หุ้นตัวนี้คือตัวเลือกอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์อันดับหนึ่งของ Needham สําหรับปี 2026
หุ้น IPO เข้าตลาดวันนี้ เป็นผู้ให้บริการตรวจสอบทางวิศวกรรม ตรวจท่อขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ตรวจภาชนะรับแรงดัน ตรวจสอบรอยร้าว ตรวจสอบถังเก็บสารเคมี เป็นต้น ส่วนมากมักจะต้องใช้อุปกรณ์ประกอบในการผลิต บริษัทถนัดเรื่องงานท่อลำเลียง ท่อนำส่งต่างๆ ทั้งบนบกหรือทางทะเล เช่น ท่อส่งก๊าซ ส่งน้ำมัน เป็นต้น
สรุปประเด็นหลัก 3 ข้อ
1. ธุรกิจเฉพาะทาง มาร์จิ้นดี คู่แข่งไม่มาก หัวใจหลัก คือ คน และนวัตกรรม แปลว่า วิศวกร กับ R&D ต้องเก่ง ต้นทุนหลักคือ ค่าพนักงาน กับค่าเสื่อมอุปกรณ์ต่างๆ แปลว่า มี operation leverage อยู่ ถ้ารายได้มาเยอะ กำไรจะมามากกว่า
2. โอกาส คือ โตต่างประเทศ บริษัทดูมุ่งไปทาง สหรัฐ ที่มีระบบท่อเยอะ และมีผลงานตรวจสอบรอยร้าวท่อระดับ 1 มิลลิเมตรมาก่อน สัดส่วนรายได้ต่างประเทศตอนนี้ 36% ถ้าขยายไปได้ก็จะเพิ่มรายได้ กำไรได้ดี โดยเฉพาะงานยากมาร์จิ้นสูง
3. ปี 2565 รายได้ กำไรกระโดด ผิดปกติ สาเหตุหลัก คือ pent up demand หลัง COVID และได้งานต่างประเทศเยอะ ได้งานจากแอฟริกา ได้งาน plant shutdown มีกะกลางคืน ลูกค้าให้ตรวจสอบเพิ่มแต่เวลาเท่าเดิม กำไรก็เพิ่มอีก ความกังวล คือ ตัวช่วยกำไรดูเยอะ แล้วปีต่อๆ ไป จะโตได้ดีแบบนี้หรือเปล่า เพราะสัญญาส่วนมากเป็นระยะสั้นมากถึง 63%
ธุรกิจของบริษัท
1. ตรวจสอบแบบเทคโนโลยีไม่ทำลายขั้นสูง 41% ของรายได้ ที่บอกว่าไม่ทำลาย คือ ใช้คลื่นเสียง คลื่นแม่เหล็ก ใช้ Drone ใช้คนโรยตัวในการตรวจสอบ
2. ตรวจสอบท่อขั้นสูง 31% ของรายได้ ที่เรียกว่า In Line Inspection เป็นตัวที่บริษัทเน้นมาก กำไรดี มีนวัตกรรมของตัวเอง ที่บริษัทพูดบ่อยๆ คือ Hawk เอาไว้ตรวจรอยร้าวระดับเล็ก 1 มิลลิเมตรได้
3.เทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน 21% ของรายได้
4. R&D 4% ของรายได้
5. ฝึกอบรม 2% ของรายได้
ลูกค้าเป็นใคร
-
ถ้าพูดชื่อ คือ กลุ่ม PTT (BK:PTT), Chevron, Exxon เป็นต้น
-
แบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม 66% ปิโตรเลียม 15% ปิโตรเคมี 5% การผลิตไฟฟ้า 5% ก่อสร้าง
-
แบ่งตามภูมิภาค 63% ไทย 21% เอเชีย 15% อื่นๆ คือ อเมริกา แอฟริกา
-
แบ่งตามประเภทลูกค้า 86% รับงานจากเจ้าของโครงการ 14% รับงานจากผู้รับเหมา
-
แบ่งตามสัญญา 64% ระยะสั้น 36% ระยะยาว
รายได้ส่วนมากมาจากกลุ่มพลังงาน ถ้าราคาน้ำมันขึ้น หรือมีแผนการสร้าง บำรุงระบบบ่อยก็จะดีกับ DEXON แต่ด้วยความที่เป็นงานที่ต้องตรวจหน้างาน และสัญญาระยะสั้นเยอะ ถ้าเจอเหตุการณ์แบบ COVID หรือลูกค้าไม่มีเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบให้มาตรวจ งานก็จะลดลงได้
ผลประกอบการ
-
ปี 2561 รายได้รวม 498 ล้านบาท กำไรสุทธิ 28 ล้านบาท
-
ปี 2562 รายได้รวม 577 ล้านบาท กำไรสุทธิ 42 ล้านบาท
-
ปี 2563 รายได้รวม 445 ล้านบาท กำไรสุทธิ 11 ล้านบาท
-
ปี 2564 รายได้รวม 435 ล้านบาท กำไรสุทธิ 18 ล้านบาท
-
ปี 2565 รายได้รวม 610 ล้านบาท กำไรสุทธิ 105 ล้านบาท
รายได้กลับไปดีกว่าก่อน COVID ส่วนกำไรแซงไปไกล ถ้าดู GPM ปกติ 30% กระโดดไป 42% และ NPM จากเลขหลักเดียว ไปเป็น 17% อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่า ปีที่แล้วได้ pent up demand ลูกค้าเลื่อนตรวจงานจากปี COVID มาเยอะ และได้งานลูกค้าต่างประเทศเข้ามา (มีประเทศไม่คุ้นหูอย่างชาด ซูรินาม) ได้งานกะดึก อะไรต่างๆ แบบนี้ ทำให้ต้องกังวลและตามดูว่าปีนี้จะดีต่อไหม
บริษัทบอกว่าได้งานลูกค้ารายใหญ่ช่วงปลายปีด้วย ก็อาจจะเป็นได้ว่า ถ้ายังไม่ปิดงาน ก็คงจะมีรายได้เข้ามาเพิ่มใน Q1 และมาร์จิ้นก็น่าจะดี แปลว่า ดูสั้นๆ โมเมนตัมยังโอเค
ในส่วนของต้นทุน 56% คือ ค่าแรงพนักงาน 15% ค่าเสื่อมราคา 15% ค่าอุปกรณ์เครื่องมือ มีต้นทุนคงที่พอสมควร ขอให้หางานได้เยอะๆ กำไรจะโตเยอะกว่า
งบระยะสั้นอาจจะดีเพราะ
-
เอาเงินไปคืนหนี้ 110 ล้านบาท จากหนี้ที่มีดอกเบี้ย 223 ล้านบาท ตีกลมๆ ก็คือหนี้ครึ่งนึง ต้นทุนการเงินจาก 10 ล้านบาทต่อปีก็คงเหลือซักราวๆ 5 ล้านบาท ก็มีผลต่อกำไรประมาณ 5%
-
มีเงินชดเชยจากประกัน 9.7 ล้านบาท เข้ามาเดือนกุมภาพันธ์ แต่ไม่รู้จะมองดีได้มั้ย เพราะเป็นกรณีที่บริษัทเข้างานลูกค้าแล้วอุปกรณ์ตรวจสอบไปติดอยู่ในท่อ กว่าจะกู้ได้ 1 ปีพอดี มีค่าใช้จ่ายในการกอบกู้ แต่ทำประกันไว้ เลยได้เงินชดเชยมา ประเด็น คือ ได้เงินมาโอเค แต่ปัญหาแบบนี้มีบ่อยแค่ไหนหรือถือว่าใหญ่มั้ย เพราะลูกค้าก็อาจจะมองไม่ดี
แผนการระดมทุน
-
120 ล้านบาท ขยายธุรกิจไปที่สหรัฐ และยุโรป
-
60 ล้านบาท R&D
-
110 ล้านบาท คืนหนี้
-
ที่เหลือประมาณ 250 ล้านบาท เอาไปเป็นเงินทุนหมุนเวียน
โดยสรุป DEXON ธุรกิจดูดี เฉพาะทาง คู่แข่งดูไม่เยอะ ต้องเก่งจริง และมีใบรับรองต่างๆ โอกาสน่าจะเป็นตลาดต่างประเทศ ถ้าขยายได้ดี ลงทุนไม่น่าเยอะ กำไรก็จะมาเอง คือ ดูแล้วโตได้ แต่คงไม่โตเยอะแบบปีที่แล้ว เวลาเราประเมินมูลค่าก็ต้องคำนวณกันให้ดีครับ
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Stock Vitamins - วิตามินหุ้น









