KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
กรณีขีปนาวุธ 2 ลูก ถูกยิงเข้าไปในพื้นที่ของ โปรแลนด์ คลี่คลายไปตามลำดับ หลัง มีข้อบ่งชี้ว่าเกิดจากข้อผิดพลาดของฝั่งยูเครน ทำให้ประเด็นความเสี่ยงเชิงภูมิ รัฐศาสตร์ ผ่อนคลายลงไปตามลำดับ แต่ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม ส่วนภาพในเชิง เศรษฐกิจ เรามองว่า ประเด็นความกังวลกำลังเคลื่อนย้ายจาก สถานการณ์เงินเฟ้อ สูง และการปรับขึ้นดอกเบี้ยแรง ไปสู่ความกลัวเรื่องRecession ของหลายประเทศ ทั่วโลก โดยล่าสุด WTO ออกมาส่งสัญญาณถึงปริมาณการค้าโลกในปี 2566 ว่าจะ ขยายตัวเพียง 1% ลดลงจากปี 2565 ที่เติบโต 3% ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่หลาย ประเทศเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรป และอังกฤษ ภาวะ ดังกล่าวทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เห็นได้จาก Bond Yield ระยะ ยาวปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามสำหรับเศรษฐกิจไทยยังเชื่อว่ามีภูมิคุ้มกันที่ดี ทำให้ GDP Growth ปี 2566 เติบโตสูงกว่าปี 2565 ผลจากการเปิดประเทศเต็มที่
SET Index ยังอยู่ในช่วงปรับฐาน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวช่วง 1613 – 1636 จุด หุ้นที่ Top Pick วันนี้เลือก COM7, MTC และ SCGP
ปรับจากความกลัวเรื่อง เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย สู่ RECESSION
ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ทยอยลดลงในหลายประเทศ เป็นผลให้ธนาคารกลางต่างๆ มี แนวโน้มชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ความกลัวในการเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยลดลงมา ยกเว้น ในฝั่งยุโรปที่เงินเฟ้อยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง
และล่าสุดดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของอักกฤษพุ่งขึ้นสู่ระดับ 11.1%YoY ในเดือน ต.ค.65 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 41 ปี โดยสูงกว่าทั้งตลาดคาด และเดือนก่อน หน้าที่อยู่ระดับ +10.7%YoY เงินเฟ้อที่ปรับขึ้นในเดือนต.ค.นั้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก ราคาอาหาร การขนส่ง และพลังงาน สูงขึ้นยังคงกดดันภาคครัวเรือนและธุรกิจอย่าง ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามความกลัวเรื่อง Recession ของหลายประเทศ ก็เข้ามาแทนที่ ซึ่งถูกย้ำด้วย ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ที่ถูประกาศออกมา ล่าสุดสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขการผลิต ภาคอุตสาหกรรมเดือน ต.ค.65 -0.1%MoM หลังจากปรับตัวขึ้น 0.1% ในก.ย.65 ซึ่งอาจ เป็น Indicator ชี้นำถึงภาพเศรษฐกิจในอนาคต อย่างไรก็ตามมีแรงพยุงจากตัวเลขยอดค้า ปลีก +1.3%MoM ในเดือนต.ค.65 สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ระดับ 1.0%
ประเด็นความกังวงเรื่อง Recession ทำให้ Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯปรับตัวลงแรง จน ล่าสุดอยู่ที่ 3.69% ขณะที่ Bond Yield 2 ปีสหรัฐฯอยู่ที่ 4.36% จึงทำให้Spread Bond Yield 2 ปี และ 10 ปี ของสหรัฐ ห่างกันมากสุดในรอบ 40 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า โอกาสเกิด Recession ในสหรัฐมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้วานนี้ตลาดหุ้นทั้งสหรัฐฯ และ โซนยุโรปปรับตัวลงราว -0.8% ถึง -1.5%
ขณะเดียวกัน WTO ได้ออกมาเตือน ว่า ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่งมีความเสี่ยง เข้าสู่ภาวะถดถอย โดยคาดการณ์ว่า การค้าทั่วโลกจะขยายตัวเพียงแค่ 1% ในปี 66 ปรับ ลดลงมาจากปี 65 ซึ่งอยู่ที่ 3.5% เนื่องจากผลกระทบจากการทำสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาอาหารและพลังงานพุ่งสูงขึ้น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง
ขณะไทยที่ยังคงมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อ้างอิงจาก ธปท. ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/65 ที่สภาพัฒน์ จะประกาศในวันที่ 21 พ.ย. นี้ เชื่อว่าจะขยายตัวเกิน 3% ซึ่งเป็นการ เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/65 ที่ 2.5% และไตรมาส 1/65 ที่ 2.2% ซึ่งสอดคล้องกับประมาณ การของ ธปท. ทั้งปีนี้ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.3% ซึ่งยังห่างไกลกับคำว่า Recession
สรุป เงินเฟ้ออังกฤษที่ปรับขึ้นแรงและไม่มีวี่แววว่าจะชะลอ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจ ของหลายประเทศเริ่มบ่งชี้ถึงความกังวล Recession มากขึ้นทุกที ซึ่งสวนทางกับไทยที่ เศรษฐกิจยังแข็งแกร่งห่างไกลกับคำว่า Recession หนุน Flow ไหลเข้าทั้งทางตรงและ ทางอ้อมในระยะกลาง-ยาว โดยวันนี้มองกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index ไว้ที่ ระดับ 1613-1636 จุด
ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ลดระดับลงอีกครั้ง
ประเด็นขีปนาวุธที่ถูกยิงไปตกอยู่บริเวณหมู่บ้าน Przewodow อยู่ทางตะวันออกของ โปแลนด์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันตลาดหุ้นเมื่อวานนี้ ขณะที่ทางการสหรัฐ และ NATO ออกมาให้ข้อมูลเบื้อต้นที่สอดคล้องกันว่า ขีปนาวุธดังกล่าวอาจไม่ใช่ของ รัสเซีย ซึ่งคาดว่าเป็นของกองทัพยูเครนเป็นฝ่ายยิง เพื่อสกัดขีปนาวุธรัสเซียที่กำลังมุ่งหน้า เข้ามา อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ยังคงต้องมีการสอบสวนถึงข้อเท็จจริงอย่างละเอียดต่อไป และเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากที่ผ่านมาความเสี่ยงดังกล่าวส่งผล กระทบต่อผลตอบแทนในตลาดการเงิน
FUND FLOW สะดุดช่วงสั้น แต่ยังเน้นสะสมในหุ้น LAGGARD
ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยผันผวนมากขึ้น หลังกลับมาเผชิญกับความเสี่ยง ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยเฉพาะตัวประเด็นหุ้น MORE ที่นักลงทุนอยู่ในช่วงรอผล การสรุป รวมถึงวิธีการควบคุมรับมือในอนาคต กดดันโดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็ก อย่าง ดัชนี MAI ปรับตัวลดลงแรงถึง -4.89% Underperform SET ที่ย่อตัวเพียง -0.15%
ขณะที่ Fund Flow ต่างชาติเห็นการชะลอการไหลเข้าในช่วงสั้น โดยต่างชาติสลับมาขาย สุทธิหุ้นไทย 3 วันทำการ มูลค่าขายสุทธิรวม 4.1 พันล้านบาท หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกัน 16 วันทำการ กว่า 4.08 หมื่นล้านบาท และหากเปรียบเทียบกับภาพรวมในตลาดหุ้นเอเชีย จะเห็น Fund Flow ชะลอการไหลเข้าในสัปดาห์นี้เช่นกัน ยกเว้นตลาดหุ้นไต้หวันเห็นการ ไหลเข้าโดดเด่น ตั้งแต่มีประเด็น Warren Buffett ซื้อหุ้น TSMC อย่างไรก็ตามในภาพใหญ่ ปีนี้ยังเห็น Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสูงสุดในภูมิภาคกว่า 5.3 พันล้านเหรียญ หรือ 1.79 แสนล้านบาท
ดังนั้นในสภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนในช่วงสั้น พร้อมกับเริ่มเห็นการหมุนของเม็ดเงินใน การขายหุ้นที่ขึ้นมาแรง และสลับเข้ามาลงทุนในหุ้นที่ปรับฐานลงมาลึก ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำหุ้นที่น่าจะเป็นเป้าหมาย Fund Flow ในระยะถัดไป หรือลงทุนในหุ้นที่ปรับตัว ลงมาลึกจน Downside จำกัด Upside เปิดกว้าง อย่าง SCGP, COM7, MTC เป็น Top pick ในวันนี้
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








