KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
เชื่อว่าหลายคนกำลังตัดสินใจจะจองหุ้น BTG หรือว่า Betagro กันอยู่ บางคนบอกว่าดี ราคาพอๆ กับหุ้นตัวอื่นในกลุ่ม ราคาหมูไก่ก็ยังแพงอยู่ บางคนก็กลัวโดนเทเหมือนหุ้นใหญ่หลายตัวที่เข้ามาก่อนหน้า
วันนี้วิตามินหุ้นมาให้ข้อมูลเอาไปคิดกันต่อโดยมอง 3 ด้าน ด้วยกันคือ พื้นฐานธุรกิจ ผลประกอบการ และราคาหุ้น
1. พื้นฐานธุรกิจ
BTG ทำธุรกิจครบวงจร Feed, Farm, Food ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่อาหารสัตว์บกสัตว์น้ำ โรงงานแปรรูปหมู ไก่ ตลอดไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูปที่เรารู้จักกันเช่น Betagro, S-Pure, Itoham และยังทำอาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์ “DOG n joy”, “CAT n joy"
สัดส่วนการขาย
-
68% ธุรกิจอาหารและโปรตีน อันนี้คือ ธุรกิจหลักอาหารเพื่อการบริโภค อาหารแปรรูปต่างๆ
-
25% ธุรกิจการเกษตร คือ อาหารสัตว์ เครื่องไม้เครื่องมือในฟาร์ม
-
5% ต่างประเทศ ส่งออก 20 ประเทศ หลักๆ คือ กัมพูชา ลาว พม่า
-
2% อาหารสัตว์เลี้ยง ยังเล็กอยู่มาก เป็นอาหารเม็ดเยอะ และไม่ได้มีโรงงานทูน่าเหมือนเจ้าอื่น
จุดเหมือนหุ้นตัวอื่น คือ ความครบวงจรของธุรกิจ รายได้ต้นทุนก็ขึ้นกับราคาหมู ไก่และต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ แต่ดูว่าจะเน้นไปที่สินค้าพรีเมี่ยมมากขึ้นอย่าง S-Pure หรือพวกไส้กรอก แฮม
จุดต่าง คือ รายได้ยังมาจากไทยเยอะ ต่างประเทศมองเป็นโอกาส แต่ก็ต้องใช้เวลา ส่วน Pet Food มีแต่ยังไม่เด่น เพราะวัตถุดิบยังไม่เอื้อ
2. ผลประกอบการ
-
ปี 2562 รายได้รวม 75,188 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,267 ล้านบาท
-
ปี 2563 รายได้รวม 80,631 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,341 ล้านบาท
-
ปี 2564 รายได้รวม 86,743 ล้านบาท กำไรสุทธิ 839 ล้านบาท
-
6M2565 รายได้รวม 54,193 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,892 ล้านบาท
อัตรากำไร
-
ปี 2562 GPM 13.8% NPM 1.7%
-
ปี 2563 GPM 16.5% NPM 2.9%
-
ปี 2564 GPM 13.1% NPM 0.9%
-
6M2565 GPM 18.8% NPM 7.2%
รายได้ถือว่าโตขึ้นทุกปี กำไรดี มาร์จิ้นกระโดดแบบดูก็ต้องถามว่า พิมพ์ผิดหรือเปล่า จริงๆ พิมพ์ถูกแล้ว แต่เป็นเพราะราคาหมู ไก่ ขึ้นมาแบบเวอร์วังในปีที่ผ่านมาตามที่เราเห็นกัน ทำให้ รายได้ดี กำไรดีเยอะๆ แต่ก็ดีที่ปริมาณขายก็ยังสูงอยู่ และบริษัทเน้นสินค้าพรีเมียมมากขึ้น
แต่ถ้าดูสถานการณ์ปัจจุบัน ราคาหมู ไก่ ยังสูงอยู่ เรียกว่าทรงตัวระดับสูงดีกว่า และน่าจะเป็นแบบนี้ไปซักระยะ เพราะจำนวนหมูลดลงไปเยอะมากตั้งแต่เจอ ASF กว่าจะเลี้ยงหมูกลับมาจนโตได้ก็ 8-9 เดือน แปลว่า แนวโน้มราคาน่าจะสูงต่อ แต่ถ้าไม่มีโรคร้ายอะไรใหม่เข้ามา ราคาก็อาจจะไม่เพิ่ม คือ สูงแบบค่อยๆ ลดลงในที่สุด
3. ราคาหุ้น
IPO 40 บาท จำนวนหุ้นทั้งหมด 2,000 ล้านหุ้น รวม green shoe คิดง่ายๆ แบบนี้
-
คิดตาม Trailing 4 ไตรมาสย้อนหลัง กำไร 3,650 ล้านบาท EPS 1.825 บาท P/E 21.9 เท่า
-
คิดตาม กำไรปีนี้ 1H ก็ 3,900 ล้านบาท ทั้งปีเดาๆ ก็ 8,000 ล้านบาท EPS 4 บาท P/E 10 เท่า
-
คิดแบบก่อน COVID กำไรน่ากลมๆ ก็ 2,000 ล้านบาท EPS 1 บาท P/E 40 เท่า
แปลว่า P/E คิดได้ตั้งแต่ 10-40 เท่า อยู่ที่เรามองมุมไหน ทีนี้ถ้ามองตามความน่าจะเป็นที่เราเห็นว่า รายได้บริษัทสูงขึ้นได้เรื่อยๆ และมีแผนขยายกำลังการผลิต แผนขายสินค้า high margin ราคาหมู ไก่ ทรงตัวสูง
เราก็อาจจะเดาว่า รายได้ซัก 90,000 ล้านบาท ไหวอยู่ กำไรซัก 5% พอได้ (จริงๆ อาจจะสูงกว่านี้ เพราะราคาหมูดี และเอาเงินไปคืนหนี้) กำไรสุทธิก็ 4,500 ล้านบาท EPS 2.25 บาท P/E 17.7 เท่า คิดแบบนี้ก็ได้
ถามว่าแพงมั้ย ถ้าในสถานการณ์ปัจจุบัน เทียบกับเพื่อนๆ พี่ๆ ในกลุ่มก็ถือว่าสูสี อาจจะถูกกว่าด้วยซ้ำ แปลว่า ราคาวันนี้ดูน่าสนใจ แต่ถ้าถามว่าแล้วอนาคตจะโตกว่านี้มั้ย
เราก็จะเดาได้ว่า ปริมาณขายคงเพิ่ม แต่ราคาจะค่อยๆ ลง แปลว่า รายได้อาจจะเริ่มโตช้า และกำไรก็อาจจะเริ่มค่อยๆ ลดลงมาได้ ยกเว้นบริษัทจะขายของแพง ขยายตลาดได้ดังที่ตั้งเป้าไว้ ก็จะเป็นอีกกรณีนึง
-
น่าจองมั้ย เป็นคำถามที่เราต้องพิจารณาว่า งบปีนี้ดีนะ ปีหน้าก็น่าจะดีต่อแต่อาจจะค่อยๆ ชะลอลง และก็ติดตามแผนการของบริษัทว่าจะมาช่วยแค่ไหนในการเติบโตในอนาคต อันนี้คือที่เราพอจะคาดการณ์ได้ครับ แล้วเราก็จะรู้ว่า ควรจองมั้ย ควรลงทุน ควรเก็งกำไร หรือทำอย่างไรถึงจะเหมาะกับจริตของเรา
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Stock Vitamins - วิตามินหุ้น









