KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
อะไรเอ่ย คนซื้อไม่ได้กิน แต่ผู้ที่กินไม่ได้ซื้อ?
หลายคนตอบได้ทันที อาหารเด็กที่เราซื้อให้ลูกไง คำตอบถูกครึ่งนึงครับ จริงๆ แล้ว คำตอบ คือ อาหารสัตว์เลี้ยง
เพราะเราก็รักเหมือนลูก เลี้ยงดูอย่างดี บางมื้ออาหารดีกว่าเรากินอีก ถึงได้มีคำศัพท์ที่เรียกว่า
“Pet Humanization” หรือ การเลี้ยงสัตว์เหมือนประหนึ่งเป็นลูกของตัวเอง
วันนี้มีหุ้น IPO น้องใหม่ที่เกี่ยวกับอาหารสัตว์เลี้ยงกำลังจะเข้าตลาดเป็นวันแรก คือ AAI วิตามินหุ้นจะมาเล่าเรื่องราวน่าสนใจของเขาให้ฟังกันครับ ใครเป็นสายรักสัตว์เลี้ยงมาอ่านกันเลยครับ
ภาพรวมอาหารสัตว์เลี้ยง
1.อาหารสัตว์เลี้ยง คือ Pet Food ที่เราซื้อมาให้น้องหมาน้องแมวกิน ไม่ใช่อาหารสัตว์น้ำ อันนั้นคือ Aqua Feed ที่ซื้อไปเลี้ยงปลา กุ้ง ให้โต แล้วเอามาทำปลาทอด กุ้งเผาให้เรากิน
2. ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกใหญ่มากมีมูลค่า $110,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดกลมๆ ก็ประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท คาดว่าจะโตต่อเนื่องปีละ 5% (ตัวเลขดูเหมือนน้อยแต่คิดเป็นมูลค่าก็เพิ่มปีละ 2 แสนล้านบาทเลยนะ)
3. ไทย เป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นอันดับที่ 3 มูลค่าการส่งออกปีละ $2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองจากเยอรมัน และสหรัฐฯ และประเทศที่เราส่งออกไปมากที่สุด คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น มาเลเซีย อิตาลี ออสเตรเลีย
4. Pet Food เริ่มแรกก็มาจากทูน่าที่คนเรานิยมกินเนื้อขาวสวยๆ แน่นๆ แต่คนมักไม่กินเนื้อแดงหรือ Red Meat ก็เอาตรวนั้นมาทำทูน่ากัน แต่ก็ไม่ได้ว่าใส่แต่ทูน่าอย่างเดียวบางทีก็ใส่ไก่ วัว แกะ ผัก แครอท วิตามินเสริมเพิ่มเติมลงไป การทำแบบนี้เป็นได้ทั้งเพิ่มมูลค่าและบริหารจัดการต้นทุนไปในตัว
AAI
1.AAI เป็นหุ้นน้องใหม่ แต่หน้าเก่าก็ตั้งมาตั้งแต่ปี 2005 เป็นธุรกิจหลักสร้างกำไรให้กับ ASIAN ที่ spin off ออกมาเข้าตลาด และไม่ได้ขายแต่ Pet Food แต่มี Human Food ด้วย โดยมีสัดส่วน Pet 85% Human 13% ที่เหลือเป็นผลพลอยได้ เช่น ปลาป่น
2. AAI เป็นโรงงานผลิตมี 2 แห่งที่ สมุทรสาคร และเมืองจีน รับจ้างผลิต OEM สัดส่วนมากถึง 97% มีแบรนด์ตัวเอง 3% ไล่เรียงจากแพงมาถูก คือ Monchou (พีพี บิวกิ้น เป็น presenter), Maria (JV กับ IP) , Hajiko (ใบเฟิร์น) และ PRO
3. AAI ส่งออกเป็นหลักสัดส่วน 93% ลูกค้า 5 รายแรก คิดเป็นสัดส่วน 60% ของยอดขายทั้งหมด รายใหญ่สุด 23-35% ตลาดส่งออกหลัก คือ สหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น
ลูกค้ารายหลักมีการทำสัญญายาว 5 ปี ล็อคโวลุ่มกันไว้ก่อน ส่วนราคาก็ปรับกันทุก 6 เดือน แต่ถ้าต้นทุนขึ้นลงก็คงเจรจากัน
4. ต้นทุน Pet Food 22-35% มาจากทูน่า 1-2% ปลาอื่นๆ เช่น ซาร์ดีน แมคเคอเรล 8-21% ไก่ 36-50% บรรจุภัณฑ์ โดยปลาเป็นการซื้อจากต่างประเทศ ส่วนไก่และบรรจุภัณฑ์ซื้อในประเทศ ตรงนี้มีผลต่อต้นทุนและกำไรเพราะมีความผันผวน ขึ้นกับ Demand Supply อยู่เหมือนกัน
5. กำลังการผลิตปัจจุบัน Pet Food 42,000 ตันต่อปี Utilization Rate 85% Human Food 17,500 ตันต่อปี U Rate 27.3%
===================
ผลประกอบการของAAI
ปี 2562 ยอดขาย 3,588 ล้านบาท กำไรสุทธิ 167 ล้านบาท
ปี 2563 ยอดขาย 4,512 ล้านบาท กำไรสุทธิ 555 ล้านบาท
ปี 2564 ยอดขาย 4,985 ล้านบาท กำไรสุทธิ 639 ล้านบาท
6M64 ยอดขาย 2,415 ล้านบาท กำไรสุทธิ 308 ล้านบาท
6M65 ยอดขาย 3,464 ล้านบาท กำไรสุทธิ 364 ล้านบาท
อัตรากำไรของAAI
ปี 2562 GPM 9.9% NPM 4.6%
ปี 2563 GPM 17.4% NPM 12%
ปี 2564 GPM 21.5% NPM 12.7%
6M64 GPM 20.8% NPM 12.6%
6M65 GPM 19.1% NPM 10.4%
ยอดขาย กำไรเพิ่มขึ้นได้อย่างดีตามเทรนด์ของอาหารสัตว์เลี้ยง ลูกค้าเพิ่ม ทำสินค้าใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น บาทอ่อนก็ช่วย ส่วนในแง่ของกำไรนั้น มาร์จิ้นดีขึ้นจาก Economy of Scale ต้นทุนทูน่าในบางช่วง product mix ที่ทำ pet > human food แต่จุดสังเกต คือ มาร์จิ้นปีนี้เริ่มลดลงจากต้นทุนทูน่าที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นด้วย
===============================
อนาคตของAAI
1. เติบโตด้วย Volume มีแผนเพิ่ม Cap 2 เท่า ใน 4 ปี จาก 42,000 ตัน เป็น 81,750 ตันในปี 2026 แต่เป็นการทยอยเพิ่ม คือ ปีหน้า +18% ปีต่อไป +13% และจะไปเพิ่มเยอะปี 2025 +26% เพราะสร้างโรงงานใหม่เสร็จพอดี ข้อดีชองการทำแบบนี้ คือ ยอดขายทยอยโตเรื่อยๆ ทุกปี ไม่ได้มาเยอะแล้วหาย เป็นการโตแบบค่อยเป็นค่อยไปยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ตลาด
2. เติบโตด้วย NPD ปีๆ นึงมีสินค้าใหม่ 170-210 skus คิดเป็นมูลค่า 5-9% ของยอดขายทั้งหมด มีทีม R&D ประมาณ 60 คน เพราะว่าเน้นไม่ได้เป็นแค่ OEM แต่อยากเป็น Co-Developer ร่วมกับลูกค้าด้วย และลูกค้าเวลาเข้ามาใครๆ ก็อยากได้ของใหม่สินค้าต่างจากคนอื่น R&D เลยต้องคิดสูตรกันเยอะ แต่ลองจับหารกันดูครับว่าต่อ 1 sku มูลค่าอาจจะไม่ได้มากเท่าไหร่ คือเน้นเปลี่ยนบ่อยมากกว่า คำถามคือ น้องหมาน้องแมวชอบกินอาหารไม่ซ้ำหรอ เปล่าหรอก แต่คนซื้อชอบซื้อของใหม่ๆ มากกว่า
3. เติบโตด้วยแบรนด์ตัวเอง สัดส่วน 3% ตั้งเป้าในอนาคต 5 ปี อยากให้เป็น 10% แต่ก็ต้องยอมรับว่าบริษัทไม่ได้เก่งทางนี้มาก่อน ก็จะเป็นงานที่ยากและต้องใช้เวลาซักหน่อย
==========================
คำถามที่ต้องคิดต่อ
1. COVID, Work from Home ทำให้เกิดการเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น บริโภคอาหารสัตว์มากขึ้น ทดลอง NPD มากขึ้น แล้วต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร จะโตได้มากๆ เหมือนก่อนมั้ย หรือโตอยู่แต่ลดระดับลงมา
2. ลูกค้า 5 รายมีผลกับยอดขายค่อนข้างมาก ต้องดูแลให้ดี และกระจายความเสี่ยงให้มาก
3. อัตรากำไรผ่านจุดพีคไปหรือยัง ราคาทูน่ากลับมาที่ $1600-1800 ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้ว
ราคา IPO ตั้งมาจากเสียงหัวเราะและความสุข เพราะราคา 5.55 บาท โปรดติดตามว่า Trailing P/E 17 เท่า ต้องติดตามว่าตอนปิดตลาดจะจบลงด้วยรอยยิ้มหรือไม่ ใครสนใจทำการบ้านเพิ่มเติมนะครับ และอย่าลืมว่ายังมีหุ้นอีก 2 บริษัทที่ทำ Pet Food เหมือนกัน คือ TC และ ITC
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ วิตามินหุ้นเพียงให้ข้อมูลประกอบการลงทุนเท่านั้น
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Stock Vitamins - วิตามินหุ้น








