KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ประเมินบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันนี้ น่าจะบางเบา เนื่องจากเป็น การซื้อขายวันสุดท้ายก่อนวันหยุดยาว อีกทั้งในระหว่างวันหยุดยังมีการประกาศ ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่นักลงทุนให้น้ำหนักในฐานะปัจจัยที่กำหนดแนวทางในการ ปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในรอบต่อไป ส่วนปัจจัยอื่นเป็นความกังวลเรื่อง เศรษฐกิจถดถอยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐฯ และยุโรป ทั้งนี้ล่าสุด IMF ได้ปรับลดคาดการณ์ World GDP Growth ปี 2566 ลงจาก 2.9% มาเหลือ 2.7%YoY (OECD คาด 2.2%) ทั้งนี้กลุ่มประเทศที่ถูกปรับลด หลักๆ อยู่ ที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งการปรับลดดังกล่าวสะท้อน ภาพความเสี่ยงต่อการที่จะเกิด Recession ในหลายประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบ้านเรา รวมถึงภาพรวมของภูมิภาคเอเซีย ยังมีการเติบโตชัดเจน
SET Index ผันผวนในกรอบแคบช่วง 1554 – 1580 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ไม่มีการ ปรับเปลี่ยน โดยยังคงถือเงินสดสำรองที่ 20% รอจังหวะสะสมหุ้นเพิ่มหลังผ่าน วันหยุดยาว Top Pick เลือก CBG, TISCO และ TU
IMF คาดเศรษฐกิจโลกปีหน้าโตต่ำเพียง2.7%ขณะที่ไทยโต +3.7%
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) โดยคง GDP65F ที่ 3.2% (สูงกว่า OECD ที่ประเมิน 3.0%) แต่ปรับ ลด GDP66F ลงจาก 2.9% เหลือ 2.7% (ยังสูงกว่า OECD ที่ประเมิน 2.2%) โดยคาดมี ประเทศ 1 ใน 3 จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัวในปีนี้หรือปีหน้า โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรป ถูกปรับลดประมาณการในปี 66 ลงมากสุด จาก +1.2% เหลือเพียง +0.5
การปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เข้า มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ เงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง, วิกฤตค่าครองชีพ, การเร่งขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก, การแพร่ระบาดของโควิด-19, ความเสี่ยง ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มทวีความรุนแรงต่อเนื่อง และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนต่อ เศรษฐกิจในทุกทวีป
ขณะเดียวกัน IMF ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปี หน้า สู่ระดับ 2.8% และ 3.7% ตามลำดับ ซึ่งโดยภาพยังถือว่าเติบโตได้ดีกว่าประเทศ พัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐ ยุโรป ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่ภาวะ Recession โดยใน ปี 2565 หากโตตามที่ IMF คาด 2.8% ช่วงเวลาที่เหลือของปี 2565 น่าจะเห็นการเติบโต ของ GDP ในอัตรา 3.2% YoY ซึ่งถือว่าดีกว่า 1H65 อย่างชัดเจน
สรุป การขยายตัวเศรษฐกิจโลกในปีหน้ามีความเสี่ยงที่จะชะลอตัว ขณะที่เศรษฐกิจไทย ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทั้งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และเติบโตต่อในปีหน้า คาดเป็น โอกาสให้ Fund Flow จากต่างชาติยังสนับสนุนหุ้นไทยต่อเนื่อง
หากจีนเปิดประเทศ จะส่งผลอย่างไรต่อไทย มาดูกัน
การประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนวันที่ 16 ต.ค.65 น่าจะเห็นการสืบต่ออำนาจ ปธน. ใน วาระที่ 3 และหลังจากนั้นถูกคาดหมายว่าจะเห็นการส่งสัญญาณถึงการเปิดประเทศมาก ขึ้นหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 มีทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้หากจีนมีการเปิด ประเทศตามคาด น่าจะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมในหลายมุม เนื่องจากภาวะปกติ ไทยมีการค้าขายกับจีนในสัดส่วนที่สูงสุดถึง 22.24% นอกจากนี้นักท่องเที่ยวจีนในภาวะ ปกติปี 2562 มีจำนวน 12 ล้านคน (สัดส่วนนักท่องเที่ยว 28%) หนุนรายได้ 1.97 ล้านล้าน บาท หรือคิดเป็นส่วนเพิ่ม GDP ไทยได้ 3 ถึง 4% หากนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในปี 66 ได้ 1 ใน 4 ของภาวะปกติหนุน GDP ไทยเพิ่มขึ้นราว 1%
หากพิจารณาปริมาณการค้าระหว่างไทย-จีนในภาวะปกติจะเห็นได้ว่า ในปี 2562 ไทยมี มูลค่าส่งออกไปจีน 4.0 หมื่นล้านเหรียญฯ และมูลค่านำเข้า 5.3 หมื่นล้านเหรียญฯ ซึ่งมี การขาดดุลการค้าเพียง 1.3 หมื่นล้านเหรียญฯ ขณะที่ในปีปัจจุบัน 8M65 ไทยมีมูลค่า ส่งออกไปจีนเพียง 3.1 หมื่นล้านเหรียญฯ และมูลค่านำเข้า 5.0 หมื่นล้านเหรียญฯ ซึ่งมีการ ขาดดุลการค้า 2.0 หมื่นล้านเหรียญฯ ทั้งนี้ หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเหมือนเดิม คาดหนุนความต้องการสินค้าภายในประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น คาดหนุนมูลค่าการส่งออกของ ไทยไปจีนกลับสู่ภาวะใกล้เคียงปกติ
และสินค้าส่งออกของไทยกลุ่มที่มีการเติบโตติดลบช่วงโควิด คาดจะกลับมาฟื้นตัวได้ใน อนาคต อาทิ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, ผลไม้สด-แช่แข็ง, เคมีภัณฑ์, ยางพารา, สินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ เป็นต้น
โดยหุ้นที่คาดว่าได้ประโยชน์จากปัจจัยข้างต้นมีดังนี้
• กลุ่มท่องเที่ยว AOT (BK:AOT) CENTEL ERW MINT
• กลุ่มคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ KCE HANA DELTA
• กลุ่มยางพารา NER STA
• กลุ่มการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (โดยเฉพาะทางเรือ) RCL AMA TTA
• หุ้น Theme เปิดเมืองของจีน CBG KISS TKN
เตรียมหุ้นเด่น...หลังสหรัฐรายงานตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ก.ย.
วานนี้ SET Index ย่อตัวลง 7.89 จุด หรือ 0.5% เป็นที่น่าสังเกตมูลค่าซื้อขายเบาบางมาก เหลือ 5.18 หมื่นล้านบาท (ต่ำกว่ามูลค่าซื้อขายเฉลี่ยปีนี้ที่ 7.7 หมื่นล้านบาท/วัน)ส่วนหนึ่ง เนื่องจากกำลังเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว และยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม หลักๆ คือ การ รายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ เดือน ก.ย. ในวันที่13 ก.ย. ตลาดคาดเพิ่มขึ้น 8.1% ชะลอลง จากเดือนก่อนที่ 8.3% เป็นตัวกำหนดทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในระยะถัดไป บวก กับมีปัจจัยความรุนแรงรัสเซียและยูเครนที่เพิ่มขึ้นพอดี
ถ้าเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าตลาดคาด ถือเป็น Sentiment ที่ดีต่อตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ หน้า แนะนำหุ้น Domestic Consumption อย่าง CBG CRC HMPRO COM7 ASK, หุ้นท่องเที่ยว AOT CENTEL ERW ในทางกลับกันหากเงินเฟ้อสหรัฐออกมาสูงกว่าคาด กดดันให้ตลาดหุ้นผันผวนในช่วงสั้นๆได้ แนะนำหลบภัยในหุ้น ธ.พ. BBL หุ้นประกัน TLI BLA
อย่างไรก็ตามจากแบบจำลองคาดเงินเฟ้อสหรัฐของฝ่ายวิจัย คาดน่าจะผ่านพีคไปได้ สะท้อนได้จากเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ก.ย. ต้องเร่งตัวกว่า 0.41%MoM (สูงกว่า 3 เท่าของ เดือนก่อน) รวมถึงในเดือน ก.ย. Fed ยังมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.75% เพื่อสกัดกั้นเงิน เฟ้อ และด่านต่อไปในเดือน ต.ค. 65 ยังเผชิญฐาน CPI ปีที่แล้วที่สูงมาก หนุนให้เงินเฟ้อปี นี้ต้องเพิ่มขึ้นกว่า 0.87%MoM (สูงกว่า 2 เท่าของเดือน ก.ย.) เงินเฟ้อจึงจะสูงขึ้นได้
สรุปทั้งการเผ้ารอดูตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ รวมถึงเป็นช่วงวันหยุดยาว คาดน่าจะเห็น มูลค่าซื้อขายหุ้นไทยที่เบาบางในวันนี้ โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหววันนี้ 1554 – 1570 จุด Top pick เลือก TU, TISCO, CBG
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








