KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
การใช้นโยบายการเงินตึงตัวกดดันให้ตลาดหุ้นโลกผันผวนในช่วงนี้ โดยวานนี้ BOE ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% มาอยู่ที่ 3% (เป็นการปรับขึ้นเร่งสุดในรอบ 33 ปี) ต่อเนื่องจากสหรัฐที่ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% (ครั้งที่ 4) การเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัด กั้นเงินเฟ้อเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มโอกาสการเกิด Recession ขึ้นได้ โดยทาง Bloomberg ประเมินโอกาสเกิด Recession ในช่วง 1 ปีข้างหน้ายุโรป 80% สหรัฐ 60% ญี่ปุ่น 30% แต่ไทยยังมีโอกาสเข้าสู่ Recession ต่ำเพียง 15% และ ความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยที่น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เป็นแรงจูงใจให้นัก ลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกัน 10 วันทำการ
นอกจากนี้กำไร 3Q65 ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่รายงานออกมา 1 ใน 4 ของ Market Cap ทั้งหมด ยังอยู่ในระดับที่ดี -3.3%qoq และเพิ่มขึ้น 36.2%yoy ส่วนสัปดาหน้าติดตามการรายงานบริษัทที่เหลือ รวมถึงการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ ไทย และ สหรัฐ เดือน ต.ค. คาดว่าลดลงมาอยู่ที่ 6.0%yoy (ก.ย. 6.41%yoy) กับ 8.1%yoy (ก.ย. 8.2%yoy) ตามลำดับ
ส่วน SET Index วันนี้ คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1613 - 1631 จุด หุ้น Top Pick เลือกหุ้นต่างชาติซื้อสะสม BBL, CPN และหุ้น Defensive GULF
ความเสี่ยงเศรษฐกิจ RECESSION ส่งสัญญานชัดเจนขั้น
ความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะ Recession กลับมาอีกครั้ง โดยมีข้อมูลสนับสนุน จากตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาล่าสุดเมื่อวานนี้
• อัตราการว่างงานยุโรปยังทรงตัวในระดับต่ำ อยู่ที่ระดับ 6.6%YoY ในเดือน ก.ย. ตามลด และยังปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 6.7% YoY ซึ่งสะท้อน ถึงตลาดแรงงานยุโรปยังแข็งแกร่ง อาจเป็นเหตุให้ ECB เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย ต่อเนื่อง เพื่อชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ
• จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานของสหรัฐยังทรงตัวในระดับต่ำ ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 217,000 ราย (ต่ำกว่าคาดที่ระดับ 220,000 ราย) ปรับตัวลดลงมาจากสัปดาห์ ก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 218,000 ราย ซึ่งสะท้อนถึงตลาดแรงงานสหรัฐยังแข็งแกร่ง อาจเป็นเหตุให้ Fed เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพื่อชะลอความร้อนแรงทาง เศรษฐกิจ
• BOE ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 3.0% ตามคาด เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ ยังพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 33 ปีและปรับขึ้นติดต่อกันเป็นครั้งที่ 8 นับตั้งแต่เดือนธ.ค.2564
ธนาคารกลางหลายแห่งเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรง ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังทรงตัว ในระดับสูง ขณะที่ตลาดแรงงานที่ยังดูแข็งแกร่ง ทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะ Recession สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงใน ปัจจุบันติดลบค่อนข้างสูงกว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (ตามภาพด้านล่าง) อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยไทยปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจาก ธปท. ยังคำนึงถึงการฟื้นตัวทาง เศรษฐกิจของไทยเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ Bloomberg เผยผลสำรวจโอกาสความน่าจะเป็นที่เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จะเผชิญกับภาวะ Recession ในปี66 พบว่า โอกาสที่เศรษฐกิจยุโรปจะเข้าสู่ภาวะถดถอย มีสูงถึง 80% ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเพียง 15%
สรุป ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ Recession กลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางเงิน เฟ้อทรงตัวในระดับสูง และธนาคารกลางต่างๆ เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรง อย่างไร ก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีโอกาจที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปะหน้าค่อนข้างต่ำ คาดเป็น อานิสงส์เชิงบวกให้ Fund Flow ไหลเข้าไทยในระยะถัดไป
อัตราเงินเฟ้อ ไทย จีน สหรัฐฯ ประกาศสัปดาห์หน้า คาดเป็นตัวกำหนด ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
สัปดาห์หน้ามีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ 3 ประเทศ ดังนี้
1. อัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค.65 ของไทย หรือ CPI ที่ตลาดคาดอยู่ระดับ +6.0%YoY ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ +6.4%YoY ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน หรือ Core CPI คาดอยู่ที่ +3.25%YoY เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ +3.12%YoY
2. อัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค.65 ของจีน หรือ CPI ที่ตลาดคาดอยู่ระดับ +2.4%YoY ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ +2.8%YoY
3. อัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค.65 ของสหรัฐฯ หรือ CPI ที่ตลาดคาดอยู่ระดับ +8.1%YoY ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ +8.2%YoY
ซึ่งหากอัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค.65 ของทั้ง 3 ประเทศออกมาตามคาด จะทำให้ Trend ของ อัตราเงินเฟ้อชะลอลง และคาดทำให้ธนาคารของทั้ง 3 ประเทศ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงรุก เบาลง
โดย ธปท. คาดอัตราเงินเฟ้อจะเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1% - 3% ในปีหน้า ซึ่งฝ่ายวิจัยได้ทำ การประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อไทยในอนาคต โดยนำการเติบโต CPI รายเดือน เดือนล่าสุดที่ ระดับ 0.22%MoM มาคิดเป็นสมมุติฐาน CPI Index ในช่วงถัดไป จะเห็นได้ว่า อัตรา CPI YoY เดือนถัดๆ ไปลดลงอย่างชัดเจน โดยลดลงจาก 6.4%YoY ในเดือน ก.ย.65 มาอยู่ที่ 2.1%YoY ราวเดือน มิ.ย.66 ซึ่งอยู่กรอบที่ ธปท. ประเมินไว้เช่นกัน
ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ใช้สมมุติฐานเดียวกัน โดยนำการเติบโต CPI รายเดือน เดือนล่าสุดที่ระดับ 0.40%MoM มาคิดเป็นสมมุติฐาน CPI Index ในช่วงถัดไป จะเห็นได้ว่า อัตรา CPI YoY เดือนถัดๆ ไป ทยอยลดลงต่อเนื่อง โดยลดลงจาก 8.2%YoY เดือน ก.ย.65 มาอยู่ที่บริเวณ 4.1%YoY ในเดือน มิ.ย.66 ซึ่ง ณ ตอนนั้นอัตราดอกเบี้ยที่คาดการณ์จาก FED Watch Tool อยู่ที่ 5.0% ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) กลับมาเป็นบวก
นอกจากนี้รอดูการประชุมครม.ในสัปดาห์หน้า คาดมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแพกเกจ ใหญ่ในช่วงปลายปี ขณะที่ล่าสุดรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า คาดจะ เสนอแนวทางขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงเวลา 04.00 น. จากเดิม 02.00 น. ต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในการประชุมนัดวันที่ 15 พ.ย.65 หนุนหุ้น CPALL (BK:CPALL) BJC MAKRO EPG นอกจากนี้ในต่างประเทศยังมีการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ วันที่ 8 พ.ย.65 ซึ่งคาดสร้าง Sentiment สำคัญต่อตลาดในช่วงถัดไป
สรุป สัปดาห์หน้ามีการประกาศอัตราเงินเฟ้อของ ไทย จีน สหรัฐฯ หากตัวเลขออกมา ตามคาด คาดสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นในระยะถัดไป เนื่องจากอัตราเงิน เฟ้อที่ชะลอลง เป็นสัญญาณที่ดีต่อธนาคารกลางทั้ง BOT PBOC FED ที่มีโอกาสดำเนิน นโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายลงตามลำดับ
กำไร 3Q65 ยังโอเค ขณะที่ EPS ปีหน้าของไทยยังแข็งแกร่ง ไม่เหมือน สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น
ฝ่ายวิจัยฯ รวบรวมกำไรงวด 3Q65 ของบริษัทจดทะเบียนล่าสุดอยู่ที่ 9.6 หมื่นล้านบาท (23.6% Market Cap) -3.35QoQ / +36.2%YoY ซึ่งหุ้นที่กำไรเติบโตทั้ง YoY และ QoQ ได้แก่ BBL TTB PTTEP TU LPN STANLY เป็นต้น
ขณะที่สัปดาห์หน้าเข้าสู่ฤดูกาลแห่งประกาศงบ 3Q65 ที่แท้จริง โดยมีหุ้นที่ฝ่ายวิจัยฯ ทำการศึกษา 44 บริษัท อาทิ QP QH NER KCE MTC TOP PTTGC GPSC TFG CPN LH BH TIDLOR ANAN CBG CPALL BGRIM เป็นต้น ซึ่งต้องติดตามว่าจะทำให้ทิศทางกำไร 3Q65 เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามหากพิจารณา EPS66F ของ Bloomberg Consensus คาดไทย +1.29% ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งแตกต่างกับตลาด หุ้นสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ Bloomberg Consensus ปรับประมาณการ EPS66F ลง 1.11%, 1.16% และ 1.41% ตามลำดับ
ประเด็นดังกล่าว ทำให้ Momentum Fund Flow ต่างชาติยังไหลเข้าหุ้นไทยอย่างต่อ เนี่อง โดยต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยวานนี้ 3.02 พันล้านบาท ซื้อต่อเนื่อง 10 วันทำการ พร้อม กับซื้อสุทธิสัญญา SET50 Futures วานนี้ 1.7 พันสัญญา สะสม 12 วันทำการ สูงถึง 1.97 แสนสัญญา
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นเป้าหมายต่างชาติพร้อมกับ EPS66F ของ Bloomberg Consensus ยังดูดีโดยเงื่อนไขในการคัดกรองมีรายละเอียด ดังนี้
1. หุ้นที่ต่างชาติซื้อสะสมต่อเนื่องตั้งแต่ 20 ต.ค. 65 – 2 พ.ย.65
2. หุ้นที่ Bloomberg Consensus มีการปรับ EPS66F ขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
สรุป สัปดาห์หน้าถือเป็นบทสำคัญที่จะเปิดเผยว่ากำไร 3Q65 จะเป็นเช่นไร ขณะที่ Bloomberg ยังมองกำไรบริษัทจดทะเบียนของไทยแข็งแกร่ง ไม่ได้ถูก Downgrade เฉกเช่นสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา คาดทำให้ SET Index แกว่งผัน ผวนเล็กน้อยไม่รุนแรงเหมือนตลาดอื่น โดยวันนี้มองกรอบการเคลื่อนไหวที่ระดับ 1613-1631 จุด
ส่วน Toppicks วันนี้ เลือก BBL CRC จากหุ้นที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยบวกข้างต้น และ GULF ที่ภาพระยะยาวยังเห็นการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง อีกทั้งยังมี upside ส่วน เพิ่มที่ยังไม่ถูกรวมไว้ในประมาณการจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศลาว ที่อีก 2 โครงการ
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








