคาด พร้อมกับส่งสัญญาณชี้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจยังไม่จบลงหรือ กนง. ยังคงแสดงความกังวลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้ออยู่ ทำให้ นักลงทุนควรรอจังหวะให้ บอนด์ยีลด์ ปรับตัวสูงขึ้น เพื่อทยอยเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip ซึ่งบอนด์ระยะสั้นอย่างบอนด์ 2 ปี เรามองว่า บอนด์ยีลด์ก็ควรปรับตัวขึ้นถึง 2% จึงจะน่าสนใจ ส่วนบอนด์ยีลด์ 5 ปี ไทย เรามองว่าระดับ 2.25% ขึ้นไป ก็ถือว่าเป็นระดับที่มีความน่าสนใจ โดยระดับดังกล่าวเราได้มีการเผื่อความเสี่ยงที่ กนง. อาจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสูงกว่าที่เราคาด (หนุนให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น) รวมถึงได้คำนึงถึงปัจจัยสภาพคล่องในตลาดที่สูง (ทำให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวลงหรือทรงตัว) ด้วยเช่นกัน

