KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
SET Index ปรับฐานตามคาด แต่ภาพรวมของปัจจัยแวดล้อมดูไม่น่ากังวล โดย แรงหนุนหลักของตลาดหุ้นไทยเป็นเรื่องของการฟื้นตัวเศรษฐกิจปี 2565 –2566 ที่ สวนทางหลายประเทศที่ชะลอตัวไปจนถึง Recession ตัวเลขล่าสุดที่ยืนยันภาพ การฟื้นตัวคือ FDI ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานะดังกล่าวทำให้เงินบาทยัง แข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งจะหนุนให้ Fund Flow ไหลเข้าต่อในระยะต่อไป สำหรับปัจจัย ในต่างประเทศที่มีเคยมีความกังวลเรื่อง เงินเฟ้อ และ การปรับขึ้นดอกเบี้ยแรง สถานการณ์ในปัจจุบันเริ่มผ่อนคลาย เฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ Fed ที่คาดว่าการ ประชุมรอบเดือน ธ.ค.65 จะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ส่วนปี 2566 ทั้งปีคาด ว่าจะปรับขึ้นอีกไม่เกิน 0.75% สำหรับกำไร 3Q65 ของบริษัทจดทะเบียนล่าสุด ประกาศออกมาแล้วราว 80% ของ Market Cap มีกำไรราว 2.07 แสนล้านบาท
SET Index ปรับฐานตามคาด จากนี้ไปเชื่อว่า Downside จำกัด ประเมินกรอบการ เคลื่อนไหววันนี้ช่วง 1613 – 1636 จุด หุ้นที่เลือกเป็น Top Pick วันนี้ได้แก่ COM7, CRC และ GULF
ตลาดหุ้นสหรัฐถึงช่วง TAKE PROFIT คาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบ
วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐปิดตัวในแดนลบราว –0.6% ถึง -1.1% ซึ่งเป็นการปรับฐาน หลังปรับ ขึ้นแรงจากแรงหนุนของตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ต.ค. 65 อยู่ที่ 7.7% ต่ำกว่าตลาดคาด และปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า
ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงกดดันในตลาดหุ้นสหรัฐวานนี้ อาทิ
• การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐในระต่อไป หลังเจ้าหน้าที่ Fed มี ความเห็นไม่ตรงกันในการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยคุณ Christopher Waller ออกมา สนับสนุนการเดินหน้าเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อ ได้ชะลอตัวลงอย่างแท้จริง แต่ในเวลาต่อมาคุณ Lael Brainard กลับสนับสนุนให้ Fed ชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย และกังวลถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นหากมีการขึ้น ดอกเบี้ยที่สูงเกินไป
• เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มซบเซา มากกว่าที่ IMF ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้หลัง PMI ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการของประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่ม G20 ชะลอตัว ลง โคยเฉพาะในฝั่งยุโรป (โทนสีแดงตามภาพด้านล่าง) โดยได้รับผลกระทบหลักๆ จากเงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์
สรุป ตลาดหุ้นอยู่ในช่วง Take Profit หลังปรับขึ้นมาแรง จากตัวเลขเงินเฟ้อ เดือน ต.ค.65 ของสหรัฐต่ำกว่าคราด ขณะที่ในระยะสั้นมีปัจจัยเข้ามากดดัน อาทิ โอกาสการ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐในระยะต่อไป บวกกับการที่ IMF ให้ความเห็น ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มซบเซา ภาวะดังกล่าวน่าจะกดดันการขยับขึ้นของดัชนี ตลาดหุ้นโลกในสัปดาห์นี้แคบลง
SET INDEX ยังน่าสนใจในระยะถัดไป จากปัจจัยขับเคลื่อนภายในประเทศ
วานนี้ SET Index ปรับตัวลง 0.85% อยู่ที่ระดับ 1623.38 จุด ซึ่งปัจจัยกดดันมาจากความ กังวลเฉพาะตัว ได้แก่ หุ้นบมจ.มอร์ รีเทิร์น (MORE) ส่งผลกระทบจิตวิทยาต่อหุ้นขนาด กลางและเล็ก โดยดัชนี MAI, SET วานนี้ปรับตัวลง 1.5% และ 1.1% ตามลำดับ ขณะที่หุ้น ที่เชื่อมโยงกับบริษัท MORE อาทิ HEMP, COMAN ก็ปรับตัวลงแรงเช่นกัน
อย่างไรก็ตามระยะถัดไป ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจในระยะกลาง-ยาว จากตัวเลขเศรษฐกิจ ที่เริ่มดีขึ้นเป็นไปตาม Roadmap ที่ฝ่ายวิจัยฯ ได้นำเสนอไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งดุลการค้าที่ ปรับตัวดีขึ้น, ดุลบริการที่ขาดดุลน้อยลง หนุนดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาเป็นบวก ซึ่ง ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ รายงานภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ช่วง 10 เดือน (ม.ค. - ต.ค.) ของปี 2565 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามา ลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 480 ราย
• เม็ดเงินลงทุนรวม 106,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ถึง 72%YoY หรือ 44,469 ล้านบาท
• ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น 125 ราย (สัดส่วน 26%) เงิน ลงทุน 37,738 ล้านบาท ต่อมา คือ สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา, ฮ่องกง และ จีน ตามลำดับ
กระทรวงพาณิชย์ คาด 2 เดือนที่เหลือของปี(พ.ย. - ธ.ค. 2565) จะมีนักลงทุนต่างชาติเข้า มาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากภาครัฐมีมาตรการส่งเสริม การลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่อนคลายให้มีการเปิดประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วย เสริมให้เศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ซึ่งคาดประมาณการ GDP Growth ปีนี้อยู่ที่ 3.5%YoY ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อาทิ โครงการ เราเที่ยวด้วยกันเฟส 5 รวมถึงการกระตุ้นท่องเที่ยวปี 2566 ททท. ตั้งเป้าของบ 8,700 ล้านบาท ในการนำเข้าที่ ประชุม ครม. 29 พ.ย.65
สรุปประเด็นความกังวลหุ้น MORE ได้สร้าง Sentiment เชิงลบต่อตลาดหุ้นระยะสั้น ซึ่งหากพิจารณาระยะถัดไป ค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่าต่อเนื่อง บวกกับเศรษฐกิจไทย กำลังเข้าสู่ภาวะฟื้นตัว สังเกตได้จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่พลิกกลับมาเหนือ 0 และ Foreign Reserve ที่เริ่มมีมากขึ้น (เพิ่มขึ้นในรอบ 4 ปี) อีกทั้งมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจต่างๆของภาครัฐฯในช่วงปลายปี คาดเป็นส่วนหนึ่งให้ Flow ต่างชาติไหลเข้า ตลาดหุ้นในระยะต่อไป
แนวทางการปรับขึ้นค่าFT สำหรับงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566
การพิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) จาก กกพ. รายละเอียดการพิจารณาทั้ง 3 แนวทาง ได้แก่
1) ปรับขึ้นค่า Ft อีก 131.55 สตางค์/หน่วยจากเดิม 94.43 สตางค์/หน่วยในรอบเดือน ก่อนหน้ามาอยู่ที่ 224.98 สตางค์/หน่วย (แบ่งเป็นค่า Ft ที่สะท้อนต้นทุนเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566 158.31 สตางค์/หน่วย และ เงินทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง บางส่วนให้แก่ กฟผ. 66.67 สตางค์/หน่วย) โดยเมื่อรวมกับค่าไฟฐาน 3.79 บาท/หน่วย จะ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้างวดใหม่ปรับขึ้นเป็น 6.04 บาท/หน่วย
2) ปรับขึ้นค่า Ft อีก 98.21 สตางค์/หน่วย จากเดิมมาอยู่ที่ 191.64 สตางค์/หน่วย (แบ่งเป็นค่า Ft ที่สะท้อนต้นทุนเดือน ม.ค.-เม.ย. 66 158.31 สตางค์/หน่วย และ เงินทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงบางส่วนให้แก่ กฟผ. 33.33 สตางค์/หน่วย) ซึ่ง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้างวดใหม่ปรับขึ้นเป็น 5.70 บาท/หน่วย
3) ปรับขึ้นค่า Ft อีก 64.88 สตางค์/หน่วยจากเดิมมาอยู่ที่ 158.31 สตางค์/หน่วย จาก ต้นทุนพลังงานที่ปรับเพิ่ม ซึ่งยังไม่มีส่วนของเงินชดเชยที่เรียกเก็บคืนให้กับ กฟผ. โดยเมื่อ รวมกับค่าไฟฐานจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้างวดใหม่ปรับขึ้นเป็น 5.37 บาท/หน่วย
ปัจจุบัน กกพ. ยังอยู่ระหว่างพิจารณา และเปิดรับฟังความเห็นผู้ใช้ไฟฟ้าผ่านเว็บไซต์ และจะมีการประกาศใช้จริงในภายหลัง อย่างไรก็ตามภาพรวมถือเป็น sentiment เชิง บวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าทั้งกลุ่ม ทั้งผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP ที่มีสัดส่วนขายไฟฟ้าให้ กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและมีราคาขายไฟฟ้าอิงกับค่า Ft อย่าง GPSC, BGRIM, GULF ซึ่งคาดจะช่วยให้ให้อัตรากำไรขั้นต้นในงวด 1Q66 ปรับตัวสูงขึ้นได้ โดยอยู่ภายใต้ สมมติฐานต้นทุนเชื้อเพลิงพลังงานยังทรงตัวใกล้เคียงกับงวด 4Q65 แต่อย่างไรก็ตาม หากราคาต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นแรง คาดยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อกำไรของกลุ่ม โรงไฟฟ้า SPP อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในกลุ่มโรงไฟฟ้าในพลังงานทดแทนที่มีอัตรา ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยที่อิงกับค่า ft อาทิ SSP GUNKUL เป็นต้น จะได้รับปัจจัยเชิง บวกต่อประเด็นดังกล่าวด้วยเช่นกัน
ภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียน 3Q65 ลดลง QOQหนักจากกลุ่มพลังงาน แต่กลุ่ม DOMESTIC CONSUMPTION เริ่มฟื้นเด่น
บริษัทอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายในการรายงานกำไรงวด 3Q65 โดยล่าสุดฝ่ายวิจัยรวบรวม ข้อมูลถึงวันที่ 11 พ.ย. 65 พบว่า มีการรายงานออกมาแล้ว 491 บริษัท (คิดเป็นสัดส่วน 79% ของ Market Cap) อยู่ที่ 2.07 แสนล้านบาท ลดลง -36.4%QoQ และทรงตัว 0.5%YoY และหากพิจารณาลงไปราย Sector พบว่า กำไรบริษัทจดทะเบียน 3Q65 ลดลง QoQ หนัก กว่า 1.18 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่ถูกกดดันจากกลุ่มพลังงานและปิโตรฯ ที่กำไรลดลง QoQ กว่า -8.3 หมื่นล้านบาท (ลดลง -60%QoQ) และ -2.7 หมื่นล้านบาท (พลิกมาขาดทุน QoQ) ตามลำดับ แต่กลุ่ม DOMESTIC CONSUMPTION เริ่มเห็นกำไรฟื้นเด่น QoQ อาทิ กลุ่มอาหาร พลิกกลับมากำไร QoQ , กลุ่มอสังหาฯ +142%QoQ, กลุ่มขนส่ง 41%QoQ, กลุ่มธ.พ. 25%QoQ, กลุ่มค้าปลีก 59%QoQ, กลุ่มการเงิน 13%QoQ
สรุปคือ แม้ภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนจะลดลงจากหุ้นน้ำมันเป็นหลัก อาจจำกัด Upside ดัชนีบ้าง แต่ยังมีหุ้น DOMESTIC CONSUMPTION ที่กำไรเริ่มฟื้น Upside เปิดกว้าง น่าสะสมลงทุนและคาดหวัง Outperform ตลาดในช่วงถัดไป แนะนำ COM7, GULF, CRC, AP, OR, STEC
ส่วน SET Index วันนี้ คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1613 – 1631 จุด Top pick เลือก COM7, GULF, CRC
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








