เปิดแอป

GDP GROWTH งวด 3Q65 น่าจะดีต่อตลาด

ในบทความนี้:

วันนี้จะมีการประกาศ GDP Growth งวด 3Q65 ของบ้านเรา ซึ่งคาดว่าจะเห็นการ ฟื้นตัวชัดเจน โดย Consensus คาดเติบโต 4.4% YoY จากการที่ศึกษาผลกระทบ ของ GDP Growth ต่อ SET Index พบว่า ทุกครั้งที่ประกาศตัวเลขที่ดีSET Index มักจะปรับตัวขึ้น ซึ่งในรอบนี้ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ส่วน Sector ที่ Outperform ก็ จะหมวด Domestic Consumption สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศ พบว่าหลายประเทศมีความเสี่ยงต่อ Recession เฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ซึ่ง สัญญาณชะลอตัวชัดเจน ขณะที่ยังมีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อระดับสูง ทำให้ธนาคาร กลางต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่วนทิศทางของ Fund Flow พบว่าในสัปด์ที่ผ่านมา แสดงยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติทั้งในตลาดหุ้น ตราสารหนี้ และ Short Future แต่การที่เงินบาทยังแข็งค่า สะท้อนว่าเม็ดเงินยังไม่ได้ไหลออกจากประเทศ

ประเมินว่าการปรับฐานของ SET Index น่าจะใกล้จบลง โดยพื้นที่บริเวณที่เป็น แนวรับช่วง 1610 – 1613 จุด ยังรองรับได้ ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1631 จุด หุ้นที่เลือก เป็น Top Pick ได้แก่ CK, COM7 และ CRC

สัญญาณทางเศรษฐกิจของหลายประเทศยังเป็นความเสี่ยง

เจ้าหน้าที่ Fed เริ่มมีความเห็นไม่ตรงกันในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป ล่าสุด ซูซาน คอลลินส์ ประธานเฟดสาขาบอสตัน สนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ 0.75% ในการ ประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ (14 ธ.ค. 65) หลังเงินเฟ้อยังคงทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ราฟา เอล บอสติก ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา เสนอให้ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.5% และ หลังจากนี้ไม่ควรปรับขึ้นอีกเกิน 1% เพื่อให้การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นไปใน รูปแบบ Soft Landing

เมื่อพิจารณาจาก Fed Watch Tool ล่าสุด จะเห็นได้ว่ามีนักลงทุนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกว่า 76% ที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5% ในการประชุมครั้งถัดไป ทำให้ดอกเบี้ย ณ ปลายปี 65 อยู่ที่ 4.25% – 4.5%

ขณะที่ฝั่งยุโรปถึงแม้ ECB จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมกันทั้งหมดมากถึง 2% นับตั้งแต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมา แต่เงินเฟ้อก็ยังพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ล่าสุด นางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB เผยว่าจะยังเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และอาจถึงขั้นต้องจำกัด กิจกรรมเศรษฐกิจ พร้อมระบุว่าจะลดการถือพันธบัตรรัฐบาลจากที่ปัจจุบันถือเอาไว้ 5.2 ล้านล้านดอลลาห์ เพื่อสกัดเงินเฟ้อให้เข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 2% แม้ว่าจะเกิดภาวะ เศรษฐกิจถดถอย

ในมุมมองของฝ่ายวิจัยประเมินว่าการดำเนินนโยบายทางการเงินของ ECB ที่ยังเข้มงวด ท่ามกลางเงินเฟ้อ (จากส่วน Cost Push เป็นหลัก) ที่พุ่งขึ้นสูงต่อเนื่อง บวกกับเศรฐกิจเข้า สู่ภาวะชะลอตัว อาจเป็นเหตุให้ยุโรปต้องเผชิญกับความเสี่ยงกับ Stagflation ก็เป็นได้

สรุป ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐและยุโรป มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย คาดส่งผลกับเศรษฐกิจทั่วโลกในภาพรวมอาจถูกกดดันในระยะถัดไป ขณะที่ตลาดหุ้น อาจเผชิญกับความผันผวน

ส่วนบ้านเราสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน วันนี้รอติดตาม GDP 3Q65

นางคริสตาลินา จอร์เจียวา (ผู้อำนวยการ IMF) กล่าวขณะเข้าร่วมการประชุม APEC ที่ กรุงเทพฯ ว่า เศรษฐกิจของประเทศสมาชิก APEC ส่วนใหญ่กำลังชะลอตัวลง และอย่าง น้อย 1 ใน 3 ของโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ทั้งสหรัฐ จีน และยุโรปเผชิญภาวะเศรษฐกิจ ชะลอตัวพร้อมกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เนื่องจากเป็น 3 ประเทศหลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในบางประเทศยังสดใส โดยอาเซียนเป็นหนึ่งในนั้น จากรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจของ IMF เดือน ต.ค.65 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ไทยและ จีนเป็นเพียง 2 ประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น YoY ในปี 2566 (จีน GDP Growth จาก 3.2%YoY สู่ 4.4%YoY , ไทย GDP Growth จาก 2.8%YoY สู่ 3.7%YoY )

นอกจากนี้ IMF ยังคาดอัตราว่างงานของไทยต่ำสุดในโลกที่ 1.0% ทั้งในปีนี้และปีหน้า ขณะที่อัตราว่างงานประเทศอื่นๆทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย ส่วนใหญ่อยู่ราว 2.5%-5%

ขณะที่วันนี้มีการประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของไทยเวลา 9.30 น. ซึ่ง Bloomberg Consensus คาดว่า GDP ของไทยใน 3Q65 จะขยายตัวที่ 4.4%YoY ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยตั้ง สมมุติฐานว่า GDP ในไตรมาส 4 ของปีนี้ไม่น่ะจะต่ำว่าไตรมาส 3 เนื่องจากเข้าสู่ช่วง High Season ของฤดูการท่องเที่ยว ,ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงในไตรมาสดังกล่าว และโครงการ กระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯในช่วงท้ายปี ซึ่งหากใช้สมมุติฐาน GDP 2H65 ที่ระดับ 4.4%YoY จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโต 3.4%YoY ซึ่งใกล้เคียงกับประมาณการ GDP ไทยของสำนักเศรษฐกิจต่างๆที่มีต่าเฉลี่ยราว 3.2%YoY

และหากพิจารณาความสัมพันธ์ตลาดหุ้นไทยในเวลาที่มีการประกาศตัวเลข GDP 4 รอบที่ ผ่านมา (งวด 3Q21 – 2Q22) พบว่า GDP ผ่านจุดต่ำและมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน SET Index เองก็มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วง 1 วัน – 3 วันหลัง ประกาศเช่นกัน โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ย 0.32% - 0.53% ตามลำดับ

ถ้าลงรายละเอียดเป็นราย Sector 3 วันหลังมีการรายงาน GDP พบว่า กลุ่มที่มัก Outperform ตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มส่งออก และกลุ่มที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในประเทศ อย่าง ETRON, FIN, COMM, AUTO, MEDIA เป็นต้น

ดังนั้นคาดหวังตลาดหุ้นไทยน่าจะยังมีแรงพยุง หาก GDPงวด 3Q65 ฟื้นตัวต่อจากไตรมาส ก่อนหน้า รวมถึง IMF ยังคาดว่าในเอเชียมีเพียง ไทยกับจีนที่แนวโน้มเศรษฐกิจยังเติบโตต่อ ในปี 2566 ถือเป็นเป้าหมายของ Fund Flow ในระยะถัดไปได้เช่นกัน

ส่วนวันนี้ คาด SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1610 – 1631 จุด Toppick เลือกหุ้นอิงกับ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ CK, CRC, COM7

OUTLOOK ไตรมาส 4 กลุ่มพลังงาน, ปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้า

สัปดาห์นี้ฝ่ายวิจัยฯนำเสนอ OUTLOOK ไตรมาส 4 รายอุตสาหกรรม โดยจะแบ่งเนื้อหาใน ทุกๆวันลง Market Talk ซึ่งมีกำหนดการ ดังนี้

• จันทร์21 พ.ย.65 กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี,กลุ่มโรงไฟฟ้า

• อังคาร 22 พ.ย. 65 กลุ่มวัสดุก่อสร้าง,กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง,กลุ่มอสังหา

• พุธ 23 พ.ย.65 กลุ่ม ICT,กลุ่มพาณิชย์

• พฤหัสบดี24 พ.ย.65 กลุ่มธนาคาร,กลุ่มท่องเที่ยว,กลุ่มยานยนต์,กลุ่มมีเดีย

• ศุกร์ 25 พ.ย.65 กลุ่มเกษตรอาหาร,กลุ่มเช่าซื้อ และอื่นๆ

กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี

กลุ่มโรงกลั่นในงวด 4Q65 น่าจะเห็นการฟื้นตัวมากสุดจากช่วงฤดูกาลฤดูหนาวหลายทวีป ทั่วโลก ทำให้ความต้องการใช้เชื้อเพลิงเพื่อทำความร้อนปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งราคาน้ำมันที่ ลดลงทำให้ crude premium ลดลงตาม ล้วนเป็นบวกต่อค่าการกลั่น แต่ในด้าน bottom line อาจเผชิญกับ stock loss อย่างไรก็ตามแนวโน้มปี 2566 คาดค่าการกลั่นน่าจะ ปรับตัวลดลงจากปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้ผลการดำเนินงานปกติน่าจะปรับตัวลดลง แต่ น่าจะอยู่ในระดับที่ดีกว่าช่วงก่อนโควิดบ้าง (ชื่นชอบ TOP มากสุดในกลุ่ม)

กลุ่มน้ำมันและก๊าซฯ (ผลิตสำรวจปิโตรเลียม) ทิศทางกำไรจากการดำเนินงานในงวด 4Q65 น่าจะประคองตัว QoQ โดยราคาน้ำมันที่ลดลงจะถูกชดเชยด้วยราคาก๊าซที่มีการ ปรับตามสัญญาในไตรมาส 4 (ปกติราคาก๊าซจะมี lag-time จากราคาน้ำมัน 3-6 เดือน) แต่ ทั้งนี้หากเกิดความกังวลเรื่องสงครามอีกระลอก ราคาน้ำมันอาจปรับตัวขึ้นได้ แต่หาก ภายใต้สถานการณ์ปกติ ราคาน้ำมันน่าจะมี downside มากกว่า upside ถูกกดดันจาก demand ที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจ สำหรับทิศทางราคาน้ำมันในปี 2566 คาดจะอ่อนตัวลง จากปี 2565 จากสถานการณ์สงครามที่จะทยอยกลับสู่ภาวะปกติ อีกทั้งยังมีเรื่อง recession มาเป็นอีกแรงกดดันความต้องการใช้ที่สำคัญ (แนะนำ Trading หุ้น PTT (BK:PTT) PTTEP ในช่วงที่ราคาอ่อนตัวลงมา)

ปิโตรเคมี spread 4Q65 ยังอยู่ในระดับต่ำ จากจีนที่ยังไม่ฟื้น หวังจีนฟื้นปลายปี+ฤดูกาล ทำของปีใหม่ตรุษจีน จะมาช่วยด้าน demand ได้บ้างในปลายปี หรือไม่ต้องรอข้ามปีไปปี หน้า ซึ่งแนวโน้ม spread ปิโตรเคมีในปี 2566 ทั้งสายอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์ ยังถือเป็น อีกปีที่มีความท้าทาย เนื่องจากจะมี supply ใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก จากโรงงานหลาบ แห่งที่เลื่อน COD ไปในช่วงโควิด ก็จะทยอยขึ้นในปี 2566 อีกทั้งแรงกดดันทางด้าน ความต้องการใช้ยังมีอยู่ จากจีน ต้องรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจจีนอีกครั้งในปี 2566 หากฟื้นตัว ได้จะถือเป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจปิโตรเคมีอีกครั้ง (ช่วงเวลานี้ไม่มี Toppick ในกลุ่มนี้รอ จังหวะ Trading ในช่วงเวลาถัดไป)

ถ่านหิน แนวโน้มราคาถ่านหินในงวด 4Q65 เห็นการอ่อนตัวลงจาก 3Q65 จาก สถานการณ์ความกังวลเรื่องเชื้อเพลิงผ่อนคลายลงในทวีปยุโรป ประกอบกับได้มีการสต๊อก เชื้อเพลิงไว้เต็มที่แล้วในช่วง 3Q65 แต่ถึงแม้ราคาถ่านหินจะอ่อนตัวลง แต่ถือว่ายังอยู่ใน ระดับสูงมาก ซึ่งคาดจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงฤดูหนาว สำหรับแนวโน้มราคาถ่าน หินในปี 2566 คาดจะอ่อนตัวลงจากปี 2565 แต่จะอยู่ในระดับสูงเนื่องจาก supply จำกัด ไม่มีผู้ประกอบการเหมืองถ่านหินลงทุนเหมืองใหม่เพิ่ม เพราะในภาพระยะยาวหลาย ประเทศทั่วโลกมีแผนลดการใช้ถ่านหินเนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่มีมลพิษ ดังนั้นคาดกำไร จากการดำเนินปกติของธุรกิจถ่าหินในปี 2566 จะลดลง YoY (ช่วงเวลานี้ไม่มี Toppick ในกลุ่มนี้รอจังหวะ Trading ในช่วงเวลาถัดไป)

Top pick ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นตามช่วงฤดูกาล โดยในงวด 4Q65 ให้น้ำหนักไป ที่โรงกลั่นมากสุด จาก operation ดีแต่ต้องรับได้กับ bottom line ที่อาจเผชิญ stock loss ตามราคาน้ำมันอ่อนตัว

กลุ่มโรงไฟฟ้าและพลังงานทดแทน

ทิศทางกำไรกลุ่มฯ งวด4Q65 คาดจะเห็นกาเริ่มฟื้นตัวขึ้น QoQ หนุนจากการรับรู้ค่า ft ที่ ปรับขึ้นในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. ได้เต็มไตรมาส เทียบกับงวด 3Q65 ที่รับรู้ได้เพียงไตรมาส เดียว ประกอบกับแนวโน้มราคาก๊าซที่อาจลดลงมาได้บ้าง QoQ แต่คาดจะยังอยู่ใน ระดับสูง จึงส่งผลให้ฐานกำไรที่ฟื้นตัวขึ้นน่าจะยังอยู่ในระดับต่ำ ก่อนจะค่อยๆ ทยอย ปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับปกติในปี 2566 ที่คาดจะมีแนวโน้มการปรับขึ้นค่า ft และราคาต้นทุน พลังงานที่คาดจะเริ่มทยอยปรับตัวลดลงเข้าสู่สมดุลมากยิ่งขึ้น

โดย Top picks ของกลุ่มโรงไฟฟ้าเลือก GULF ที่เห็นการเต็บโตอย่างชัดเจนทั้งในปี 2565-66 ส่วน GPSC, BGRIM คาดจะที่ได้ประโชน์จากค่า ft เนื่องจากมีสัดส่วนขาย ไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอยู่ค่อนข้างสูง ราว 23-26% ของรายได้จากการขาย ไฟฟ้าโดยรวม

ในส่วนของกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ให้น้ำหนักการลงทุนตามช่วงฤดูกาล โดย ในช่วงนี้เลือก SSP ซึ่งคาดผลประกอบการในงวด 4Q65 – 1Q66 จะเติบโตจากเข้าสู่ ฤดูสู่ฤดูกาลลมใน 4Q65 และ solar ใน 1Q66 รวมถึงอานิสงค์ของโรงไฟฟ้าในไทย ที่ ได้ประโยชน์จากค่า ft

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย