KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
พัฒนาการของข้อมูลที่ออกมายังคงย้ำมุมมองที่เราได้นำเสนอว่า แรงกดันจาก ความกังวลเรื่อง เงินเฟ้อ และ ดอกเบี้ย ปรับขึ้น เบาบางลงตามลำดับ โดยล่าสุด ตัวเลข PCE เดือน ก.ย. ออกมาที่ 5.1% YoY ต่ำกว่าคาด ขณะที่ Bloomberg แสดง ผลสำรวจเรื่องทิศทางดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ ส่วนใหญ่คาดว่าน่าจะมีเพดาน อยู่ที่บริเวณ 5% สอดคล้องกับ Fed Watch Tool ที่เราได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามยังมีเรื่องที่อาจสร้างแรงกดดันก็คือโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ ภาวะ Recession โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ ยังเชื่อว่าจะเกิดขื้นในปี 2566 สำหรับภาพเศรษฐกิจไทย IMF คาดการณ์ว่าจะเติบโต 2.8% YoY ในปี 2565 และ 3.7% YoY ในปี 2566 ซึ่งเรามองว่าเพียงพอที่จะดึงดูด Fund Flow จากนักลงทุน ต่างชาติให้ไหลเข้ามา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานะการถือหุ้นปัจจุบันที่ต่ำกว่าปกติ
สัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ปรับขึ้นมายืนเหนือ 1600 จุดได้ตามคาด สัปดาห์นี้ ยังมีMomentum เหวี่ยงขึ้นได้ต่อ และน่าจะทดสอบแนวต้าน 1613 จุด ส่วนแนว รับอยู่ที่ 1595 จุด หุ้น Top Pick วันนี้ เลือก CRC, CPN และ NER
ความร้อนแรงของเงินเฟ้อและดอกเบี้ยลดลง สัญญานเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
ตลาดหุ้นสหรัฐ Outperform เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ปิดตัวในแดนบวกราว 2.3% ถึง 2.9% หลังสัญญาณเชิงบวกเริ่มกลับเข้ามาต่อเนื่อง โดยล่าสุดกระทรวงแรงงานสหรัฐ เผยดัชนี ราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในเดือนก.ย. อยู่ที่ระดับ 6.2%YoY (ตลาดคาด 6.3%) ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่ ดัชนี Core PCE ในเดือนก.ย. อยู่ที่ระดับ 5.1%YoY ซึ่งต่ำกว่าคาดที่ระดับ 5.2%YoY โดยปัจจัยดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งชี้ ว่าเงินเฟ้อของสหรัฐได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว และอาจทำให้ Fed ไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยแรง ดังเช่นที่คาดไว้ในอดีต
เมื่อพิจารณาจากการสำรวจของ Fed Watch Tool แสดงโอกาสสูงถึง 81% ที่ Fed จะ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมครั้งถัดไป (2 พ.ย.) แต่คาดว่าจะชะลอการขึ้น ดอกเบี้ยอยู่ที่อัตรา 0.5% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ (14 ธ.ค) ด้วยความน่าจะเป็น ที่ 47% (เคยขึ้นไปสูงถึง 76%) ขณะที่ปลายปี 2566 ผลการสำรวจส่วนใหญ่ราว 25% ให้ น้ำหนัก Fed Fund Rate จะขึ้นจบลงที่บริเวณ 4.75% (ก่อนหน้านี้น้ำหนักส่วนใหญ่อยู่ที่ 5.00-5.25%)
นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเริ่มคลี่คลายลง โดย ในเดือน ก.ย. อยู่ที่ระดับ 8.2% YoY ลดลงจาก 8.3% YoY จากเดือนก่อนหน้า และเป็น การลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 หลังราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวลดลงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา อีกทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯในอนาคต โดยนำการเติบโต CPI ราย เดือน เดือนล่าสุดที่ระดับ 0.40%MoM มาคิดเป็นสมมุติฐาน CPI Index ในช่วงถัดไป จะ เห็นได้ว่า อัตรา CPI YoY เดือนถัดๆ ไป ทยอยลดลงต่อเนื่อง โดยลดลงจาก 8.2%YoY เดือน ก.ย.65 มาอยู่ที่บริเวณ 4.1%YoY ในเดือน มิ.ย.66 ซึ่ง ณ ตอนนั้นอัตราดอกเบี้ยที่ คาดการณ์จาก FED Watch Tool อยู่ที่ 5.0% ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) กลับมาเป็นบวก
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยเดือนถัดๆ ไปลดลงอย่างชัดเจนเช่นกัน โดยลดลงจาก 6.4%YoY ในเดือน ก.ย.65 มาอยู่ที่ 2.1%YoY ราวเดือน มิ.ย.66 ซึ่งอยู่กรอบที่ ธปท. ประเมินไว้1% - 3% ในปีหน้า
สรุป อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณลดความร้อนแรงลง อย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงดังกล่าวคาดตลาดหุ้นซึมซับผลกระทบไประดับหนึ่งแล้ว และ น่าจะผ่อนคลายมากขึ้น
GDP ไทยปี 2566 ยังโตแกร่ง เมื่อเทียบกับโลก สหรัฐฯ จีน
ประมาณการ GDP ของประเทศฝั่งเอเชียของ IMF อยู่ที่ 4.0%YoY(2565F), 4.3%YoY(2566F) ซึ่งหากพิจารณาเป็นรายประเทศ จะเห็นได้ว่าประเทศที่ GDP ปรับตัว ลงจากภาวะปกติ คือ จีนที่ประมาณการของ IMF อยู่ที่ 3.2%YoY(2565F), 4.4%YoY(2566F) ซึ่งต่ำกว่าระดับปกติในปี 2021 ที่อยู่ระดับ 8.1% และยังมี2 เหตุผลที่ กดดันเพิ่มเติมในช่วงนี้
1. รัฐบาลสหรัฐสั่งห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ส่งออกอุปกรณ์สำหรับการผลิตชิปให้กับจีน กดดันหุ้น HANA (รายได้จากจีน 13%), KCE (รายได้จากจีน 13%)
2. การใช้นโยบาย Zero-Covid ของจีน กดดัน Demand ภายในประเทศชะลอตัวลง Sentiment เชิงลบช่วงสั้นๆ กับหุ้นมีรายได้จากจีน PE สูง อย่าง BEAUTY AU TKN AAV เป็นต้น
ขณะที่ในมุมของไทย IMF คาด GDP ไทยปี 2565 +2.8%YoY และปี 2566 +3.7%YoY ซึ่งมากกว่าประเทศฝั่งพัฒนาแล้ว และสหรัฐฯที่มี GDP ปี 2566 ที่ระดับ 1.1%YoY และ 1.0%YoY
แม้ล่าสุด สศค.จะปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 65 ลงเหลือ +3.4%YoY จากเดิมคาด +3.5%YoY (จากการปรับลดคาดการณ์ลงทุนภาคเอกชนจากเดิมที่ระดับ 5.7% มาอยู่ที่ 5.1% เนื่องจากการก่อสร้างที่ลดลง หลังราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวขึ้นแรง)ส่วนในปี 2566 คาดอยู่ระดับ +3.8%YoY จากความคาดหวังการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนในปีหน้า
ประมาณการ IMF ของไทยปี 2566 ยังโตเด่น 3.7% สูงกว่า US 1.0%, ประเทศ พัฒนาแล้ว 1.1%
สรุป ประมาณการ GDP ของไทยในปีหน้ายังดูดีทั้งในมุมของ IMF และ สศค.ที่คาดอยู่ ระดับ 3.7%-3.8%YoY ในปี 2566 ซึ่งมากกว่าประเทศฝั่งพัฒนาแล้ว และสหรัฐฯ ขณะที่จีนแม้มี ประมาณการ GDP ปีหน้าจะสูงกว่าไทย แต่ถือว่าอยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบ กับภาวะปกติที่ควรจะเป็น ทำให้ไทยเป็นเป้าหมายหลักของ Flow ต่างชาติ และเป็น ตัวพยุง SET Index ให้แกว่งตัวในทิศขาขึ้น โดยวันนี้มองกรอบการเคลื่อนไหวระดับ 1595-1613 จุด
SET INDEX ยังขึ้นไม่เยอะ ขณะที่ต่างชาติสะสมหุ้นและ TFEX ต่อเนื่อง
หากพิจารณาข้อมูลซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ จะเห็นได้ว่า Fund Flow ไหลเข้าตลาด หุ้นไทยต่อเนื่อง โดยต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง 6 วันทำการ (20 – 28 ต.ค. 65) กว่า 1.25 หมื่นล้านบาท บวกกับต่างชาติซื้อสุทธิ SET50 Futures ต่อเนื่อง 8 วันทำการ (18 – 28 ต.ค. 65) กว่า 1.54 แสนสัญญา แต่จะสังเกตได้ว่า SET Index ยังขยับขึ้นได้ไม่เยอะ ในช่วงที่ต่างชาติซื้อทั้งหุ้นและ TFEX (20 – 28 ต.ค. 65) บวกเพียง 1.1% เท่านั้น
ทั้งปัจจัยกดดันเรื่องเงินเฟ้อ และการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐชะลอลง เป็นตัวช่วยให้ต่างชาติ มี Momentum ซื้อหุ้นไทยต่อเนื่องได้ ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงทำการค้นหา 20 หุ้นที่ต่างชาติซื้อ สุทธิสะสมทางตรงมากสุดในช่วงที่ Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง ทั้งในตลาดหุ้นและ TFEX (20 – 28 ต.ค. 65)
จากตารางดังกล่าวสังเกตได้ว่า Fund Flow ไหลเข้ามาในกลุ่มหุ้น Domestic
Consumption เป็นหลัก โดยฝ่ายวิจัยฯ ชื่นชอบ BBL, CBG, CPN, CRC และ HMPRO
หนุนให้ SET Index ขยับขึ้นต่อ มีแนวต้าน 1613 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1627 จุด
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








