จีนอาจอนุญาตให้ Alibaba และ ByteDance ซื้อชิป Nvidia รุ่นใหม่
ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะที่ผ่อนคลาย โดยที่ความเสี่ยงต่อการที่จะ เกิด Recession ในหลายประเทศลดต่ำลง ล่าสุดตัวเลขค้าปลีกสหรัฐเดือน ม.ค.66 ฟื้นตัวชัดเจนอยู่ที่ 6.38% YoY และเพิ่มขึ้น 3% MoM ภาพดังกล่าว ทำให้เงิน ลงทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของตลาดหุ้นบ้านเรา แรงกดดันต่อ SET Index ยังคงมีอยู่ เริ่มจากทิศทางผลประกอบการบริษัทจด ทะเบียน 4Q65 ที่ต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ และน่าจะทำให้ Downside ต่อ ประมาณการกำไรปี 2566 เปิด ขณะที่ในอีกมุมหนึ่ง ธปท. ก็ยังแสดงท่าที่ในการที่ จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ย จะกดดันให้ Market Earning Yield Gap ปรับลดลง และจะเป็นปัจจัยที่ทำให้SET Index ต้องซื้อขาย บนค่า PER ที่ลดต่ำลง องค์ประกอบดังกล่าวน่าจะมีผลต่อทิศทาง Fund Flow
ภาพใหญ่ของตลาดหุ้นบ้านเรายังอยู่ภายใต้แรงกดดันจาก ทั้งผลประกอบการ และ ดอกเบี้ย ทำให้ Fund Flow ชะลอการไหลเข้า คาด SET Index ผันผวนในกรอบ 1640 – 1660 จุด หุ้น Top Pick เลือก ADVANC, AOT (BK:AOT) และ TU
เศรษฐกิจภาพใหญ่ยังดูดี ช่วยผ่อนคลายความกังวลเรื่อง RECESSION
กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาคึกคัก หลังทั่วโลกผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มโควิด ส่งผล ให้เศรษฐกิจในภาพใหญ่ปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะเป็นการช่วยลดระดับความกังวลต่อ การเกิดเศรษฐกิจ Recession ได้ในระยะถัดไป ขณะที่ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ประกาศ ออกมาชุดล่าสุดก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเช่นกัน
• สหรัฐฯ เผยยอดค้าปลีกเดือน ม.ค. อยู่ที่ +6.38%YoY ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้ง แรกหลังจากหดตัว 5 ครั้งติดต่อกัน และ +3.0%MoM (สูงกว่าตลาดคาดที่ 1.8%) ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2564 โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายรถยนต์ที่ เพิ่มขึ้นกว่า 5.9%YoY สูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี รวมทั้งยอดขายในร้านอาหารและ บาร์ ซึ่งนับเป็นหมวดบริการเพิ่มขึ้นกว่า 7.2%YoY
• อังกฤษ เผยตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน ม.ค. 2566 อยู่ที่ +10.1%YoY (ต่ำกว่า ตลาดคาดที่ +10.3%YoY) ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 10.5% ซึ่งเป็นการ ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3และ -0.6%MoM ในส่วน Core CPI +5.8%YoY (ต่ำกว่าตลาดคาดเช่นกันที่ระดับ +6.2%YoY) และ -0.9%MoM ทั้งนี้อัตราเงิน เฟ้ออังกฤษที่ทยอยลดลงเรื่อยๆ จึงเชื่อว่า BoE จะขึ้นดอกเบี้ย 25 bps. ในการ ประชุมอีกแค่ 2 ครั้ง โดยมีเพดานอยู่ที่ 4.5% ในช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย. (ดอกเบี้ย ปัจจุบันอยู่ที่ 4%) และจะปรับตัวลดลงช่วงต้นที่ 2567
ขณะเดียวกัน Bloomberg ประเมินโอกาสที่จะเกิด Recession ในช่วง 1 ปีข้างหน้าใน หลายประเทศปรับตัวลดลง เมื่อพิจารณาข้อมูล ณ วันที่ 21 ธ.ค. 65 เทียบกับปัจจจุบัน เฉพาะอย่างยิ่งประเทศในฝั่งยุโรป หลังมีอานิสงส์เชิงบวกจากจีนเปิดประเทศ
• อังกฤษ มีโอกาสเกิด Recession ลดลงจาก 90% เป็น 83%
• เยอรมนีมีโอกาสเกิด Recession ลดลงจาก 90% เป็น 65%
• อิตาลีมีโอกาสเกิด Recession ลดลงจาก 88% เป็น 85%
• ยุโรป มีโอกาสเกิด Recession ลดลงจาก 80% เป็น 54%
สรุป ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะ Recession ในระดับที่รุนแรง ได้ผ่อน คลายลงมา หลังเศรษฐกิจในภาพใหญ่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดเผยยอดค้า ปลีกสหรัฐขยายตัวต่อเนื่อง รวมถึงอัตราเงินเฟ้ออังกฤษปรับตัวลดลงมาจากจุดพีค จึง มีโอกาสเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจโลกในระยะถัดไปจะเข้าสู่ภาวะถดถอยแบบ Soft Landing
ธปท. ย้ำเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ แบบค่อยเป็นค่อยไป กดดันกรอบ TARGET SET INDEX
วานนี้ รองผู้ว่าการ ธปท.(นายเมธี สุภาพงษ์) กล่าวถึงทิศทางดอกเบี้ยไทยในอนาคตว่า จาก สถานการณ์เศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศขนาด ใหญ่ เช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ส่งผลให้การทำนโยบายการเงินของแต่ละ ประเทศมีความแตกต่างกันไป ทั้งนี้ ธปท. ได้วางนโยบายการเงินภายใต้สถานการณ์ เศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน โดยชั่งน้ำหนัก 3 ปัจจัยสำคัญควบคู่กัน คือ การเติบโตของเศรษฐกิจ, อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยไม่ จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเหมือนเช่นประเทศอื่น
อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ และอัตราเงินเฟ้อยังไม่ได้อยู่ใน กรอยบเป้าหมายที่ระดับ 1%-3% ทำให้ยังมีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยการประชุม กนง.ครั้งถัดไป คือวันที่ 29 มี.ค.2566
โดยหาก กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 1.75% จะกดดัน Target SET Index เท่าไหร่? โดยหากอิง EPS66F ที่ระดับ 99.2 บาท/หุ้น และ Market Earning Yield Gap ระดับ 4.20% ซึ่งถ้ามีการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง หรือ 0.25% จะกดดัน Target SET อีก 73 จุด (ดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไป 0.25% เทียบเท่า EPS ที่ลดลง 4.2%) ขณะที่หากฝ่ายวิจัย ฯ คิดในอีกมุมหนึ่ง คือ คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% และ Market Earning Yield Gap ระดับ 4.20% แต่ขยับ EPS ลดลงทุกๆ 1% จะกดดัน Target SET 17 จุด
ขณะที่ประมาณการกำไรปี 2566 ของฝ่ายวิจัยฯอยู่ที่ 1.27 ล้านล้านบาท หรือ 99.2 บาท/ หุ้น ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ 97.4 บาท/หุ้น (ลดลงราว 2%) ซึ่งมาจากการปรับประมาณการลงจาก กลุ่มพลังงาน-ปิโตรฯ อาทิ TOP BPP BCPG IVL เป็นต้น ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนกำไรใน ภาวะปกติราว 34% ของกำไรทั้งหมด โดยสรุป Sensitivity ของการเปลี่ยนแปลงทั้ง EPS และ ดอกเบี้ย จะได้ Target SET ตามตารางด้านล่าง ซึ่งฝ่ายวิจัยฯคาดว่า อัตราดอกเบี้ย นโยบายมีโอกาสขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้ (1.75%) ขณะที่ EPS 66F ที่ระดับ 99.20 บาท/หุ้น มีโอกาสเกิด Downside ได้ราว 3%-5%
สรุป ธปท. มีมุมมองที่จะขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป ตราบที่อัตราเงินเฟ้อยังไม่อยู่ ในกรอบ 1%-3% ขณะที่ EPS66F ยังมี Downside หลังบริษัทที่ประกาศงบปี 2565 สร้าง Negative Surprise ประเด็นดังกล่าว คาดทำให้Flow ต่างชาติไหลออกจาก ตลาดหุ้นไทย และ ทำให้ SET Index แกว่งผันผวนในทางลง โดยวันนี้มองกรอบการ เคลื่อนไหวที่ระดับ 1640-1660 จุด
นักลงทุนเอนเอียงน้ำหนักมาที่หุ้น TECH ทั้งในต่างประเทศและไทย
ภาพรวมตลาดหุ้นโลก นักลงทุนให้ความสนใจกับหุ้น Growth ต่อเนื่อง โดยในปี 2023 นี้ MSCI World Growth ปรับตัวขึ้นมาแรงถึง 12.5%ytd (Outperform กว่า MSCI World Value +4.2%ytd) โดยเฉพาะกลุ่ม IT +15.7%ytd, Consumer Discretionary +15.2%ytd, Communication 13.5%ytd ปรับตัวขึ้นได้โดดเด่น
กลับมาที่ตลาดหุ้นไทยก็เห็นภาพชัดว่านักลงทุนเอนเอียงน้ำหนักมาที่หุ้น Tech เช่นกัน ซึ่ง เป็นอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 5% ytd สูงสุดเมื่ออุตสาหกรรมอื่นทั้งหมด ขณะที่ SET Index ที่ปรับตัวลง -1.27%ytd และอุตสาหกรรม Tech ยังมีสัดส่วน Market Cap เทียบตลาด 14.5% และสัดส่วน Market Cap มาจากหุ้น DELTA 5.6% ซึ่งมีแรงหนุนสั้นๆ จากกระแสแตกพาร์ 1 บาท มาเป็น 0.1 บาท ปกติหุ้นมักปรับตัวขึ้นเฉลี่ยราว 6.25% ก่อน แตกพาร์ 30 วัน (การแตกพาร์ไม่ได้ส่งผลต่อปัจจัยทางพื้นฐาน)
สรุปคือ ปัจจุบันนักลงทุนเอนเอียงน้ำหนักการลงทุนมาที่หุ้น Tech ทั้งในต่างประเทศ และไทยมากขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแนะนำเสริมน้ำหนักหุ้น Tech ในพอร์ต อาทิ ADVANC, DIF, INSET, AIT, KCE, HANA, SMT โดยฝ่ายวิจัยฯชื่นชอบ ADVANC มากสุด
ส่วนวันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index 1640 – 1660 จุด Top pick เลือก หุ้นได้ประโยชน์บาทอ่อนค่าราคา Laggard TU, หุ้นผวนต่ำราคา Laggard AOT, หุ้นกำไรสูงสุดในกลุ่ม Tech ADVANC
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








