หุ้นตัวนี้คือตัวเลือกอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์อันดับหนึ่งของ Needham สําหรับปี 2026
เริ่มเข้าสู่โหมดของวันหยุดยาว ซึ่งโดยปกติมักจะเห็นบรรยากาศการซื้อขายที่เบา บางอยู่แล้ว ส่วนปัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐานช่วงนี้ ก็เข้าสู่โหมดของความกังวล เรื่อง Recession ของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ โดย สัญญาณที่ปรากฎออกมาพบว่าตัวเลขเศรษฐกิจ ทั้งในการผลิตภาคอุตสาหกรรม และตลาดแรงงาน ส่งสัญญาณไปในทางลบ ขณะที่สัญญาณในตลาดการเงินก็เชื่อ ว่า Fed น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่บริเวณ 5% และน่าจะลดลงในช่วง 2H66 ซึ่งจากการศึกษารูปแบบของดอกเบี้ยกับ Recession ย้อนหลังพบว่า หลังจากที่ Fed เริ่มลดดอกเบี้ยไม่นานก็จะเข้าสู่ Recession และเกิดแรงกดดัน ต่อตลาหุ้น อย่างไรก็ตามในบ้านเราในระยะถัดไป ยังพอคาดหวัง Fund Flow ไหล เข้าได้ จากภาพเศรษฐกิจที่ยังเติบโต และ Market Earning Yield Gap ที่กว้าง
ประเมินว่า SET Index น่าจะผันผวนในกรอบที่แคบลง อยู่ในช่วง 1585 – 1610 จุด ปัจจัยที่กลับมามีน้ำหนักสร้างแรงกดด้น เป็นความกังวลเรื่อง Recession ใน ประเทศพัฒนาแล้ว หุ้น Top Pick เลือก CK, CPN และ PTTEP
ความกังวล RECESSION สหรัฐฯ ยังคงอยู่ ภาพรวมกดดันสินทรัพย์ เสี่ยง ขณะที่ไทยคาดได้รับแรงกดดันน้อยกว่า เพราะ ?
วานนี้สหรัฐมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานใหม่ (Job Opening) ออกมาอยู่ที่ 9.9 ล้าน ตำแหน่ง ต่ำกว่าตลาดคาด และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ พ.ค. 2021 ขณะเดียวกัน CEO ของ JP Morgan กล่าวว่าวิกฤตในภาคธนาคารสหรัฐยังคงมีอยู่ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่อง อีกหลายปีภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พอเกิดปัญหา Bank Run ทำให้ Fed เตรียมออก มาตรการควบคุมการปล่อยกู้ ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ หากดูจากข้อมูลในอดีต พอ ปล่อยกู้น้อยลง เศรษฐกิจก็จะชะลอตัว แล้วเกิด Recession ตามมา ดังนั้นคาดว่า สถานการณ์ปัจจุบันจะคล้ายในอดีต คือ Fed ลดอัตราดอกเบี้ย หุ้นขึ้นช่วงแรก แต่ต่อมาหุ้น ก็ปรับตัวลงเพราะต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย
หากพิจารณาจากการคาดการณ์ของ Bloomberg จะเห็นได้ว่าโอกาสในการเกิด Recession ในอีก 1 ปีข้างหน้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 60% เป็น 65% ขณะเดียวกัน World Bank ยังออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจโลกเสี่ยงต่อการเป็น Lost Decade หรือ GDP โลกช่วงปี 2565-73 อาจมีการเติบโตเฉลี่ยเพียง +2.2% ต่อปี ซึ่งลดลงจาก +2.6% ในปี 2554-64 ดังนั้นหุ้นสหรัฐอาจจะชะลอตัวได้ในระยะถัดไปจาก 1. ความกังวล Recession ที่กลับมาอีกครั้ง 2. Earning Yield Gap ที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 3%
สรุป Recession ในสหรัฐยังคงอยู่ และอาจกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯอีกครั้ง ขณะที่บ้าน เราอาจไม่ได้รับแรงกดดันเท่าที่ควร เนื่องจากโอกาสในการเกิด Recession อยู่ระดับ ต่ำ ขณะที่ Market Earning Yield Gap ยังอยู่ระดับสูงกว่าสหรัฐฯ (รายละเอียด เพิ่มเติมรอติดตาม Market Talk ประจำวันศุกร์ 7 เม.ย.66)
หาหุ้น LAGGARDED ท่ามกลางการส่งออกชะลอตัว
ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน ก.พ. เกินดุลอยู่ที่ 1.33 พันล้านเหรียญฯ จากที่มีการขาดดุลใน เดือน ม.ค. 2.0 พันล้านเหรียญฯ โดยมีแรงผลักจากทั้งดุลบริการฯ เกินดุล 22 ล้าน เหรียญฯ รวมถึงดุลการค้าที่ฟื้นตัวเด่นเกินดุล 1.31 พันล้านเหรียญฯ สะท้อนภาพรวม เศรษฐกิจไทยเดือน ก.พ. ยังถือว่าปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า
ทั้งนี้ถึงแม้การส่งออกไทยเดือน ก.พ. 66 -4.74%YoY หลักๆ ถูกกดดันมาจากสินค้า อุตสาหกรรม (มีสัดส่วนการส่งออกมากสุดที่ 78.75% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด) หด ตัวราว -6.2%YoY รวมถึงกลุ่มสินค้าแร่และเชื้อเพลิง หดตัวราว -10%YoY แต่เมื่อเทียบ เป็นรายเดือนมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 22 พันล้านเหรียญฯ หรือ +10.50%MoM ซึ่ง ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มสินค้า
สำหรับรายชื่อสินค้าเดือน ก.พ. ที่ขยายตัวได้ดีทั้ง YoY, MoM และมีความเกี่ยวข้องกับ ธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีดังนี้ ไก่สดแช่แข็ง (CPF, TFG, GFPT), น้ำตาล ทรายและกากน้ำตาล (KSL, KTIS), ทูน่ากระป๋อง (TU), แผงวงจรไฟฟ้า (HANA, KCE), รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (SAT, AH, STANLY)
ขณะเดียวกันการส่งออกเดือน ก.พ. ในสินค้าบางรายการมีทิศทางดีขึ้น แต่ราคาหุ้นยังฟื้น ช้ากว่า ท่ามกลางเงินบาทที่ค่อนข้างทรงตัว อาทิ ITC, TU, CPF, GFPT, SAT, KSL, HANA, KCE, STANLY
สรุป ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเดือน ก.พ. ยังถือว่าปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่ง สะท้อนจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่พลิกเป็นบวก หลักๆ มาจากดุลการค้าที่มูลค่าการ ส่งออกมากว่านำเข้า ทั้งนี้ถึงแม้ภาคการส่งออกจะหดตัว YoY แต่ยังมีบางสินค้าปรับตัว ในทิศทางดีขึ้น อาทิ ไก่สดแช่แข็ง น้ำตาลทราย ทูน่ากระป๋อง แผงวงจรไฟฟ้า ฯลฯ
ส่วนวันนี้เวลา 10.30 น. รอติดตามการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือน มี.ค. โดย ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ +3.25%YoY ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากเดือน ก.พ. ทั้งนี้หาก ตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด น่าจะเป็น Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นบ้านเรา
หุ้นน้ำมันไทยยังปรับตัวขึ้นไม่ทันราคาน้ำมันดิบโลก แนะนำ PTTEP IVL
ราคาน้ำมันได้แรงหนุนเกิดจากความกังวลด้าน supply เกิดขึ้น ทั้งปัญหาสงครามระหว่าง รัสเซีย-ยูเครน และการประกาศปรับลดกำลังการผลิตจากที่ประชุมกลุ่ม OPEC+ เพิ่มอีก 1.16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่เดือน พ.ค. ไปจนถึงสิ้นปี 2566 ซึ่งเมื่อรวมกับมติก่อนหน้า ส่งผลให้ปริมาณการปรับลดน้ำมันดิบของกลุ่ม OPEC+ จะอยู่ที่ 3.66 ล้านบาร์เรล/วัน (คิด เป็นสัดส่วน 3.7% ของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก) พร้อมกันกับ demand เองก็พบว่า เริ่มมีสัญญาณบวกทางด้านเศรษฐกิจโดยรวมของโลกจากทั้งจีนเองที่พยายามหามาตรการ มากระตุ้น
ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบอ้างอิง WTI ฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ อยู่ที่ 81.1 เหรียญฯต่อบาร์เรล และ พลิกกลับมาให้ผลตอบแทนเป็นบวก 0.6%ytd จากที่เคยลงลึกไปถึง -20% ขณะที่หุ้นที่อิง กับราคาน้ำมันในไทยยัง Laggard อยู่มาก อาทิ IVL -15.3%ytd, IRPC -12.6%ytd, PTTEP -9.1%ytd, PTTGC -5.3%ytd, PTT (BK:PTT) -5.3%ytd เป็นต้น
บวกกับปัจจุบันกองทุนในไทยยังค่อนข้าง Underweight หรือถือหุ้น Commodity น้อย กว่าสัดส่วนของตลาด (รายละเอียดสามารถอ่านได้ในบทวิเคราะห์4 เม.ย. 2566)
สรุปกองทุน Underweight หุ้นอิงราคา Commodity พอสมควร ภายใต้ราคาน้ำมัน ยังมีโอกาสยืนระดับสูง และราคาหุ้นน้ำมันไทย ยัง Laggard ราคาน้ำมันอยู่มาก หนุน ให้หุ้นน้ำมันยังน่าสนใจสะสม และมีโอกาส Outperform ตลาดได้ แนะนำสะสม PTTEP PTT IVL
ส่วน Top pick วันนี้แนะนำหุ้น PTTEP (ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันยืนระดับสูง) CPN (กองทุน Underweight), CK (ราคา Laggard ได้แรงหนุนจากธีมเลือกตั้ง)
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








