KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ประเมินว่า SET INDEX ที่ระดับปัจจุบันถือบริเวณที่น่าสะสมหุ้น เนื่องจากเป็น ระดับราคาที่ได้ดูดซับผลกระทบจากแรงกดดันต่างๆ ไว้มากแล้ว อีกทั้งปัจจัย ดังกล่าวที่สร้างแรงกดดันก็เริ่มผ่อนคลาย และมีน้ำหนักน้อยลง กล่าวคือ กรณีเงิน เฟ้อเห็นได้ชัดเจนว่าได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและกำลังมีแนวโน้มลดลง คาดว่าหลาย ประเทศรวมถึงบ้านเรา ก็น่าจะลงสู่กรอบเป้าหมายในช่วงกลางปี 2566 ถัดมาเป็น ภาพของอัตราดอกเบี้ย แม้จะยังอยู่ในแนวโน้มที่ปรับขึ้น แต่เชื่อว่าอัตราการปรับ ขึ้นน่าจะช้าลง และทิศทางการปรับขึ้นของธนาคารกลางต่างๆ จะมีความ สอดคล้องกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน สำหรับ สถานการณ์เศรษฐกิจที่หลายประเทศอยู่ในช่วงถดถอย และหลายประเทศกำลังจะ ตามมา แต่ในส่วนของบ้านเราถือว่าอยู่ในช่วงฟื้นตัว ถือเป็นสภาวะที่น่าสะสมหุ้น
SET Index อยู่ในภาวะที่ Downside จำกัด และมีโอกาสดีดตัวกลับ คาดกรอบ วันนี้ 1554 – 1590 จุด พอร์ตจำลองให้นำเงินสดสำรอง 10% เข้า ซื้อ KCE ส่วน เงินสดสำรองอยู่ที่ 10% Top Pick เลือก ASK, CBG และ KCE
ตลาดดูดซับปัจจัยกดดันมามากพอสมควรแล้ว น่าทยอยสะสมหุ้น
นับตั้งแต่ต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบันมีปัจจัยกดดันตลาดหุ้นมากมาย แต่จุดรุนแรงดูเหมือน จะผ่านพ้นไปแล้วทั้งสิ้น โดยแบ่งเป็น 3 หัวข้อหลักๆ ดังนี้
1. สงคราม รัสเซีย-ยูเครน ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ 24 ก.พ.65 จนถึงปัจจุบัน ยาวนาน กว่า 8 เดือน จนทำให้ราคาน้ำมันดิบ และ Dollar Index เท่านั้นที่ปรับตัวขึ้น ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆปรับตัวลงทั้งสิ้น ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน คาดการณ์ได้ยาก ว่าจะจบลงอย่างไร อย่างไรก็ตามพัฒนาการของสถานการณ์ที่ ดำเนินมา ทำให้เชื่อว่าความเสี่ยงที่สถานการณ์จะบานปลายโดยขยายวงออกนอก พื้นที่ ยูเครน ไปจนถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์ระหว่างกันมีไม่มากนัก โดยภาวะ ปัจจุบันตลาดการเงิน ได้ดูดซับพัฒนาการของเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในราคาแล้ว เป็นส่วนใหญ่ ทำให้อิทธิพลของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ต่อตลาดการเงินเบาลง
2. อัตราเงินเฟ้อ และ อัตราดอกเบี้ยของหลายประเทศมีแนวโน้มผ่านจุดสูงสุดใน ปีนี้หลังราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI มีแนวโน้มเป็นขาลงในช่วง 2-3 เดือนที่ ผ่านมา บวกกับฐาน CPI ในปีนี้ที่สูงมาก หนุนนำให้ CPI YoY ในปีหน้าโตลดลงโดย ปริยาย ขณะที่ธนาคารกลางของหลายประเทศทั่วโลก นำโดย FED, ECB และ BOE ใช้นโยบายการเงินตึงตัวเชิงรุก จนหลายประเทศมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูง กว่าปี 2562 (ช่วงก่อนเกิดโควิด) ด้วยซ้ำ ซึ่งสภาวะปัจจุบัน สัญญาณชะลอตัวของ เศรษฐกิจในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ยุโรป หรือจีน ทำให้ธนาคารกลาง หลายแห่ง น่าจะลดระดับความร้อนแรงในการใช้นโยบายการเงินตึงตัวลงไปได้ ระดับหนึ่งและหากดูจาก Fed Watch Tool ปีหน้าดอกเบี้ยมีการถูกจำกัดเพดาน ไว้ที่ 5% แสดงว่าตลาดมาอง Fed เหลือช่องว่างในการขึ้นดอกเบี้ยจำกัด
3. ตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุน PE ไม่แพง แรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยน้อย โดย หากพิจารณา Valuation ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจ แม้SET Index (ณ ก.ย. 65) จะมี Trailing P/E ที่ 17.64 เท่า แต่จริงแล้วยังมีความถูกของ P/E แอบซ่อนอยู่ หากพิจารณาจากค่ากลางของ P/E (Median) ต่ำเพียง 15.8 เท่า และถ้าหัก 5 หุ้น ใหญ่ P/E สูง ออก อาทิ AOT (BK:AOT) มี P/E N/A, DELTA 75.6 เท่า, GULF 64.8 เท่า, EA 55.7 เท่า, CRC 85.6 เท่า, ออก SET Index จะมี P/E (Ex 5 Big Company) เหลือเพียง 15.1 เท่า หนุนให้ภาพรวมยังมีหุ้นอีกหลายบริษัทใน SET Index ที่ยัง น่าสะสมเพิ่มเติม อีกทั้งการขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปของไทย ตามกลไก ช่วยให้แรงกดดัน P/E แพงขึ้น น้อยกว่า ตลาดหุ้นพัฒนาแล้วที่เร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็ว
สรุป ปัจจัยลบหลักๆ ที่กดดันตลาดหุ้นในช่วงตั้งแต่ต้นปี มีสัญญาณที่ดีขึ้น หรือไม่ได้ส่ง ผลร้ายต่อตลาดหุ้นเท่าในอดีต ขณะที่ Valuation SET Index ไม่ได้แพงอย่างที่คิด แนะนำทยอยสะสมหุ้นนับจากนี้ เพื่อรอรับผลตอบแทนที่ดีในระยะกลาง-ยาว
ธปท. ย้ำแนวทางขึ้นดอกเบี้ยไม่สะดุดเศรษฐกิจไทย ขณะที่เงินเฟ้อมี แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
วานนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดงาน Analyst Meeting ครั้งที่ 3/2565 โดยใจความ สำคัญที่มีผลต่อการประเมินทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ประกอบด้วย 2 ประเด็น หลัก คือ
• อัตราเงินเฟ้อของไทย จะเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1% - 3% ในปีหน้า โดยจะ ทยอยลดลงใน 4Q65 คาดเงินเฟ้อทั่วไปปี 65 อยู่ที่ 6.3% และปี 66 อยู่ที่ 2.6% ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้ทำการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อไทยในอนาคต โดยนำการ เติบโต CPI รายเดือน เดือนล่าสุดที่ระดับ 0.22%MoM มาคิดเป็นสมมุติฐาน CPI Index ในช่วงถัดไป จะเห็นได้ว่า อัตรา CPI YoY เดือนถัดๆ ไปลดลงอย่างชัดเจน โดยลดลงจาก 6.4%YoY(เดือน ก.ย.65) เหลือ 2.1%YoY (เดือน มิ.ย.66) โดยคาด ว่าจะเป็นระดับที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ไม่ติดลบ
• อัตราดอกเบี้ยของไทย ในปัจจุบันที่ระดับ 1% ยังไม่ใช่ระดับสูงสุด และยังไม่ใช่ จุดที่ดอกเบี้ยเข้าสู่สมดุล ธปท. แต่มีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อย ไป โดยใช้นโยบายการเงินแบบยืดหยุ่นจากการพิจารณาตามเงินเฟ้อและภาวะ เศรษฐกิจ ณ ช่วงเวลานั้น ทำให้ในการประชุม กนง. ครั้งสุดท้ายของปีนี้ ยังไม่ สามารถบอกระดับอัตราดอกเบี้ยที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้ชัดเจน
นอกจากนี้ ธปท. ยังคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่องในปี 65 (3.3%YoY) และปี 66 (3.8%YoY) จากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ (ยังคง มุมมองเดิมเหมือนผลการประชุมรอบ กนง. รอบ ก.ย. 65) อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยงที่มา จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งสอดคล้องกับกระทรวงการคลังที่ยังคงประมาณ เศรษฐกิจไทยที่ 3-3.5%
สรุป ธปท.มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจ ไทยสะดุด ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะเป็นปัจจับบวกต่อ ตลาดหุ้นในระยะถัดไป
ค้นหาหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวตามหุ้นโลก รวมถึงหุ้นน่าสะสม
แม้ปัจจัยกดดันภายนอกยังมีและตลาดหุ้นโลกผันผวนในช่วงนี้ แต่ในระยะถัดไปแรงกดดัน ต่างๆ มีโอกาสลดลง (รายละเอียดตามตามหัวข้อก่อนหน้า) และถ้าถอยมาดูภาพกว้างขึ้น จะเห็นว่า ตลาดหุ้นโลกซึมซับปัจจัยลบมาพอสมควรแล้ว และเริ่มให้ผลตอบแทนเป็นบวก ในเดือนนี้ อาทิ Dow Jones +5% (mtd), Euro Stoxx50 +3.7%(mtd) , Nasdaq +1%(mtd)
ในเบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ ทำการค้นหา “หุ้นไทยที่ปรับฐานลงมาแรงในเดือนนี้ และมีโอกาส ฟื้นกลับเช่นเดียวกับตลาดหุ้นโลก” คือ
หุ้นท่องเที่ยวในฝั่งยุโรป MINT ราคาหุ้นเดือนนี้ย่อลงมากว่า -7.5%(mtd)ซึ่งLaggard ใน หลายๆ มุมเมื่อเทียบกับหุ้นยุโรปที่ +3.7%(mtd), หุ้นเกี่ยวกับการท่องเที่ยว Travelers 7.5%(mtd) รวมถึงหุ้นโรงแรมในยุโรป +2.9%(mtd) อีกทั้งยัง Laggard หุ้นท่องเที่ยวไทย ตัวอื่นๆ พอสมควร ดังนั้น MINT อาจเป็นโอกาสในการเก็งกำไรหวังการรีบาวน์กลับได้
หุ้นชิ้นส่วนฯ KCE HANA ราคาหุ้นเดือนนี้ย่อลงมากว่า -5.2%(mtd), -6.8%(mtd) กดดันให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีลงลึก -53%(ytd), -61%(ytd) ตามลำดับ สวนทางกับดัชนี ที่อิงกับหุ้นเทคฯ Nasdaq +0.9%(mtd) โดยเฉพาะ KCE ที่ยังเห็นแนวโน้มการฟื้นตัวของ รายได้และกำไรในงวด 3Q65 พร้อมกับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อยู่ในโซนอ่อนค่า
นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยฯ ยังเห็นมี“หุ้นพื้นฐานอื่นๆ ที่ลงมาลึกในเดือน ต.ค. นี้ น่าจับตา และ หาช่วงเวลาเหมาะเข้าสะสมเพื่อหวังผลในระยะกลางยาว” อาทิ BGRIM GPSC GULF MINT HANA KCE ADVANC CBG เป็นต้น
จับตาผลโหวตของผู้ถือหุ้น JASIF ในบ่ายวันนี้
วันนี้ที่ประชุมผู้ถือหุ้น JASIF จะมีการลงมติที่สำคัญ คือ
วาระที่ 1.1 พิจารณาอนุมัติให้ JAS ดําเนินการขายหน่วยลงทุนใน JASIF และการขายหุ้น สามัญใน TTTBB ให้แก่ AWN ตลอดจนผ่อนผัน และ/หรือแก้ไข รายละเอียดบางประการ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนตัวผู้สนับสนุนจาก JAS เป็น AWN รวมถึงการแก้ไขข้อห้ามในการ แข่งขันกับ JASIF และเรื่องอื่นๆ ภายใต้สัญญาข้อตกลงดำเนินการ และแก้ไขโครงการ จัดการกองทุนรวมตามที่จำเป็น
วาระที่ 1.2 พิจารณาอนุมัติผ่อนผัน และ/หรือ แก้ไขรายละเอียดบางประการที่เกี่ยวข้องกับ การเช่าและค่าเช่าเส้นใยแก้วนําแสง (OFCs) และยกเลิกสัญญาประกันรายได้ค่าเช่า และ สัญญาให้บริการจัดหาผู้เช่าทรัพย์สิน และการเพิ่มค่าเช่าล่วงหน้าที่ TTTBB ตกลงชําระให้ JASIF และแก้ไขโครงการจัดการกองทุนรวมตามที่จำเป็น
วาระที่ 1.3 พิจารณาอนุมัติผ่อนผัน และ/หรือแก้ไข รายละเอียดบางประการที่เกี่ยวข้องกับ สัญญาข้อตกลงดำเนินการ และยกเลิกสัญญาบัญชีธนาคาร และแก้ไขโครงการจัดการ กองทุนรวมตามที่จำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับมติของที่ประชุม
ทั้งนี้หากผู้ถือหุ้นไม่อนุมัติวาระที่ 1.1 จะไม่ต้องพิจารณาลงมติในวาระที่ 1.2 - 1.3 แต่หาก ที่ประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนมีมติอนุมัติในวาระที่ 1.1 แต่ไม่อนุมัติในบางวาระ บริษัทจัดการก็ สามารถดำเนินการเข้าทำธุรกรรมกับ AWN ตามมติที่ประชุมในวาระที่อนุมัติ หาก AWN กำหนดตัดสินใจเข้าทำธุรกรรมการซื้อขายหุ้นและหน่วยลงทุนกับ JAS และเข้าทำธุรกรรม ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวม
ซึ่งฝ่ายวิจัยมองว่าวาระที่ 1.1 และ 1.3 น่าจะได้รับการโหวตให้ผ่าน เนื่องจากวาระที่ 1.1 เป็นเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้สนับสนุน หรือ ผู้ถือหุ้นใน TTTBB (ผู้เช่าทรัพย์สินจาก JASIF) จาก JAS เป็น AWN ซึ่งมีฐานะการเงินที่เข้มแข็งกว่า น่าจะช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ การจ่ายค่าเช่าในระยะยาวลงไปได้ ส่วนวาระที่ 1.3 ที่เป็นเรื่องการแก้ไขสัญญาและยกเลิก สัญญาบัญชีธนาคาร ให้สอดคล้องกับมติ แต่สำหรับในวาระที่ 1.2 อาจต้องลุ้นว่าจะผ่าน หรือไม่ เนื่องจากคาดว่าจะมีผู้ที่ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะในส่วนของการยกเลิกสัญญาประกัน รายได้ค่าเช่า ซึ่งจะทำให้ JASIF ได้รับค่าเช่าที่น้อยลงกว่าสัญญาเดิม แม้จะมีการเสนอค่า เช่าล่วงหน้าจ่ายล่วงหน้าสำหรับปี 2566 -2568 แล้วก็ตาม โดยหากวาระที่ 1.2 ไม่ได้รับ อนุมัติ แม้ว่าตามหลักเกณฑ์แล้วดีลการซื้อขาย JASIF จะทำได้ตามวาระที่ 1.1 และ 1.3 แต่ เชื่อว่า AWN จะไม่ยอมรับการจ่ายค่าเช่าตามสัญญาเดิมที่มีอัตราสูงกว่าราคาตลาด ซึ่ง น่าจะทำให้ดีลนี้ต้องพับไปก่อน โดยอาจมีการไปเจรจากันเพิ่มเติมภายหลัง
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








