หุ้นตัวนี้คือตัวเลือกอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์อันดับหนึ่งของ Needham สําหรับปี 2026
GDP Growth งวด 1Q66 ของสหรัฐออกมาที่ 1.1% QoQ ซึ่งแม้จะต่ำกว่าคาด แต่ก็ยังตีความในทางบวกได้ เพราะทำให้โอกาสที่จะเกิด Technical Recession ถูกเลื่อนออกไปเร็วที่สุดคือปลายปี 2566 ภาวะดังกล่าวน่าจะทำให้Fed หลังจาก ปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบต้นเดือน พ.ค.66 แล้ว น่าจะคงระดับอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายที่บริเวณ 5.25% ไว้ได้นานขึ้น ซึ่งช่วงการคงอัตราดอกเบี้ย ดังกล่าวเราพบว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นสามาถ Perform ได้ดี สำหรับผล ประกอบการงวด 1Q66 ของบริษัทจดทะเบียนไทย พบว่ายังอยู่ในทิศทางบวก โดย ทำได้สูงกว่า Consensus ราว 15-17% ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นได้ ทั้งนี้โดยภาพรวมเราเชื่อว่าทิศทางของ SET Index (หากไม่นับรวมอิทธิพลของหุ้น DELTA) น่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้น
หากไม่รวมอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น DELTA วานนี้ต้องถือว่า SET Index วานนี้ปรับขึ้นได้เล็กน้อย เชื่อว่าน่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น คาด SET Index วันนี้ อยู่ในกรอบ 1520 – 1545 จุด Top Pick เลือก AOT (BK:AOT), CPALL (BK:CPALL) และ CPN
ดอกเบี้ยสหรัฐฯใกล้สิ้นสุดขาขึ้น + ความกังวล RECESSION น้อยลง หนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯช่วงสั้น
วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรงในกรอบ 1.5% ถึง 2.5% แม้GDP สหรัฐไตรมาส 1 จะโตแค่ 1.1%QoQ น้อยกว่าตลาดคาดไว้ที่ 2%QoQ ซึ่งลดลงจากการลงทุนของ ภาคเอกชน -12.5% ขณะที่ตัวที่เป็นบวก คือ ภาคการส่งออก +4.8% การใช้จ่ายภาครัฐ +4.7% และการบริโภค +3.7% ขณะที่ตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานออกมาต่ำกว่าคาด อยู่ที่ 2.3 แสนตำแหน่ง รวมถึงอัตราการว่างงานยังอยู่ระดับต่ำที่ 3.5% ซึ่งตีความได้ว่า การบริโภคของประชาชนยังดีอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่เคยนำเสนอว่า ยอดใช้บัตร เครดิตสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ตลาดคาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐที่จะเกิด Recession อาจจะ delay ออกไป
ขณะที่นักลงทุนจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันศุกร์นี้ ที่ตลาดคาด +4.1%YoY ลดลงจากงวดก่อนหน้า +5.0%YoY ซึ่งดัชนี PCE เป็นมาตรวัด เงินเฟ้ออที่ Fed ให้ความสำคัญไม่แพ้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และจุดสำคัญที่ต้องจับตา คือ การประชุม Fed วันที่ 3 พ.ค.66 ที่ตลาดคาดเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายที่ 5.25% และ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non Farm payroll) ที่ตลาดคาดอยู่ที่ 181,000 ตำแหน่ง ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 236,000 ตำแหน่ง
สรุป เริ่มมีสัญญาณบวกจากวัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของ Fed ใกล้จบลง ขณะที่ประชาชนในสหรัฐฯยังมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย ประเด็นดังกล่าวทำให้ความกังวล Recession ผ่อนคลายช่วงสั้น หนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ แกว่งในทิศขาขึ้น อย่างไรก็ตาม หาก สัปดาห์หน้าตัวเลขเศรษฐกิจที่จะประกาศ อาทิ Manufacturing PMI และ NonFarm payroll ออกมาต่ำคาด อาจเป็น ประเด็นฉุดรั้งตลาดหุ้นได้อีกระลอก
ดอกเบี้ยสหรัฐใกล้เข้าจุดทรงตัว หนุนตลาดหุ้นดีดกลับ
วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นแรงราว +1.2% ถึง 2.4% หลังผลประกอบการบริษัทจด ทะเบียนออกมาดีกว่าคาด บวกกับได้ความหวังที่ Fed ใกล้จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยมีมากขึ้น หลัง GDP Growth งวด 1Q66 ขยายตัวเพียง +1.1%QoQ ซึ่งจากข้อมูลในอดีตชี้ให้เห็น ว่า ช่วงที่ Fed คงอัตราดอกเบี้ย จะทำให้ตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดย SET Index +19.7% หลัง Fed คงดอกเบี้ย 14 เดือน ในช่วงปี 2006-2007 และ +8.8% ในช่วงปี 2018-2019 หลัง Fed คงดอกเบี้ย 7 เดือน
ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยนโยบานสหรัฐเข้าใกล้ปลายทางขาขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยผล การสำรวจของ Fed Watch Tool พบว่ามีโอกาสสูงถึง 84% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก เพียงแค่ในปีนี้ 1 ครั้ง มาอยู่ที่ 5.25% ในการประชุมรอบเดือน พ.ค. ก่อนที่จะเริ่มปรับ ในช่วง 4Q65 ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของ Bloomberg
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเศรษฐกิจ Recession ยังเป็นเรื่องที่ต้องระวัง จากการตอกย้ำ ด้วยข้อมูล Inverted Yield Curve ของส่วนต่างระหว่าง Bond Yield 10 และ 2 ปี สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2000-2020 หากติดลบมักเป็นสัญญาณชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ Recession (ตามHighlight สีแดง) ได้ถึง 3 ครั้ง (จากวิกฤต Dot Com, Sub Prime และ COVID-19) โดยจุดที่น่าสนใจมากกว่า คือ ยามที่ส่วนต่างระหว่าง Bond Yield 10 และ 2 ปีพลิกจากแดนลบกลับมายืนในแดนบวกในช่วง 0-1% มักเป็นสัญญาณเตือนของ Recession เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนถัดไป
สรุป อัตราดอกเบี้ยสหรัฐเข้าใกล้ปลายทางขาขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ หลัง GDP Growth 1Q66 ขยายตัวเพียงเล็กน้อย ซึ่งจากสถิติในอดีตการคงดอกเบี้ยของ Fed มักจะหนุน ตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นมาในช่วงเวลาดังกล่าว และน่าจะเป็น Sentiment เชิงบวกต่อ บ้านเราเช่นกัน
PEFORMANCE SET INDEX มีโอกาสค่อยๆ ดีขึ้น
แม้วานนี้ SET Index จะปรับตัวลง 12.72 จุด หรือ 0.82% แต่ถ้าหัก DELTA ออกก็เห็น การฟื้นขึ้นของดัชนีราว 3 จุด อีกทั้งยังเห็นหุ้นแต่ละกลุ่มบวกกระจายตัวมากขึ้น อาทิ กลุ่ม PKG +2.6%, PETRO 2.25%, CONMAT 1.96%, AUTO 1.04%, ENERG 0.32% เป็นต้น
นอกจากนี้หากดูย้อนหลัง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ดัชนีหุ้นขนาดใหญ่อย่าง SET50 ติดลบเพียง -1.96% (หัก DELTA ออกแทบจะไม่ลบ) ขณะที่หุ้นขนาดเล็กอย่าง MAI และ SSET แม้ไม่ถูกกดดันจากหุ้น DELTA ยังปรับตัวลงแรงถึง -4% และ -3.3% ตามลำดับ
ดังนั้นภายใต้ Fund Flow ที่เริ่มไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทยมากขึ้น, ผล ประกอบการ 1Q66 ที่ประกาศออกมาดีกว่าที่ Blomberg Consensus คาดถึง 17% และใกล้เข้าสู่ช่วง Election rally คาดจะช่วยให้ Performance ของหุ้นไทยดีขึ้น โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่พื้นฐานดี สภาพคล่องสูง SCC, SCGP, IVL, AOT, CPN, CPALL, BEM เป็นต้น
ส่วน Top pick วันนี้เลือก AOT, CPN, CPALL
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








