KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ก.ย.65 ของ ยุโรป ที่ยังสูงถึง 9.9% YoY ขณะที่ ของ UK สูง ถึง 10.1% YoY ซึ่งเงินเฟ้อดังกล่าวเป็นระดับที่สูงกว่าเดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้ เห็นภาพว่าเงินเฟ้อของ EU และ UK ยังอยู่ในแนวโน้มขึ้น ต่างจากในส่วนของ สหรัฐฯ ที่อยู่ในทิศทางลดลง ผลดังกล่าวทำให้ค่าเงิน USD กลับมาแข็งค่าอีกครั้ง หนึ่ง ขณะที่ Fed Watch Tool รายงานผลสำรวจทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ปี 2566 ขัยบเพดานสูงขชึ้นเล็กน้อยมาที่บริเวณ 5 – 5.25% สำหรับค่าเงินบาท ล่าสุดอยู่ที่ 38.42 บาท/USD แต่เราเชื่อว่า มีเหตุปัจจัยที่สนับสนุนว่าเงินบาท ไม่ ควรอ่อนค่าไปมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มของ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของ บ้านเราที่ดีขึ้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยที่แรงขึ้นของ EU และ UK ทำให้USD จำกัด การแข็งค่า ด้วยความคาดหมายดังกล่าวเชื่อว่า Fund Flow ยังมีโอกาสไหลเข้า
เชื่อว่าตัวเลขเงินเฟ้อใน EU และ UK เป็นเพียงแรงกดดันในระยะสั้น SET Index วันนี้น่าจะอยู่ในกรอบ 1576 – 1600 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยน หุ้น Top Pick เลือก BBL, CRC และ SCGP
เงินเฟ้ออังกฤษสูงกว่าคาด กดดันตลาดหุ้นผันผวน ส่วนระยะถัดไปมอง DOLLAR มีโอกาสอ่อนค่าลงจากหลายปัจจัย
เศรษฐกิจฝั่งยุโรปเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยมากขึ้น เนื่องจากอัตราเงินยังอยู่ในระดับสูง ต่อเนื่อง โดยล่าสุดอังกฤษเผยอัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จาก 9.9%YoY ในเดือน ส.ค. พุ่งไปเตะ 10.1%YoY ในเดือน ก.ย. (สูงกว่าคาดที่ระดับ 10%YoY) สาเหตุจากราคา อาหารและพลังงานปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวอยู่ระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน จาก 9.1%YoY ในเดือน ส.ค. พุ่ง ไปเตะ 9.9%YoY ในเดือน ก.ย. (ต่ำกว่าคาดที่ 10%YoY)
ดังนั้น ท่ามกลางวิกฤตภาวะเงินเฟ้อสูง คาดธนาคารกลางหลายประเทศจะดำเนินการ นโยบายการเงินแบบตึงตัว โดยเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดย BOE จะประชุมครั้ง ถัดไป 2 สัปดาห์นับจากนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ Bloomberg คาด BOE จะปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ 0.25% ในการประชุมดังกล่าว แต่ล่าสุด Bloomberg ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.75% และสิ้นนี้ ดอกเบี้ยจะอยู่ระดับ 4% ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯเหลือการประชุมอีก 1 ครั้ง ซึ่ง Bloomberg คาด FED จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% โดยดอกเบี้ยสิ้นปีจะอยู่ระดับ 4.75%
ด้วยสภาวะดังกล่าว ทำให้นักลงทุนยังโยกย้ายเม็ดเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ต่อเนื่อง สังเกตได้จาก Dollar Index ดีดตัวกลับเหนือระดับ 112 จุด เงินบาทไทยยังอ่อน ค่าอยู่ที่ 38.3 บาท/เหรียญฯ และ Bond Yield สหรัฐ 2 ปี พุ่งทะลุ 4.5% ขณะที่ตลาดหุ้น สหรัฐฯวานนี้ปรับตัวลงราว 0.3%-2.1%
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในระยะถัดไป ฝ่ายวิจัยฯมองว่าค่าเงินบาทไม่น่าจะอ่อนค่าไป มากกว่านี้ หรือ Downside ในการอ่อนค่ามีจำกัด โดยมีเหตุผลสนับสนุน 3 ข้อ ดังนี้
1. ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาลดระยะการติดลบลง โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่าในช่วงที่ เหลือของปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัว และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดมี พัฒนาการเชิงบวก จาก ดุลการค้าขาดดุลลดลง (หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง ในช่วง 2 -3 เดือนที่ผ่านมา) และ ดุลบริการปรับตัวดีขึ้น(แรงหนุนจากภาคการ ท่องเที่ยวเริ่มกลับมาฟื้นตัว)
2. ค่าเงินส่วนประกอบของดอลลาร์มีโอกาสกลับมาแข็งค่า โดยค่าเงินยูโร เยน และปอนด์ มีสัดส่วนตะกร้าค่าเงินเทียบกับดอลลาร์สหรัฐสูงถึง 57% 14% และ 12% ตามลำดับ รวมกันราว 83% ดังนั้นการเร่งขึ้นดอกเบี้ยที่เร็ว และการเข้า แทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลางหลายแห่งที่เป็นส่วนประกอบดอลลาร์คาดเป็น ส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐชะลอการแข็งค่าได้
3. สถิติไตรมาส 4 ค่าเงินบาทมักแข็งค่าเสมอ โดยสถิติในอดีตตอนช่วงฤดูกาล ท่องเที่ยว หรือไตรมาสที่ 4 ค่าเงินบาทมักจะแข็งค่าเสมอ โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แข็งค่าเฉลี่ย 2.07% และเป็นการแข็งค่า 4 ใน 5 ปี
สรุป สภาวะปัจจุบันที่นักลงทุนยังกังวลการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายแห่ง และภาวะ Recession ในหลายประเทศ ทำให้เห็นเม็ดเงินโยกย้ายไปสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามระยะถัดไปมีโอกาสเห็นค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าจาก 3 ปัจจัยข้างต้น หนุน Flow ต่างชาติน่าจะยังคอยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยต่อ
ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์กดดันตลาดหุ้นน้อยลง คาดตลาดหุ้นดูดซับ ความเสี่ยงไประดับหนึ่งแล้ว
ปัจจุบันยังมีความร้อนแรงในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีและ สงครามรัสเซีย-ยูเครน เข้ามาสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินเป็นระยะ โดยล่าสุดเกาหลี เหนือยิงกระสุนปืนใหญ่กว่า 250 นัด ไปยังบริเวณชายฝั่งของเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นการส่ง สัญญานตอบโต้กลับ หลังเกาหลีใต้เริ่มการซ้อมรบประจำปี เพื่อเตรียมรับมือกับเกาหลี เหนือ ขณะที่ในฝั่งยูเครน รัสเซียยังคงใช้โดรนจากอิหร่านโจมตีอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลาย ฝ่ายเริ่มกังวลว่าสงครามจะขยายขอบเขตเมื่อมีอิหร่านมาเกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตามจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐ การทำสงคราม การใช้ความรุนแรงและ ความตรึงเครียดต่างๆ กินระยะเวลามมากว่า 8เดือน และถูกดูดซับลงไปในตลาดหุ้นใน ระดับหนึ่งแล้ว สะท้อนได้จากดัชนีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitical risk) โดยนับตั้งแต่เริ่มต้นการทำสงครามรัสเซีย-ยูเครนช่วงปลายเดือน ก.พ. 65 มีค่า GPR Index เร่งขึ้นไปสูงถึง 327 จุด ก่อนที่จะทยอยปรับลดลงเรื่อยๆ จนช่วงปลายเดือน ก.ย. อยู่ที่128 จุด (เข้าใกล้กับระดับค่าเฉลี่ยที่ 100.49 จุด เข้าไปทุกที) ชึ้ให้เห็นว่าตลาดมีมุมมองระดับ ความตึงเครียดลดลง และน่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนลดลงเช่นกัน
สรุป ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินเป็นระยะ ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่าแรงกระทบจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันต่อตลาดหุ้นน้อยลง เนื่องจากดูดซับความเสี่ยงไประดับหนึ่งแล้ว และจะไม่ส่งผลกระทบต่อความผันผวนใน ตลาดหุ้นไปมากกว่านี้ หากความขัดแย้งไม่ขยายวงกว้างไปยังประเทศอื่น
แม้คาดกำไร 3Q65 ย่อตัว QOQ แต่หุ้น DOMESTIC ยังโตดี
เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ ทำ Earning Preview ไปแล้ว 42 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 36% ของ Market Cap. มีกำไรบริษัทจดทะเบียนอยู่ที่ 1.07 แสนล้านบาท (+10%YoY, -36%QoQ)
การที่กำไรลดลง QoQ แรงกว่า 6 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากหุ้นหุ้นปิโตรฯ, โรงกลั่น ซึ่งได้รับแรงกดดันจากราคา Commodity ที่ย่อตัวเร็วในช่วง 3Q65 อาทิ
SCC คาดกำไร 3Q65 1,873 ล้านบาท ลดลงจากงวด 2Q65 ที่ทำได้9,978 ล้านบาท PTTGC คาดกำไร 3Q65 -9,920 ล้านบาท ลดลงจากงวด 2Q65 ที่ทำได้1,388 ล้านบาท TOP คาดกำไร 3Q65 -227 ล้านบาท ลดลงจากงวด 2Q65 ที่ทำได้25,327 ล้านบาท
ในทางกลับกันยังเห็นหุ้นที่กำไรงวด 3Q65 มีโอกาสเพิ่มขึ้นทั้ง QoQ และ YoY สูงถึง 19 ใน 42 บริษัท ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นในกลุ่ม ค้าปลีก อาหาร ธ.พ. เป็นแรงหนุนให้ Outperform ตลาดได้ดีในช่วงนี้
สรุป แม้ภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียน 3Q65 มีโอกาสย่อตัวลงจากไตรมาสก่อนที่ เป็นจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 3.49 ล้านล้านบาท แต่ยังมีหุ้นหลายบริษัทกำไรเติบโต ได้ดี โดยเฉพาะหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ชื่นชอบ CPALL (BK:CPALL) KBANK (BK:KBANK) BBL TU ASK COM7 MAKRO
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








