จีนอาจอนุญาตให้ Alibaba และ ByteDance ซื้อชิป Nvidia รุ่นใหม่
ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ม.ค.66 ของสหรัฐ ออกมาที่ 6.4% YoY สูงกว่าที่คาด (6.2%) ถือเป็นตัวส่งสัญญาณว่าการลดลงของเงินเฟ้อเริ่มอยู่ในอัตราที่ช้าลง ภาวะ ดังกล่าวทำให้ถูกคาดหมายว่าเพดานการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed อาจขยับสูงขึ้น โดย Fed Watch Tool ล่าสุดพบว่ากรอบบนของดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นมาเป็น 5.50% จากเดิม 5.25% สถานการณ์ดังกล่าวน่าจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น สำหรับประเด็นที่เราให้ความสำคัญในช่วงเวลานี้คือผลประกอบการงวด 4Q65 ของบริษัทจดทะเบียนบ้านเรา ซึ่งจากตัวเลขที่ประกาศออกมาแล้วราว 38% ของ Market Cap พบว่าต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเฉลี่ย 22% สถานการณ์ดังกล่าวทำ ให้เกิด Downside ต่อประมาณการกำไรในปี 2566 ฝ่ายวิจัยได้ทำ Sensitivity พบว่าทุกๆ 1% ของกำไรที่ลดลงจะกดดันเป้าหมาย SET Index ลงราว 17 จุด
แรงกดดันจากเงินเงินเฟ้อสหรัฐที่ลดลงช้ากว่าที่คาด และ ผลประกอบการ 4Q65 ของบ้านเราที่ต่ำกว่าคาด น่าจะกดดันใหัSET Index ผันผวนในกรอบ 1640 – 1660 จุด หุ้น Top Pick เลือก AOT (BK:AOT), BEM และ BGRIM
เงินเฟ้อสหรัฐลงช้ากว่าคาด เพิ่มความกังวล RECESSION ระยะถัดไป
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐในเดือน ม.ค. 2566 โดย CPI +6.4%YoY (สูงกว่าตลาดคาดที่ +6.2%YoY) และ +0.5%MoM ในส่วน Core CPI +5.6%YoY (สูงกว่าตลาดคาดเช่นกันที่ระดับ +5.5%YoY) และ +0.4%MoM ภาพดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงภาวะที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มลดลงในอัตราที่ช้าลง ทั้งนี้แม้จะเห็นท่าทีของ รัฐบาลสหรัฐที่พยายจะลดเงินเฟ้อโดยการเตรียมระบายน้ำมันจากคลังสำรองปริมาณกว่า 26 ล้านบาร์เรลแต่ดัชนีราคาฯ รายเดือนที่กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นจากภาคบริการเป็นหลัก เฉพาะอย่างยิ่งค่าเช่าบ้านที่โตต่อเนื่อง ทำให้เงินเฟ้ออาจชะลอตัวได้ช้าลงกว่าที่คาดการณ์ ไว้
การชะลอตัวของเงินเฟ้อสหรัฐที่ช้าลง และยังค่อนข้างห่างไกลจากกรอบเป้าหมายที่ระดับ 2% เพื่อ เป็นผลให้โอกาสที่ Fed จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป และกำหนด เพดานการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้สูงขึ้น สะท้อนจาก Fed Watch Tool ที่คาดว่า Fed จะปรับ ขึ้นดอกเบี้ยระหว่างปี25 bps. ในการประชุมอีก 3 ครั้ง (เดือนมี.ค./พ.ค./มิ.ค.) ซึ่งนานกว่า คาดไปแตะที่ระดับ 5.50% (ก่อนหน้านี้คาดสูงสุดอยู่ที่ 5.25%) ซึ่งอาจมีผลต่อ Dollar Index ที่กลับมาแข็งค่าอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็จะทำให้เงินบาทไทยอ่อนค่า และกดดัน Fund Flow ไหลออกจากบ้านเรา อีกทั้งยังเพิ่มความกังวลในเรื่องความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะ เข้าสู่ภาวะ Recession ในระยะถัดไป
ในอีกแง่มุมหนึ่ง Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 6 เดือน ที่พุ่งขึ้นสูงกว่า 5% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับ สูงสุดที่ Fed Watch Tool คาดการณ์ สะท้อนความหวังของนักลงทุนที่คาดว่าอัตรา ดอกเบี้ยของสหรัฐจะไม่เพิ่มขึ้นไปถึงระดับดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ วานนี้ปรับตัว ในกรอบแคบราว -0.03% ถึง + 0.6%
สรุป เงินเฟ้อสหรัฐเดือน ม.ค. สูงกว่าที่คาด และมีแนวโน้มชะลอตัวลงช้ากว่าคาด อาจ ส่งผลให้ Fed ดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป และกำหนดเพดานการขึ้น ดอกเบี้ยสูงขึ้นเป็น 5.5% ในปี 2566 ซึ่งอาจมีผลต่อ Dollar Index ที่กลับมาแข็งค่า อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็จะทำให้เงินบาทไทยอ่อนค่า และกดดัน Fund Flow ไหลออก จากตลาดหุ้นไทย อีกทั้งยังเพิ่มความกังวลเรื่อง Recession ในระยะถัดไปเช่นกัน
4Q65 กำไรอย่างแบด เปิด DOWNSIDE ต่อประมาณการกำไรปี 2566
เดือน ก.พ.66 ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยยังผันผวนต่อเนื่อง หลัง Flow ต่างชาติไหลออกกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งสาเหตุหลักๆมาจาก กำไร 4Q65 มี Negative Surprise หรือผิดจาก Consensus คาดการณ์ไว้ถึง 22% โดยมีการรายงานออกมาแล้ว 65 บริษัท (Market Cap 38%) มีกำไรสุทธิรวม 7.0 หมื่นล้านบาท ลดลง -33.2%QoQ และ -23.4%YoY
ขณะที่ประมาณการกำไรปี 2566 ของฝ่ายวิจัยฯอยู่ที่ 1.27 ล้านล้านบาท หรือ 99.2 บาท/ หุ้น ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ 97.4 บาท/หุ้น (ลดลงราว 2%) ซึ่งมาจากการปรับประมาณการลงจาก กลุ่มพลังงาน-ปิโตรฯ อาทิ TOP BPP BCPG IVL เป็นต้น ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนกำไรใน ภาวะปกติราว 34% ของกำไรทั้งหมด
หากพิจารณากลุ่มอื่นๆ อาทิ COMM FOOD TRANS FIN HELTH ที่มีสัดส่วนกำไรรวม กว่า 24% ของกำไรบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดนั้น ยังไม่มีประเด็นสำคัญที่ทำให้ประมาณ การมี Downside อย่างไรก็ตามประมาณการ EPS66F ยังคงมี Downside จากหุ้นที่ฝ่าย วิจัยฯไม่ได้ทำการศึกษา ซึ่งคงมีความชัดเจนขึ้น หลังผ่านช่วงฤดูกาลประกาศงบปี 2565 เรียบร้อยแล้ว
หากพิจารณาในมุม Target SET Index นอกจากมี Downside ของประมาณการ EPS66F ยังมีประเด็นกดดันเพิ่มเติมจากการขึ้นดอกเบี้ยของ กนง. ซึ่งฝ่ายวิจัยฯคาดว่า อัตรา ดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้ (1.75%) ตามกลไกจะกดดัน P/E ตลาดให้ซื้อ ขายถูกลง 0.73 เท่า เหลือ 16.81 เท่า และเมื่อนำไปคูณกับ EPS66F ที่ระดับ 97.2 -99.2 บาท/หุ้น ทำให้Target SET Index อยู่ระหว่าง 1634 - 1667 จุด
สรุป เดือนนี้ถือเป็นบทสรุปของกำไร 4Q65 ว่าจะเป็นเช่นไร และจะส่งผลต่อกำไรสุทธิ ปี 2566 มากน้อยเพียงใด ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน EPS66F ลดลงราว 2% อยู่ที่ 97.2 บาท/หุ้น ประเด็นดังกล่าว คาดทำให้ Flow ต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นระยะสั้น และ ทำให้ SET Index แกว่งผันผวนในทางลง โดยวันนี้มองกรอบการเคลื่อนไหวที่ ระดับ 1640-1660 จุด
ต่างชาติเคยซื้อหุ้นไทยปีนี้ 2.2 หมื่นล้านบาท พลิกกลับมาเป็นขาย 3.2 พันล้านบาท YTD
หลังจากเข้าสู่ฤดูกาลประกาศงบ 4Q65 ที่รายงานออกมาแล้วต่ำกว่าตลาดคาด 22.2% (รายละเอียดตามหัวข้อถัดไป) ส่งผลให้ Fund Flow ที่เคยไหลเข้าหุ้นไทยสูงถึง 2.2 หมื่น ล้านบาท (ตั้งแต่ 1 – 27 ม.ค. 23) แต่ปัจจุบันมีมูลค่าซื้อขายสะสมลดลงมาเร็วจนเป็นขาย สุทธิ 3.2 หมื่นล้านบาท ytd ซึ่งระยะเวลาการรายงานงบงวด 4Q65 กินระยะเวลานานถึง สิ้นเดือน ก.พ. 66 หากออกมาแย่กว่าคาดต่อเนื่อง ก็จะนำไปสู่การปรับประมาณการกำไร ลงต่อได้ และมีโอกาสกดดัน Fund Flow ยังชะลอการไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย
นอกจากนี้ค่าเงินบาทอาจถูกกดดันให้อ่อนค่าในช่วงสั้น หลังจากนักลงทุนกังวล Fed มี โอกาสเร่งขึ้นดอกเบี้ยในช่วงถัดไปมากขึ้น ตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงช้ากว่าคาด ทำให้ ต่างชาติมีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยคาดว่าเงิน เฟ้อสหรัฐในช่วงเดือน ก.พ. - เม.ย. ยังมีแรงหนุนให้ชะลอตัวลงได้เร็วขึ้นจากฐานราคา น้ำมันปีที่แล้วที่สูงผิดปกต
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนช่วงหลบพายุ แนะนำหุ้นผันผวนต่ำ BEM AOT และ BGRIM เป็น Top pick ในวันน
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








