หุ้นตัวนี้คือตัวเลือกอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์อันดับหนึ่งของ Needham สําหรับปี 2026
ปัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐานหลักที่ปกคลุมตลาดหุ้นโลก ได้แก่สัญญาณความกลัว ภาวะ Economic Recession เฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐ ซึ่งล่าสุดปรากฎสัญญาณ ชะลอตัวของภาคแรงงาน สถานะของสถาบันการเงินที่อยู่ในโหมดระมัดระวังการ ปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ราคาน้ำมันที่กลับมาย่อตัว สำหรับบ้านเรา แม้ความเสี่ยงเรื่อง Recession จะมีต่ำมาก แต่ด้วย Sentiment ที่ส่งมาจากต่างประเทศก็น่าจะสร้าง แรงกดันต่อราคาหุ้นได้เช่นกัน สำหรับปัจจัยในประเทศ ที่อยู่ในความสนใจได้แก่ ผลประกอบการงวด 1Q66 ที่ภาพรวมน่าจะเห็นการฟื้นตัว QoQ ซึ่งก็น่าจะมีส่วน ในการช่วยพยุงตลาด อีกประเด็นหนึ่งได้แก่ค่า Ft ที่ดูเหมือนต้องรอความชัดเจน เพิ่ม แต่ก็ไม่น่าจะเปิด Downside ให้กับกลุ่มโรงไฟฟ้า หรือ SET Index เพิ่ม ภาพรวมคาดว่า SET Index ยังไม่สดใส แต่ Downside ก็มีจำกัด
ถึงแม้SET Index จะอยู่ในภาวะที่ไม่สดใส แต่ก็เชื่อว่า Downside จะมีอยู่จำกัด ภาวะดังกล่าวถือเป็นโอกาสสะสมหุ้นพื้นฐานดี วันนี้คาด SET Index เคลื่อนไหวใน กรอบ 1555 – 1570 จุด Top Pick เลือก BEM, KTB และ SCGP
ความกังวลเรื่อง ECONOMIC RECESSION ปกคลุมตลาด
ปัจจุบันถือได้ว่าระดับความกังวลเรื่องความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะ Recession ปกคลุมตลาดการเงินอย่างเต็มตัว ท่ามกลางสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในทิศทาง ที่แย่ลงต่อเนื่อง ทั้งตลาดแรงงานสหรัฐอาจมีแนวโน้มชะลอตัว หลังผู้ยื่นขอสวัสดิการ ว่างงาน (Initial Jobless Claims) ล่าสุดอยู่ที่ 245,000 ราย ปรับตัวสูงกว่าตลาดคาด และเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนที่ระดับ 240,000 รายขณะที่ข้อมูลในอดีตชี้ให้เห็นว่าตัวเลข ผู้ขอสวัสดิการว่างงานมักพุ่งสูงในช่วงการเกิดวิกฤต อาทิ Financial Crisis ในช่วงปี 2008-2009, Dot-com Recession ในช่วงปี 2000 เป็นต้น
รวมถึงธนาคารพาณิชย์สหรัฐยังเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ สะท้อนจากการ ปล่อยกู้เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมในช่วง 1Q66 ขยายตัวเพียง +1.5%YoY ลดลง ต่อเนื่องจาก 4Q65 ที่ +10.6%YoY โดยการปล่อยกู้ฯ ปรับตัวลงค่อนข้างชัดเจนในเดือน มี.ค. 66 หลังสถาบันการเงินสหรัฐ-ยุโรปประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็น ผลพวงมาจากการเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงตลอดช่วงปีที่ผ่านมา โดยผลกระทบ ดังกล่าวกำลังทำให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น และการลงทุนต่างๆ ในระยะ ถัดไปอาจชะลอตัว จนท้ายที่สุดแล้วก็จะส่งต่อไปยังภาคการใช้จ่าย
ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวลดลงมาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นสัปดาห์ โดยวานนี้ราคา นำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลงราว -2.43% หลุดแนวรับ 83 เหรียญฯ เข้าสู่ระยะสั้นพัก ฐาน แม้ราคาน้ำมันดิบจะมีแรงหนุนจาก OPEC+ ประกาศปรับกำลังการผลิตในช่วงต้น เดือนที่ผ่านมา
สรุป ระดับความกังวลที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันกำลังพุ่งเป้าไปที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจจะ เข้าสู่ภาวะ Recession ท่ามกลางสัญญาณการชะลอตัวทั้งในภาคแรงงานสหรัฐ รวมถึงภาคธุรกิจมีแนวโน้มเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมับดิบยังร่วงลงพัก ฐานต่อเนื่อง สำหรับการลงทุนในช่วงนี้ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม Defensive อาทิ BEM, BGRIM, GULF, LH, BDMS, BH เป็นต้น
ลุ้น กกพ. ปรับลดค่า FT งวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 66 ลง กดดันกลุ่ม โรงไฟฟ้าเล็กน้อย
อ้างอิงจากแหล่งข่าว ฐานเศรษฐกิจ ระบุว่า ในวันนี้ (21 เม.ย. 2566) ทาง กกพ. จะ พิจารณาเรื่องการปรับลดค่า Ft งวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 66 ลง เนื่องจากทางการไฟฟ้าฝ่าย ผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เสนอขอรับภาระยืดหนี้การชำระค่าไฟฟ้าที่รับภาระแทน ประชาชนไปก่อนจากเดิมที่ 2 ปี ออกไปเป็น 2ปี 4 เดือน ซึ่งอาจส่งผลให้ ค่า Ft เดือน พ.ค.-ส.ค. 66 ลดลงจากเดิมที่ประกาศไว้ได้ราว 7 สาตางค์/หน่วย มาอยู่ราว 91 สตางค์/ หน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 66 ลดลงเหลือ 4.70 บาท/หน่วย จาก เดิมที่ประกาศไว้ที่ 4.77 บาท/หน่วย โดยหากได้รับความเห็นชอบ คาดว่าจะมีการรับฟัง ความเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย จากนั้นจะประกาศลดค่าไฟฟ้าต่อไป
ประเด็นดังกล่าว ถือเป็น sentiment เชิงลบเล็กน้อย กดดันต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ที่มี สัดส่วนการขายไฟฟ้าให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม อย่าง BGRIM GPSC GULF โดยใน เชิงของรายได้ จะทำให้รายได้ปรับตัวลดลงอีกเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการค่า Ft เดือน พ.ค.-ส.ค. ที่ได้ประกาศออกไปในช่วงก่อนหน้านี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในด้านของประมาณ การ และ margin กำไร คาดว่าจะไม่ได้กระทบต่อกำไรของผู้ประกอบการอย่างมีมีนัยฯ มากนัก ซึ่งหากผู้ประกอบการมีการบริหารจัดการต้นทุนได้เป็นอย่างดี อาจไม่ได้มีผลต่อ ประมาณการ อีกทั้งในความเป็นจริง อาจต้องพิจารณาต้นทุนก๊าซฯที่เกิดขึ้นจริง ณ ช่วงเวลาดังกล่าวว่าจะปรับเพิ่มขึ้น หรือลดลงจากประมาณการที่ใช้คำนวนมาก/น้อย เพียงใด นอกจากนี้ ตัวเลขค่า Ft ดังกล่าว ยังถือเป็นประเด็นที่ต้องรอผลการประชุม และ การประกาศใช้จริงจากทาง กกพ. อย่างเป็นทางการก่อน ดังนั้น ก็ยังถือเป็นประเด็นที่ ต้องติดตามผลต่อไป
SET INDEX ยังไร้ปัจจัยบวก ขณะที่ปัจจัยกดดันมีหลายส่วน
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงกว่า 2.7%mtd ล่าสุดอยู่ที่ 1565.10 จุด ซึ่งเม็ดเงินยังคงไหลออก จากตลาดหุ้นไทยทั้งฝั่งสถาบัน และ ต่างชาติ กว่า 1.9 พันล้านบาท และ 5.1 พันล้าน บาท ตามลำดับ ซึ่งสาเหตุหลักๆคงมาจากการที่ไร้ปัจจัยขับเคลื่อนไปข้างหน้า บวกกับมี ปัจจัยกดดันหลักๆ 3 ประเด็น ดังนี้
1. ความเสี่ยงการเกิด Recession ของหลายประเทศ ทั้งฝั่งสหรัฐฯที่นักลงทุนพุ่ง เป้าไปที่ภาคแรงงานที่ส่งสัญญาณการชะลอตัว หลังกลุ่มบริษัท Tech ทยอยเลิก จ้างพนักงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝั่งยุโรป อัตรเงินเฟ้อยังยืนระดับสูง บวกกับ ตลาดคาดว่า BOE จะขึ้นดอกเบี้ยไปอีกประมาณ 2-3 ครั้ง ไปจบที่ 4.75 – 5% เสี่ยงต่อการเกิด Recession เช่นกัน(รายละเอียดเพิ่มเติม Market Talk ประจำ วันที่ 20 เม.ย.66) กดดันราคาน้ำมันเริ่มย่อตัวลง เป็นลบต่อตลาดหุ้นไทยที่มี สัดส่วน Market Cap ในหุ้นอิงกับราคา Commodity ถึง 30%
2. Sentiment เชิงลบของกลุ่มโรงไฟฟ้า หลัง กกพ.จะพิจารณาเรื่องการปรับลด ค่าไฟฟ้าเอฟทีสำหรับงวด พ.ค.-ส.ค.66 ในวันนี้ คาดอยู่ที่ 4.70 บาท/หน่วย ซึ่ง ปัจจุบันค่า FT เดือน พ.ค.-ส.ค. อยู่ที่ 4.77 บาท/หน่วย(รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ หัวข้อก่อนหน้า)
3. ความเสี่ยงของการแพร่ระบาดโควิดในประเทศ หลังผ่านพ้นช่วงสงกรานต์ พบ ผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศอีกครั้ง โดยกรมควบคุมโรคเปิดเผยตัวเลขผู้ติดเชื้อ ช่วงสงกรานต์ (9-15 เม.ย.) พบว่า มีผู้ป่วยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 435 ราย เฉลี่ยวันละ 62 ราย ถือว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าจากสัปดาห์ก่อนหน้า บวกกับ การระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่ XBB.1.16 หรือ “อาร์คตูรุส” กว่า 27 คนและเสียชีวิต 1 ราย(ข้อมูลประจำวันที่ 17 เม.ย.66)
ประเด็นดังกล่าว จึงทำให้ SET Index แกว่งผันผวนในทิศทางขาลงตั้งแต่ต้นเดือน อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่ม Defensive ยังคงแข็งแกร่งกว่าตลาดฯ อาทิ HELTH +1.64%, TRANS +1.16%, BANK +0.24% เป็นต้น
โดยวันนี้ คาด SET Index ผันผวนในทิศทางลง และมีแนวรับที่ระดับ 1555 จุด ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นกลุ่มดังกล่าว คาดทำให้ผลตอบแทนของพอร์ตผันผวนน้อย กว่าตลาดฯ อาทิ BDMS BH AOT (BK:AOT) BEM KTB BBL เป็นต้น
ส่วน Top picks วันนี้ เลือก BEM, KTB จากหุ้น Theme Defensive และ SCGP หุ้น เด่นกำไร 1Q66 โต ราคา Laggard
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








